รู้ใจ

20150622_KnowPeopleMind

เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?
– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ทุกเช้าตอนขับรถมาทำงาน ผมจะเปิด CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ฟัง

ผมไม่ได้เป็นคนธรรมะธรรมโมอะไรหรอกนะครับ เข้าวัดน้อยมาก สวดมนต์บทพาหุงมหากาฯ ยังไม่ได้เลย

เพียงแต่ฟังท่านเทศน์แล้วเพลินดี โดยเฉพาะเวลาที่ท่านหยิบยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่า และสะกิดให้เราคิด

อย่างประโยคนี้เป็นต้น

“เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?”

เราคาดหวังให้คนรอบตัวรู้ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นแฟน ลูก พ่อ แม่ หัวหน้า ลูกน้อง

ขณะเดียวกันเราก็อยากรู้ใจคนอื่น โดยเฉพาะเวลาที่แฟนงอนแล้วไม่ยอมบอกว่าโกรธเราเรื่องอะไร (ใครเจอแบบผมยกมือขึ้น!)

มานั่งคิดดู  ตลอดทั้งวัน เราใช้เวลาไปรู้เรื่องอื่นหมดเลย

ตอนเช้าก็รู้เรื่องสัพเพเหระผ่านการดูสรยุทธ์
ถึงออฟฟิศก็รู้เรื่องงาน (ถ้าทำงานน่ะนะ)
พักเที่ยงก็รู้เรื่องดาราด้วยการเมาธ์กับเพื่อน
ตกบ่ายกลับมารู้เรื่องงานต่อ
ตอนเย็นก็รู้เรื่องเพื่อนๆ ด้วยการเปิดดูเฟ๊ซบุ๊ค
ตอนสามทุ่มก็มาคอยลุ้นว่าพระเอกกับนางเอกจะรักกันเมื่อไหร่

แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปรู้ใจตัวล่ะครับเนี่ย?

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าจิตของคนเราเหมือนลิงที่ห้อยโหนโจนทะยานอยู่ในป่า พอละมือจากกิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องหาอีกกิ่งหนึ่งจับ

การที่จิตใจเราต้องหากิ่งให้เกาะไปเรื่อยๆ ก็เพราะว่ามันเที่ยวแสวงหาความสุข

แต่ต่อให้สุขแค่ไหนเดี๋ยวก็เบื่อ เพราะไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืน

แทนที่เราจะเห็นความจริงตรงนี้ เรากลับกระโจนไปหากิ่งอื่นไม่หยุดหย่อนจนกลายเป็นลิงไร้บ้าน

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราหยุดกระโจน?

เพราะบางทีความสุขอาจจะอยู่ที่โคนต้นไม้

ชนะแล้วดี

20150617_Winning

“บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ”

– ชนาธิป สรงกระสินธิ์ (เมสซี่เจ) รายการเรื่องเล่าเช้านี้

—–
ตอนกินข้าวเช้าที่เต๊นท์ชมพูข้างๆ ตึกอื้อจื่อเหลียง ก็ได้ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ที่ไปเก็บบรรยากาศต้อนรับนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

น้องที่ถูกสัมภาษณ์เยอะๆ มีสองคน คือเมสซี่เจ กับอาทิตย์ ดาวสว่าง

เมสซี่เจนั้นต้องถูกสัมภาษณ์อยู่แล้วเพราะเป็นนักเตะที่ดังที่สุดในทีม

แต่อาทิตย์ที่เป็นกองหลังกลับได้รับความสนใจด้วย ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่น แต่เป็นเพราะน้องเขาสามารถควบคุมอารมณ์หลังจากโดนเบอร์ 7 ของอินโด “จัดหนัก” ไปหลายครั้ง

ทำให้คิดได้ว่า ในสถานการณ์ที่ชวนโมโห ถ้าเราสามารถรักษาใจเราให้ดีได้ ย่อมเป็นคุณอย่างมหาศาล และคนที่เห็นย่อมชื่นชมและนิยมเราอยู่ในใจ

ตอนสัมภาษณ์เมสซี่เจ หรือชนาธิป สรงกระสินธิ์นั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร แต่ประโยคที่ติดหูผมมาก็คือ

บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ

น้องเค้าคงไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้มันฟังดูเป็นปรัชญาอะไร แต่มันกระทบใจผมอย่างจัง (แถมผมฟังผิดเป็น “พอชนะ อะไรๆ มันก็ดีหมด” ด้วย)

วันที่เราชนะ ใครๆ ก็มารับที่สนามบิน เงินอัดฉีดก็ไหลมาเทมา ได้ออกทีวี ได้ขึ้นปกนิตยสาร ได้ออกเทป

แต่คนแพ้มีมากกว่าคนชนะ

หนึ่งคนได้เหรียญทอง ย่อมหมายความว่ามีอีกสิบคนที่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็อาจจะทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คนที่ได้เหรียญ

แต่ใครล่ะจะไปสัมภาษณ์นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญเงินซีเกมส์? แค่ชื่อเขาเราอาจจะไม่มีวันได้ยินด้วยซ้ำ

ผมว่าชีวิตคนก็เหมือนเกมกีฬา มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ

พอชนะก็ย่อมมีคนมาชื่นชม มารายล้อม

พอเสมอ คนก็เฉยๆ

แต่พอแพ้ ใครจะมาเหลียวมอง เผลอๆ ตีตัวออกห่างด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องการกำลังใจมากที่สุด

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การชื่นชมและให้รางวัลคนชนะเป็นเรื่องดีครับ แต่ต้องใส่ใจคนที่ “เกือบชนะ” ด้วย

เพราะเขาก็ควรได้รับความชื่นชมและกำลังใจจากเราเช่นกัน

คนแพ้ไม่ควรถูกลืมครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ

เริ่มที่เรา

20150613_OshoIndividual

สังคมอุดมคติไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้
มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่พวกเราจะต้องเข้าไปที่ตัวต้นเหตุ ไม่ใช่ที่อาการ
ต้นเหตุนั้นอยู่ที่ระดับปัจเจก ไม่ใช่ในระดับสังคม

– Osho

—–

ทำไมเราถึงติดมือถือ?
ทำไมเราถึงเสพดราม่า?
ทำไมเราถึงอยากรู้เรื่องดารา?
ทำไมเราถึงชอบวิจารณ์นักการเมือง?

ผมว่าสาเหตุหลักเกิดจากใจที่ซุกซนและสนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว

เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อที่จะไปตามรู้และเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

รู้แล้วได้อะไรบ้าง?

ความพอใจ / ความสนุก / ความเพลิดเพลิน / ความสาแก่ใจ

เราศึกษา แล้วเราก็วิจารณ์ว่าคนนั้นควรเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น

แต่เราใช้เวลาน้อยมากกับการหันกลับมาดูความคิด คำพูด และการกระทำของเรา

เราเข้มงวดกับคนอื่น แต่กลับผ่อนปรนกับตัวเอง

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราผ่อนปรนกับคนอื่นบ้าง แล้วเข้มงวดกับตัวเองขึ้นซะหน่อย?

เขาจะเป็นอย่างไรมันก็เรื่องของเขา เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเขาได้

เพราะสำหรับคนที่โตๆ กันแล้ว เป็นไม้แก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในเท่านั้น

แค่เปลี่ยนคนอื่นเพียงคนเดียว ยังเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น

การที่เราวิพากษ์วิจารณ์หน่วยที่ใหญ่ไปกว่านั้นเช่น “สังคม” “ระบอบ” หรือ “บ้านเมือง” นั้น ไม่ยิ่งเป็นการเสียแรงเปล่าหรือ?

แทนที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของคนอื่น เราหันมาตามรู้ตามดูความคิดและจิตใจของเราจะดีกว่ามั้ย

เพราะถ้าเราซื่อตรงกับตัวเองมากพอ จะรู้เลยว่า ความขาดตกบกพร่องที่เราเห็นในคนอื่นนั้น ก็มีอยู่ในตัวเราไม่น้อย

เมื่อยอมรับประเด็นนี้ได้ การตามรู้ความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะสนุกไม่แพ้การเสพดราม่าหรือด่านักการเมืองเลยครับ

เราไม่ควรมานั่งจ้องแสง

20150611_NotOurNature

อยากให้คุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมที่เคยตอบกระทู้ไว้ใน http://www.bookcyber.com ที่ว่า “การอ่านในอินเตอร์เน็ตไม่ได้ความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือ”

อ่านหนังสือมันมีความสบายเกิดขึ้น…(พูดเสียงสบาย) มันมีสัมผัสของกระดาษ…มันมีอารมณ์ มีอะไรมากกว่าจอเหลี่ยมๆ ผมคิดอย่างนั้นนะ แล้วเราต้องยอมรับเลยว่า มันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เลยที่จะมานั่งจ้องแสง จ้องอะไรจ้าๆ ที่ออกมาจากจอนานๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติเลย (ย้ำหนักแน่น) ถึงแม้ว่าข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ตมันจะไปไกลเร็วแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายผมเชื่อว่า มนุษย์เราต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับกระดาษ อยู่กับแสงธรรมชาติ ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า วัฒนธรรมที่สูงส่งที่สุดของมนุษย์ชาติน่าจะคือ กระดาษกับดินสอ

– ประภาส ชลศรานนท์ สัมภาษณ์ลง a day volume 1 number 1, September 2000

—–

ผมเคยเป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของนิตยสาร a day ครับ

ซื้อ a day ตั้งแต่เล่มแรก สมัยที่พี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นบรรณาธิการ (คนอะไรชื่อ-นามสกุลเท่ชะมัด)

และถ้าผมจำไม่ผิด ผมมี a day ครบทุกเล่มตลอด 7-8 ปีแรกของนิตยสารเล่มนี้ มาปีหลังๆ นี่แหละที่ต้องเลือกซื้อเพราะไม่มีที่จะเก็บและไม่มีเวลาจะอ่าน

เมื่อคืนนี้อยากจะหา “เชื้อเพลิง” มาเขียนบล็อก เลยสุ่มหยิบ a day มาเล่มหนึ่ง ก็ดันหยิบได้ a day ฉบับปฐมฤกษ์มา และบทสัมภาษณ์ที่สำคัญที่สุดในเล่มนี้ก็คือบทสัมภาษณ์ของคุณประภาส ชลศรานนท์

ก็เลยได้เรื่องของพี่จิกมาเล่าเป็นวันที่สองติดต่อกัน ขอบคุณนะครับพี่จิก!

ผมลองเข้าไปดู http://www.bookcyber.com ปรากฎว่าเว็บหายไปแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคำพูดนี้พี่จิกพูดไว้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว สมัยที่คนยังใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมากกว่าแล็ปท็อป มือถือฮิตที่สุดคือโนเกีย 3210  และโลกยังไม่เคยได้ยินคำว่า Kindle หรือ iPad

ดังนั้นการเสพสื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ก็คือการอ่านผ่านจอมอนิเตอร์ 15 นิ้ว

“มันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เลยที่จะมานั่งจ้องแสง จ้องอะไรจ้าๆ ที่ออกมาจากจอนานๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติเลย”

ถ้าพี่จิกจำคำพูดนี้ได้ มาเห็นตอนนี้คงจะตกใจ เพราะเรากำลังใช้เวลากับจอจ้าๆ นี้มากกว่าปี 2000 ไม่รู้ตั้งกี่เท่า

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมยังเรียนอยู่ปี 3 เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่กับห้องเรียน หอพัก และสนามบอล เวลาที่ต้องจ้องคอมก็มีแค่ตอนทำรายงานบางชิ้น ซึ่งก็น่าจะไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

มาเดี๋ยวนี้ผมจ้องจอคอมไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมงที่ทำงาน ต่อด้วยจอมือถืออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และเมื่อมองไปในอนาคตก็ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจำนวนชั่วโมงจะลดลงแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่า มนุษย์เราต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับกระดาษ อยู่กับแสงธรรมชาติ ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า วัฒนธรรมที่สูงส่งที่สุดของมนุษย์ชาติน่าจะคือ กระดาษกับดินสอ”

ผมก็เป็นคนนึงที่ยังนิยมอ่านหนังสือที่ทำจากกระดาษ เพราะมันสบายตากว่า ไฮไลท์ง่ายกว่า และพออยู่บนชั้นหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูงามตา แม้จะมีข้อเสียที่มันเก็บฝุ่นและกินพื้นที่ แต่ตอนนี้ก็อ่านหนังสือได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะมือถือดึงเวลาไปเกือบหมด

เวลาผมทำ To Do List แต่ละวัน ผมก็จะใช้ดินสอนเขียนบนกระดาษ A4 ข้อดีก็คือเราจะได้ไม่พยายามทำอะไรเยอะเกินไป และความรู้สึกตอนที่ใช้ดินสอนขีดคร่อมงานที่ทำเสร็จแล้วมันสะใจกว่าการติ๊ก “Done” ในคอมเยอะเลย

ผมเคยเขียนบล็อกถึงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราเรื่องว่า ใช้ iPad เยอะๆ มันไม่ดีนะ เพราะมันจะทำให้กลายเป็นคนแก่ใจร้อนและเสียเวลาในการทำกิจที่ควรทำ

ส่วนตัวเองก็พยายามจะลดเวลาอยู่กับจอคอมให้น้อยลง ด้วยการพักเบรกไปเดินเล่นบ่อยๆ และไม่ใช้คอมหรือมือถือหลังสี่ทุ่มเพราะมันจะทำให้นอนหลับไม่สนิท

แค่ 15 ปี พฤติกรรมพวกเรายังเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ไม่อยากคิดว่าอาการ “ติดจอซินโดรม” จะหนักแค่ไหนในอีก 15 ปีข้างหน้า

ตาเริ่มล้าแล้ว คงได้เวลาพักไปเดินเล่น คงต้องขอจบบทความนี้ไปก่อน

แต่ก่อนจะไป ขอฝากวีดีโอเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าทำออกมาได้เจ๋งดีครับ

เราทุกคนคือลูกระเบิด

20160609_GrenadeHazelGrace

“Gus, I’m a grenade, and one day I’m gonna blow up, and I’m gonna obliterate everything in my wake”

“เราคือลูกระเบิดนะกัส แล้ววันใดที่เราระเบิดขึ้นมา เราจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราหมดเลย”

Hazel Grace – The Fault in Our Stars 

—–

The Fault In Our Stars ที่ประพันธ์โดย John Green นั้นเป็นหนังสือที่ผมชอบมาก

จุดเด่นที่สุดของหนังสือเรื่องนี้คือบทพูดระหว่างพระเอกกับนางเอก เพราะมันสละสลวยกินใจและดูฉลาดเกินวัย

ปีที่แล้วหนังสือเรื่องนี้ก็ได้รับการทำออกมาเป็นภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในต่างประเทศและเมืองไทย

The Fault In Our Stars หรือ “ดาวบันดาล” คือเรื่องราวความรักของวัยรุ่น แต่เป็นวัยรุ่นที่แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไปเล็กน้อย เพราะตัวละครหลักทั้งสองป่วยเป็นมะเร็งทั้งคู่

นางเอกชื่อเฮเซ่ล เกรซ (Hazel Grace) พระเอกชื่อ ออกัสตัส วอเตอร์ส (Augustus Waters) ซึ่งนางเอกชอบเรียกสั้นๆ ว่า “กัส”

โรคมะเร็งทำให้กัสต้องตัดขาทิ้ง แต่ก็ยังแข็งแรงละมีวิถีชีวิตที่ปกติกว่าเฮเซ่ลที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา แถมอาการก็ออดๆ แอดๆ มาหลายปีแล้ว

กัสหลงรักเฮเซ่ลตั้งแต่แรกพบ และพยายามเข้าหาเฮเซ่ล เฮเซ่ลเองก็รู้สึกดีกับกัส แต่ก็รู้ตัวดีว่าคงอยู่ได้ไม่นาน เลยต้องพูดประโยคนี้ออกมาเพื่อเตือนสติกัส

“Gus, I’m a grenade, and one day I’m gonna blow up, and I’m gonna obliterate everything in my wake”

Grenade = ระเบิดมือ
Blow up = ระเบิด (กิริยา)
obliterate = ทำลายล้างจนพินาศ
in my wake = สิ่งที่หลงเหลือหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นๆ
เธอเปรียบตัวเธอเองว่าเหมือนระเบิดเวลาที่จะ “บึ้ม” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และเมื่อถึงวันที่เธอต้องตายจากไป เธอก็รู้ว่าพ่อกับแม่เธอจะต้องเสียใจมาก เธอจึงบอกกัสว่าอย่าคิดกับเธอเกินกว่าเพื่อนเลย เพราะเธอไม่อยากให้กัสต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้รับเคราะห์ไปด้วยอีกคน

—–

คนส่วนใหญ่ทีอ่านบล็อกนี้คงไม่ได้เจอระเบิดเวลาอย่างเฮเซ่ล

แต่เราทุกคนก็น่าจะเคยเป็นผู้เสียหายจากสะเก็ดระเบิดมานะครับ

เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ “ระเบิดลง” มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

อาจจะเป็นหัวหน้าขี้โวยวาย แฟนขี้วีน คุณแม่ขี้บ่น หรือคุณพ่อหัวโบราณที่เป็นเผด็จการในบ้าน

คนเหล่านี้พอโมโหเมื่อไหร่ก็ไม่ต่างจาก “ระเบิดแสวงเครื่อง” ที่ทำร้ายคนรอบตัว

ผมรู้จักผู้ใหญ่ท่านนึงที่เป็นคนน่ารักกับเพื่อนฝูงมาก แต่พออยู่ที่บ้านกลับเป็นคนโมโหร้าย สมัยหนุ่มๆ เวลาโมโหคนในครอบครัวทีนี่ถึงกับเขวี้ยงทีวีกันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ไม่ทำอย่างนั้นแล้วเพราะเขวี้ยงไม่ไหว

ทำไมคนโกรธชอบทำลายและทำร้ายคนอื่น?

ถ้าแค่ข้าวของพังก็ยังซื้อหาใหม่ได้ แต่ถ้าปาของไปโดนหัวลูก จะทำยังไง?

หรือถ้าเผลอพูดจาอะไรแรงๆ ออกไปจนมันไปทำร้ายจิตใจคนที่เรารักขึ้นมา มันคุ้มกันมั้ย?

คนขี้โมโหนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกโกรธง่ายหายเร็ว โกรธแค่ไม่กี่นาทีก็กลับเข้าสู่สภาวะเดิมแล้ว

แต่สะเก็ดระเบิดที่เกิดจากการโกรธเพียงเสี้ยวนาทีนั้น อาจจะฝังอยู่ในใจคนที่โดนทำร้ายได้เป็นปีๆ นะครับ

คนขี้โมโหนั้นจริงๆ ก็น่าเห็นใจ เพราะเขาได้สะสมเชื้อแห่งความโกรธและความเคยชินในการรับมือกับความโกรธด้วยวิธีการนี้มาไม่รู้กี่สิบปี (หรือไม่รู้กี่ภพกี่ชาติตามความเชื่อของชาวพุทธ)

เช่นเดียวกันคนโลภที่สะสมเชื้อแห่งความโลภมานานแสนนานเช่นกัน

ดังนั้นการที่เราจะเรียกร้องให้คนใจร้อนนั้นใจเย็นลง หรือขอให้คนขี้โลภเลิกโลภนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยแฟร์กับเขาเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะสั่งให้เป็นไปได้ดั่งใจ

เช่นนี้แล้ว มีอะไรมั้ยที่เราพอจะทำได้?

ผมว่าเราคงต้องเริ่มจากตัวเองก่อนนะครับ

สำรวจตัวเองว่าเราเคย “ระเบิด” จนทำให้ใครบาดเจ็บรึเปล่า?

เพราะไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยโกรธ

วิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความขี้โมโหได้ ก็คือการคอยดูอารมณ์ตัวเองอยู่บ่อยๆ

พอเริ่มหงุดหงิดหรือมีอะไรขัดใจเมื่อไหร่ก็รู้ พออารมณ์ดีเมื่อไหร่ก็รู้ หรืออารมณ์กลางๆ ก็รู้

เราจะเห็นอารมณ์ โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ สลับกันไปทั้งวัน

พอโกรธก็ไม่ต้องไปกดมันไว้ ปล่อยให้โกรธไปตามธรรมชาติ แล้วคอยสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของเรา เช่นดูว่าหัวใจเราเต้นแรงขึ้นรึเปล่า หายใจตื้นและสั้นลงรึเปล่า ใบหน้ารู้สึกร้อนๆ ใช่มั้ย และลองดูในกระจกซิว่ายังใช่ใบหน้าเดิมที่เรารู้จักรึเปล่า

ยิ่งรู้ตัวว่าโกรธหรือหงุดหงิดบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดีครับ เพราะมันไม่ได้แปลว่าเราโกรธมากขึ้น แต่มันแปลว่าเรามีสติมากขึ้นต่างหาก

ถ้าเราโกรธแล้วรู้ตัว ความโกรธนั้นก็จะอยู่ในระดับที่ไม่ไปทำร้ายใคร และถ้าเราคอยรู้ทันความโกรธไปเรื่อยๆ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่ออารมณ์ที่มักจะทำให้เราโกรธ

เมื่อเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว จากนี้ไปถ้าอยู่ใกล้คนขี้โมโห แล้วเขามาระเบิดใส่เรา เราก็จะมีสติรู้ทันว่าเราเองก็มีความขุ่นเคืองใจที่เขามาระเบิดใส่เราเช่นกัน แต่แทนที่เราจะตอบโต้ เราก็แค่ดูความโกรธของเราที่เกิดขึ้นมาและหายไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องไประเบิดใส่เขากลับ

ถ้าเราทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ คนขี้โมโหก็อาจจะเริ่มสนใจและอยากเรียนรู้เทคนิคนี้บ้าง

เพราะเขาเองก็คงก็รู้ดีว่า ผู้รับเคราะห์ที่เจ็บหนักที่สุดจากการระเบิดแต่ละครั้ง ก็คือตัวเขาเอง

มาเริ่มปลดชนวนกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ