เราทุกคนคือลูกระเบิด

20160609_GrenadeHazelGrace

“Gus, I’m a grenade, and one day I’m gonna blow up, and I’m gonna obliterate everything in my wake”

“เราคือลูกระเบิดนะกัส แล้ววันใดที่เราระเบิดขึ้นมา เราจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราหมดเลย”

Hazel Grace – The Fault in Our Stars 

—–

The Fault In Our Stars ที่ประพันธ์โดย John Green นั้นเป็นหนังสือที่ผมชอบมาก

จุดเด่นที่สุดของหนังสือเรื่องนี้คือบทพูดระหว่างพระเอกกับนางเอก เพราะมันสละสลวยกินใจและดูฉลาดเกินวัย

ปีที่แล้วหนังสือเรื่องนี้ก็ได้รับการทำออกมาเป็นภาพยนตร์ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในต่างประเทศและเมืองไทย

The Fault In Our Stars หรือ “ดาวบันดาล” คือเรื่องราวความรักของวัยรุ่น แต่เป็นวัยรุ่นที่แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไปเล็กน้อย เพราะตัวละครหลักทั้งสองป่วยเป็นมะเร็งทั้งคู่

นางเอกชื่อเฮเซ่ล เกรซ (Hazel Grace) พระเอกชื่อ ออกัสตัส วอเตอร์ส (Augustus Waters) ซึ่งนางเอกชอบเรียกสั้นๆ ว่า “กัส”

โรคมะเร็งทำให้กัสต้องตัดขาทิ้ง แต่ก็ยังแข็งแรงละมีวิถีชีวิตที่ปกติกว่าเฮเซ่ลที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา แถมอาการก็ออดๆ แอดๆ มาหลายปีแล้ว

กัสหลงรักเฮเซ่ลตั้งแต่แรกพบ และพยายามเข้าหาเฮเซ่ล เฮเซ่ลเองก็รู้สึกดีกับกัส แต่ก็รู้ตัวดีว่าคงอยู่ได้ไม่นาน เลยต้องพูดประโยคนี้ออกมาเพื่อเตือนสติกัส

“Gus, I’m a grenade, and one day I’m gonna blow up, and I’m gonna obliterate everything in my wake”

Grenade = ระเบิดมือ
Blow up = ระเบิด (กิริยา)
obliterate = ทำลายล้างจนพินาศ
in my wake = สิ่งที่หลงเหลือหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นๆ
เธอเปรียบตัวเธอเองว่าเหมือนระเบิดเวลาที่จะ “บึ้ม” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และเมื่อถึงวันที่เธอต้องตายจากไป เธอก็รู้ว่าพ่อกับแม่เธอจะต้องเสียใจมาก เธอจึงบอกกัสว่าอย่าคิดกับเธอเกินกว่าเพื่อนเลย เพราะเธอไม่อยากให้กัสต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้รับเคราะห์ไปด้วยอีกคน

—–

คนส่วนใหญ่ทีอ่านบล็อกนี้คงไม่ได้เจอระเบิดเวลาอย่างเฮเซ่ล

แต่เราทุกคนก็น่าจะเคยเป็นผู้เสียหายจากสะเก็ดระเบิดมานะครับ

เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ “ระเบิดลง” มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

อาจจะเป็นหัวหน้าขี้โวยวาย แฟนขี้วีน คุณแม่ขี้บ่น หรือคุณพ่อหัวโบราณที่เป็นเผด็จการในบ้าน

คนเหล่านี้พอโมโหเมื่อไหร่ก็ไม่ต่างจาก “ระเบิดแสวงเครื่อง” ที่ทำร้ายคนรอบตัว

ผมรู้จักผู้ใหญ่ท่านนึงที่เป็นคนน่ารักกับเพื่อนฝูงมาก แต่พออยู่ที่บ้านกลับเป็นคนโมโหร้าย สมัยหนุ่มๆ เวลาโมโหคนในครอบครัวทีนี่ถึงกับเขวี้ยงทีวีกันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้ไม่ทำอย่างนั้นแล้วเพราะเขวี้ยงไม่ไหว

ทำไมคนโกรธชอบทำลายและทำร้ายคนอื่น?

ถ้าแค่ข้าวของพังก็ยังซื้อหาใหม่ได้ แต่ถ้าปาของไปโดนหัวลูก จะทำยังไง?

หรือถ้าเผลอพูดจาอะไรแรงๆ ออกไปจนมันไปทำร้ายจิตใจคนที่เรารักขึ้นมา มันคุ้มกันมั้ย?

คนขี้โมโหนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกโกรธง่ายหายเร็ว โกรธแค่ไม่กี่นาทีก็กลับเข้าสู่สภาวะเดิมแล้ว

แต่สะเก็ดระเบิดที่เกิดจากการโกรธเพียงเสี้ยวนาทีนั้น อาจจะฝังอยู่ในใจคนที่โดนทำร้ายได้เป็นปีๆ นะครับ

คนขี้โมโหนั้นจริงๆ ก็น่าเห็นใจ เพราะเขาได้สะสมเชื้อแห่งความโกรธและความเคยชินในการรับมือกับความโกรธด้วยวิธีการนี้มาไม่รู้กี่สิบปี (หรือไม่รู้กี่ภพกี่ชาติตามความเชื่อของชาวพุทธ)

เช่นเดียวกันคนโลภที่สะสมเชื้อแห่งความโลภมานานแสนนานเช่นกัน

ดังนั้นการที่เราจะเรียกร้องให้คนใจร้อนนั้นใจเย็นลง หรือขอให้คนขี้โลภเลิกโลภนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยแฟร์กับเขาเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะสั่งให้เป็นไปได้ดั่งใจ

เช่นนี้แล้ว มีอะไรมั้ยที่เราพอจะทำได้?

ผมว่าเราคงต้องเริ่มจากตัวเองก่อนนะครับ

สำรวจตัวเองว่าเราเคย “ระเบิด” จนทำให้ใครบาดเจ็บรึเปล่า?

เพราะไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยโกรธ

วิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความขี้โมโหได้ ก็คือการคอยดูอารมณ์ตัวเองอยู่บ่อยๆ

พอเริ่มหงุดหงิดหรือมีอะไรขัดใจเมื่อไหร่ก็รู้ พออารมณ์ดีเมื่อไหร่ก็รู้ หรืออารมณ์กลางๆ ก็รู้

เราจะเห็นอารมณ์ โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ-โกรธ-ไม่โกรธ สลับกันไปทั้งวัน

พอโกรธก็ไม่ต้องไปกดมันไว้ ปล่อยให้โกรธไปตามธรรมชาติ แล้วคอยสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของเรา เช่นดูว่าหัวใจเราเต้นแรงขึ้นรึเปล่า หายใจตื้นและสั้นลงรึเปล่า ใบหน้ารู้สึกร้อนๆ ใช่มั้ย และลองดูในกระจกซิว่ายังใช่ใบหน้าเดิมที่เรารู้จักรึเปล่า

ยิ่งรู้ตัวว่าโกรธหรือหงุดหงิดบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดีครับ เพราะมันไม่ได้แปลว่าเราโกรธมากขึ้น แต่มันแปลว่าเรามีสติมากขึ้นต่างหาก

ถ้าเราโกรธแล้วรู้ตัว ความโกรธนั้นก็จะอยู่ในระดับที่ไม่ไปทำร้ายใคร และถ้าเราคอยรู้ทันความโกรธไปเรื่อยๆ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่ออารมณ์ที่มักจะทำให้เราโกรธ

เมื่อเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว จากนี้ไปถ้าอยู่ใกล้คนขี้โมโห แล้วเขามาระเบิดใส่เรา เราก็จะมีสติรู้ทันว่าเราเองก็มีความขุ่นเคืองใจที่เขามาระเบิดใส่เราเช่นกัน แต่แทนที่เราจะตอบโต้ เราก็แค่ดูความโกรธของเราที่เกิดขึ้นมาและหายไป โดยที่ไม่จำเป็นต้องไประเบิดใส่เขากลับ

ถ้าเราทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ คนขี้โมโหก็อาจจะเริ่มสนใจและอยากเรียนรู้เทคนิคนี้บ้าง

เพราะเขาเองก็คงก็รู้ดีว่า ผู้รับเคราะห์ที่เจ็บหนักที่สุดจากการระเบิดแต่ละครั้ง ก็คือตัวเขาเอง

มาเริ่มปลดชนวนกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s