ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องมุมมองที่ผมเห็นว่าจำเป็นสำหรับทศวรรษถัดไป

ผมเล่าย้อนกลับไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 63 ช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดจากจีนเข้ามาในภูมิภาคนี้

ลูกสาวของผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 มีเพื่อนร่วมห้องที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นชาวจีนที่เพิ่งบินจากเมืองจีนมาเยี่ยมลูกสาว ไม่มีใครในครอบครัวแสดงอาการอะไร แต่พอมีคนรู้ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนผ.อ.สั่งปิดโรงเรียนเพื่อทำการฆ่าเชื้อ และให้นักเรียนทุกคนในห้องลูกสาวผมหยุดเรียน 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการ

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะผู้ปกครองของชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ก็แจ้งมาอีกว่านักเรียนในห้องนี้มีพี่ชาย/พี่สาวที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน ต้องถือเป็นกลุ่มเสี่ยงและให้เด็กกลุ่มนี้หยุดเรียน 14 วันด้วยเช่นกัน มีการเปิดโพลในกรุ๊ปไลน์เพื่อให้ผู้ปกครองท่านอื่นมาลงชื่อว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่เพื่อเป็นการกดดันกลายๆ จนผู้ปกครองห้องลูกสาวผมรู้สึกเหมือนกำลังโดน sanction ไปโดยปริยาย

ผมอ่านบทสนทนาแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเหมือนการล่าแม่มดเข้าไปทุกที

ปรากฎการณ์ “ล่าแม่มด” นั้นเกิดขึ้นในยุโรปช่วงค.ศ. 1700 หากชาวบ้านไม่ชอบใจคนไหนก็จะกล่าวหาว่าคนคนนั้นเป็นแม่มดหรือตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ของแม่มด และคนที่ถูกกล่าวหาก็จะถูกบังคับให้ซัดทอดว่าใครเป็นคนที่พาตัวเองไปเข้าลัทธิ หากไม่ยอมซัดทอดก็มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ผ่านมา 300 กว่าปีแล้ว การ “ล่าแม่มด” ก็ยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

ภายนอกเราเดินทางมาไกลมาก แต่ภายในเหมือนเรากำลังย่ำอยู่กับที่ ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 2563 ปีก่อน

ยังมีทั้งชอบและชัง รักและกลัว ถ่อมตนและถือดี พวกเราและพวกมัน ด้านสว่างและด้านมืด เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่อปัญหามันซับซ้อนและตึงเครียด คนเรามีแนวโน้มจะสาดความมืดเข้าหากันโดยมีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่ใช้จนคล่องมือ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่าไม่มีใครที่ถือความจริงทั้งหมด เราถูกของเรา เขาก็อาจจะถูกของเขาเพียงแต่เรายังไม่เข้าใจ ก็อาจจะช่วยลดอุณหภูมิในใจเราได้

พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์เคยกล่าวไว้ว่า เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

ในโมงยามนี้ ขอให้ทุกคนใช้แสงสว่างนั้นก่อนจะพูดหรือทำอะไรลงไปนะครับ

ถ้าจะกังวลก็จงกังวลใส่กระดาษ

เพราะถ้าเก็บมันไว้ในหัว ความคิดจะติดหลูปและขยายความกังวลนั้นให้ใหญ่เกินจริงเสมอ

เมื่อใดที่เราเขียนความกังวลลงกระดาษ กลั่นกรองออกมาเป็นภาษามนุษย์ เมื่อนั้นสิ่งที่เรากังวลจะจับต้องได้มากขึ้น และเราจะพบว่าสิ่งที่เรากังวลนั้นมันไม่ได้ยากเกินจะจัดการ เราจะสามารถคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร เราต้องใช้อะไรบ้าง และใครจะช่วยเราได้บ้าง

อีกหนึ่งข้อดีก็คือ เมื่อเราเขียนสิ่งที่ต้องทำด้วยดินสอและกระดาษ มันจะมอบพลังบางอย่างที่การเขียนในคอมพิวเตอร์หรือมือถือไม่อาจมอบให้ เรามีแนวโน้มที่จะลงมือมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

จงเป็นคนที่รอได้

เพราะนั่นคือจุดอ่อนของคนในยุคสมัยนี้

สมัยก่อนกว่าจะได้ดูละครเรื่องโปรดต้องรอให้ข่าวจบก่อน ดูได้แป๊บเดียวก็มีโฆษณาคั่น พอเข้าด้ายเข้าเข็มก็ดันตัดจบและต้องรอวันพรุ่งนี้หรือสัปดาห์ต่อไป

มาเดี๋ยวนี้เราสามารถดูละครเกือบทุกเรื่องบน Youtube โดยไม่ต้องดูโฆษณา ตอนไหนน่าเบื่อก็กดข้ามไปได้เลย ซีรี่ส์ใหม่มาลงบน Netflix เขาก็ลงทีเดียวตั้งแต่ตอนแรกยันตอนอวสาน หลายคนก็เลยได้ดูรวดเดียวจนตาแฉะ

ในแง่หนึ่งก็ดีที่สามารถบันเทิงได้โดยไม่มีอะไรมาคั่น แต่อีกแง่หนึ่ง “กล้ามเนื้อแห่งการรอคอย” ของเราก็ฟีบลงทุกวัน

เราจึงกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น ได้งานก็อยากขึ้นเงินเดือนเร็วๆ เปิดเพจก็อยากให้ยอดไลค์โตเร็วๆ มี Tiktok ก็อยากให้คนดูเยอะๆ ทันที เงินเก็บยังไม่ทันมีก็เอาไปซื้อของที่เกินตัว

มะม่วงยังไม่ทันสุกเราก็เอาไปบ่มแก๊ส ข้างนอกอาจจะดูสวยงามแต่พอทานแล้วกลับไม่อร่อยเหมือนมะม่วงที่สุกตามวันเวลา เพราะทุกอย่างมีจังหวะจะโคนของมัน

จงเป็นคนที่รอได้ แล้วเราจะได้ของดีกว่าคนที่รอไม่เป็นครับ

ทำ 3 เรื่องแรกของแต่ละวันให้ดี

มีใครบางคนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าคุณตื่นนอนตอนเช้าแล้วจับมือถือก่อนจับตัวเองหรือคนที่นอนข้างๆ แสดงว่าชีวิตคุณน่าจะไม่ค่อยโอเคแล้ว

เราทุกคนน่าจะเคยมีวันที่เจอเหตุการณ์วุ่นวายแต่เช้า และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียวทำให้ตารางของเรารวนไปทั้งวัน

เหมือนการกลัดกระดุมเสื้อ ถ้ากลัดเม็ดแรกผิด เม็ดอื่นๆ ก็จะผิดตามไปด้วย

หากอยากเพิ่มโอกาสที่จะมีวันที่ดี เราควรทำ 3 เรื่องแรกของวันให้ดีเสียก่อน

หลายคนจึงแนะนำให้เราเก็บเตียงตอนเช้า เพราะมันเป็น small win ที่สร้างความมั่นใจให้เราตั้งแต่หัววัน

แทนที่จะโอ้เอ้จนออกจากบ้านสาย ลองออกให้เช้าขึ้นเพื่อไม่ต้องเสียเวลากับรถติดและคิวยาว

มาถึงออฟฟิศแทนที่จะเช็คอีเมล ลองหยิบกระดาษออกมาแล้วเขียนลงกระดาษก่อนว่าวันนี้จะทำอะไรให้สำเร็จบ้าง

ก่อนจะเช็คโซเชียล ลองทำงานเล็กๆ ให้เสร็จซักหนึ่งอย่าง

มันคือการรบกับกิเลส รบกับความเคยชิน รบกับกบตัวเล็กๆ เพื่อสร้างโมเม็นตั้มสำหรับการเผชิญกับกบตัวใหญ่

ทำ 3 เรื่องแรกของแต่ละวันให้ดี กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก แล้วที่เหลือของวันน่าจะโอเคครับ

จงขโมยเวลามาจากความเคยชิน

เมื่อเราเห็นใครสร้างสรรค์ผลงานที่เจ๋งๆ เราจะรู้สึกว่า จริงๆ เราก็น่าจะทำได้นี่หน่า

แล้วเราก็จะโกหกคำโตกับตัวเองว่า รอให้เรามีเวลาก่อน

จริงๆ แล้วเราทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน พอ 24 ชั่วโมงนี้หมดไป พรุ่งนี้ทุกคนก็จะได้เวลามาเพิ่มอีกวันละ 24 ชั่วโมง

สิ่งที่ไม่เท่ากันคือการเลือกว่าจะเอาเวลาที่เราได้มานั้นไปทำอะไรต่างหาก

ที่เราบอกว่าไม่มีเวลา เพราะเรามีสิ่งที่เราทำอยู่แล้วมายาวนาน ทำเสียจนเป็นความเคยชิน ทำจนเป็นนิสัย ทำจนมันเป็นเรื่องง่ายดาย – มันคือ comfort zone ของเรา

ถ้าเราอยากจะสร้างสรรค์อะไรที่มีคุณค่า เราจำเป็นต้องให้เวลากับมันอย่างยาวนานและสม่ำเสมอ และการที่จะมีเวลาเพื่อทำสิ่งนี้ได้ เราก็ต้องขโมยมันมาจากกิจกรรมที่เราเคยชิน

“It takes many hours to make what you want to make. The hours don’t suddenly appear. You have to steal them from comfort.”
-Derek Sivers

สิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่อาจได้มาโดยง่าย ไม่อาจได้มาด้วยความสะดวกสบาย จริงๆ แล้วมันจะโคตร uncomfortable เลยด้วยซ้ำ

แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน ถ้าไม่ใช่เราแล้วจะเป็นใคร

จงขโมยเวลาจากความเคยชิน เพื่อสร้างสิ่งใหม่และชีวิตที่ต่างออกไปจากเดิมครับ