นิทานรถม้าอันว่างเปล่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พ่อชวนลูกออกไปเดินเล่นยังชายป่า พอถึงทางโค้ง พ่อหยุดเดินแล้วถามลูกว่า นอกจากเสียงนกร้องแล้ว ลูกได้ยินเสียงอะไรอีก

ลูกหยุดเดินแล้วเงี่ยหูฟัง ก่อนจะตอบว่านอกจากเสียงนกร้องแล้ว ยังมีเสียงรถม้าวิ่งอยู่

พ่อบอกว่าถูกต้องแล้ว และนั่นเป็นรถม้าที่ไม่ได้บรรทุกอะไร

ลูกแปลกใจจึงถามพ่อว่ารู้ได้ไงว่านั่นเป็นรถม้าเปล่า

พ่อตอบว่า รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง

พอเด็กน้อยโตขึ้น ทุกครั้งที่เจอคนที่ชอบคุยโม้โอ้อวด พูดจาโอหังชอบตัดบทคนอื่น เขามักจะมีความรู้สึกเหมือนพ่อมายืนกระซิบอยู่ข้างหูว่า “รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง”

คนที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินข้ามห้วยน้ำลำธาร ก่อนที่จะลุยลงน้ำ เขามักหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วปาไปกลางน้ำ

ละอองน้ำยิ่งกระจายสูงขึ้นเท่าไหร่ น้ำในลำธารก็จะยิ่งตื้นเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ถ้าละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมายิ่งน้อยฉันใด น้ำจะยิ่งลึกมากขึ้นฉันนั้น

น้ำนิ่งไหลลึก น้ำลึกไร้เสียง

รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง


ขอบคุณนิทานจาก LinkedIn | Supak Manop – รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง (บาง source ก็ระบุว่าแปลและเรียบเรียงโดยขจรศักดิ์)

นิทานยักษ์ในตะเกียง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่มาจากปากคำของผู้ชายที่ชื่อ Jimmy Lee กันครับ

“หลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ผมกับภรรยาได้ซื้อบ้าน 6 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ ในโครงการมีคลับเฮาส์และสระว่ายน้ำด้วย

ผมขับรถ Lexus รุ่นที่ดีที่สุดที่ผมพอจะซื้อไหว และผมก็ซื้อรถ SUV ให้ภรรยาอีกหนึ่งคัน เรามีลูกสองคน และชีวิตของเราก็เต็มไปด้วยความทุกข์

ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องเงินหรอกนะ ของที่เรามีมันแพงและทำให้การเงินเราตึงๆ ก็จริง แต่เราก็มีกำลังจ่ายไหว

ปัญหาหลักคือเรื่องเวลา ผมยุ่งกับธุรกิจของผมมาก ทำงานเกือบ 7 วันต่อสัปดาห์ ภรรยาก็ต้องดูแลลูกและยังต้องแบ่งเวลามาช่วยทำธุรกิจเช่นกัน พวกเราแทบไม่เคยลาพักร้อนเลย การได้หยุดสุดสัปดาห์นานๆ ครั้งก็คือการพักร้อนสำหรับเราแล้ว

ผมอาจกำลังอ่านนิทานหรือเล่นกับลูกอยู่ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็จะดังขึ้น เสียงหัวเราะจะหยุดชะงักเหมือนโดนปิดสวิทช์ระหว่างที่ผมเดินไปห้องข้างๆ เพื่อคุยโทรศัพท์

ราวกับโลกของครอบครัวหยุดหมุนระหว่างที่พวกเขาลุ้นว่าผมต้องออกไปข้างนอกรึเปล่า “โทษทีนะ พ่อต้องรีบไปหาลูกค้าแล้ว!” ผมจะรุดออกจากบ้านก่อนที่ลูกๆ จะพูดว่า “บ๊ายบายแด๊ดดี้” จบประโยคเสียอีก

คุณคงเคยดูหนังเรื่องอะลาดิน ผมนี่แหละคือยักษ์จีนี่ผู้เสกสิ่งต่างๆ ผู้แก้ไขทุกปัญหา ผู้ทรงพลังอำนาจ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ทาสตนหนึ่ง ธุรกิจคือเจ้าชีวิต ลูกค้าคือเจ้าชีวิต หนี้ผ่อนบ้านคือเจ้าชีวิต ผมคือยักษ์จีนี่ที่โหยหาอิสรภาพ

วันหนึ่งผมกับแฟนมองหน้ากันแล้วถามว่า “นี่พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่?”

ผมเริ่มร่อนใบสมัครและได้งานภายในเวลาไม่นาน ผ่านไปไม่กี่เดือนเราก็ปิดธุรกิจของเราและขายบ้านหลังเดิม จีนี่ที่ได้รับการปลดปล่อยจากอะลาดินก็คงรู้สึกประมาณนี้

ผมใช้เวลาทำงานลดลงครึ่งหนึ่งโดยที่ยังมีรายได้เกือบเท่าเดิม ผมยังขับรถคันเดิมซึ่งตอนนี้อายุ 15 ปีแล้ว บ้านของเราเล็กกว่าหลังเดิมครึ่งต่อครึ่ง ผมมีเวลาอยู่กับลูกมากกว่าคุณพ่อส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก ผมกับแฟนต่างช่วยกันเลี้ยงลูกแบบโฮมสคูล เราได้ลาพักร้อนปีละหลายครั้ง

ชีวิตผมยังไม่ได้เพอร์เฟ็กต์หรอกนะ แต่มันมีความสุขมากขึ้นแน่นอน

ป.ล. ขอเสริมว่ามันเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ มีรายได้มากมาย มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู แถมยังมีเวลาให้ครอบครัวด้วย ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ผมรู้จักหลายคนที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ถ้าคุณสามารถสร้างชีวิตแบบนั้นได้ก็เยี่ยมไปเลย เพียงแต่ผมทำไม่ได้ ซึ่งผมก็โอเคกับมันนะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Jimmy Lee’s answer to Why are people with a big house, nice cars, and with kids still unhappy about their lives?

นิทานหมาป่าหาเรื่อง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาป่าตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอยู่ที่น้ำตกบนเนินเขา

พอมันเงยหน้าขึ้นมา ก็มองเห็นลูกแกะตัวหนึ่งกำลังกินน้ำที่ไหลลงไปเบื้องล่าง นี่มันอาหารอันโอชะชัดๆ! หมาป่าคิดในใจ จึงเดินลงไปหาลูกแกะแล้วพูดว่า

“เจ้าบังอาจมากวนน้ำที่ข้ากำลังกินอยู่ให้เลอะโคลนสกปรกได้อย่างไร”

“เปล่านะท่าน ข้าเปล่า” เจ้าลูกแกะพูด “ถ้าน้ำข้างบนนั้นมีโคลนปนอยู่ ข้าก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุแน่นอน เพราะน้ำนี้ไหลลงมาจากตรงที่ท่านยืนอยู่ก่อนแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นละก็ ทำไมช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้วเจ้าถึงมาด่าว่าข้าเสียๆ หายๆ ด้วย”

“เป็นไปไม่ได้หรอกท่าน ปีที่แล้วข้ายังเดินไม่ได้ด้วยซ้ำ” ลูกแกะค้านสุดตัว

เจ้าหมาป่าคำราม “ถ้าไม่ใช่เจ้า ก็ต้องเป็นพ่อของเจ้าแน่ๆ”

ว่าแล้วเจ้าหมาป่าก็กระโจนเข้าตะครุบลูกแกะผู้น่าสงสาร และขย้ำกินอย่างเอร็ดอร่อย


ขอบคุณนิทานจากเว็บกัลยาณมิตรเว็บกัลยาณมิตร

นิทานภรรยาช่างสังเกต

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

มีสามีภรรยาอยู่คู่หนึ่ง เพิ่งย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งใหม่

ในวันแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่นั่นเอง อยู่ดีๆ ภรรยาก็ตกอกตกใจตะโกนเรียกสามี

“พี่ๆ มาดูนี่เร็ว ดูบ้านข้างๆ เราสิ ไม่รู้อยู่กันได้อย่างไร สกปรกมากๆ บ้านช่องไม่รู้จักเก็บจักกวาด คนอะไรไม่รู้สกปรกจริงๆ”

สามีก็พอมองไปยังบ้านหลังนั้นแล้วก็เงียบ มิได้พูดอะไร

วันที่สอง ภรรยาก็ตะโกนเรียกสามีด้วยน้ำเสียงตกใจอย่างเดิมอีก

“พี่ๆ มาดูนี่อีก ดูบ้างข้างๆ เราสิ ไม่รู้เขาใช้อะไรซักผ้า ทำไมผ้าบ้านเขาช่างสกปรกสิ้นดี ไม่มีความขาวสะอาดเลย”

สามีก็พอมองไปยังบ้านหลังนั้นแล้วก็เงียบ มิได้พูดอะไรเช่นเคย

วันที่สาม ภรรยาก็ตะโกนเรียกสามีเช่นเดิม แต่คราวนี้ตะโกนเสียงด้วยน้ำเสียงที่แสดงความตกใจเป็นอย่างยิ่ง

“พี่ๆ มาดูนี่เร็วเข้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว วันนี้บ้านข้างๆ ไม่รู้เขาไปทำอะไรมาบ้านเขาสะอาดมากๆ เลย ผ้าผ่อนต่างๆ ก็ขาวสะอาดไม่มีที่ติ ไม่รู้เขาไปจ้างใครมาทำหรือเปล่า”

สามีก็มองกลับมายังหน้าของภรรยาตนเองแล้วพูดว่า

“เขาไม่ได้ไปทำอะไรหรือจ้างใครมาทำความสะอาดอะไรหรอกน้องเอ๋ย แต่เมื่อเช้าพี่แค่เช็ดกระจกบ้านของเราเอง”


ขอบคุณนิทานจากเว็บ GotoKnow | ปภังกร: นิทานเรื่อง “กระจกใจ”

นิทานมิอาจปล่อยวาง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอุบาสกผู้หนึ่ง ไปปรึกษาอาจารย์เซนถึงวิถีแห่งเซนที่เขายังมิอาจข้ามผ่าน

“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดี กระผมมิอาจปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง มิอาจปล่อยวางจากคนบางคน?”

อาจารย์เซนตอบว่า “ทุกสิ่งล้วนสามารถปล่อยวาง”

อุบาสกแย้งว่า “ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยังคงมีสิ่งที่กระผมปล่อยวางไม่ได้”

อาจารย์เซนจึงบอกให้อุบาสกผู้นี้ถือถ้วยชาใบหนึ่งไว้ในมือ จากนั้นอาจารย์จึงรินน้ำชาร้อนๆ ลงไปในถ้วย รินลงไปจนน้ำชาล้นถ้วยออกมารดมือของอุบาสกที่ถืออยู่

เมื่อโดนน้ำชาร้อนลวกมือ อุบาสกจึงต้องปล่อยถ้วยชาลงพื้น

ยามนั้นอาจารย์เซนจึงสอนว่า

“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจละวางได้ เมื่อเกิดทุกข์ ย่อมยอมปล่อยวางโดยธรรมชาติ”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : มิอาจปล่อยวาง