ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

บ่ายวันเสาร์เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมไปสอน Time Management ให้กับบริษัทเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ตอนช่วงถาม-ตอบ มีคนถามผมว่า ผมทำยังไงถึงมีวินัยเขียนบล็อกวันละตอนติดต่อกันได้นานหลายปีขนาดนี้

ผมตอบแทบจะในทันทีว่า ผมไม่ได้เป็นคนมีวินัยเลยนะ แต่ผมอยากเป็นคนมีสัจจะ

การเป็นคนมีวินัยนั้นทำได้ยากมาก เราเคยตั้ง New Year’s Resolutions แล้วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เลยยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีวินัย พอเราเห็นคนที่ทำอะไรได้ทุกวัน เราก็มองเขาด้วยความชื่นชมปนอิจฉาว่าเขาเป็นคนมีวินัยจังเลย เมื่อไหร่เราจะเป็นอย่างเขาได้สักทีนะ

วิธีคิดที่อาจจะได้ผลกว่า คือไม่ต้องขอให้ตัวเองเป็นคนมีวินัยหรอก ขอแค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เพราะอย่างน้อยที่สุด เราน่าจะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมีสัจจะอยู่ประมาณหนึ่ง

ลองมีสัจจะกับเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยคิดมีสัจจะกับเรื่องใหญ่

มีสัจจะกับเรื่องง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยมีสัจจะกับเรื่องยากๆ

สมมติว่าเราอยากแข็งแรงขึ้น ลองบอกตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะทำแพลงค์วันละ 20 วินาทีติดต่อกัน 3 วัน

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายเสียจนไม่เหลือข้อแก้ตัว เพราะทำแพลงค์ 20 วินาทีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเวลาหรือไม่มีเวลา

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือจะไม่ทำเท่านั้นเอง

ถ้าทำ เราก็จะรักษาสัจจะของเราได้

ถ้าเราไม่ทำ ก็แสดงว่าเราเป็นคนไร้สัจจะ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นั้น

พอทำแพลงค์ครบ 3 วัน ค่อยต่อเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ พอครบหนึ่งสัปดาห์ค่อยต่อเป็นหนึ่งเดือน แล้วสุดท้ายเราจะเป็นคนที่ทำแพลงค์ได้ทุกวันและทำได้นานเป็นนาที

สิ่งสำคัญคืออย่ารีบร้อน คนที่ล้มเหลวหรือล้มเลิกส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะด้วยความยากหรืออุปสรรคแต่เป็นการตกม้าตายเพราะความใจร้อนของตัวเอง ถ้าเราแพลงค์ 20 วิ ครบ 3 วันแล้วบอกว่าจากนี้ไปจะแพลงค์วันละ 3 นาทีติดต่อกัน 1 เดือน มันจะเป็นการชกข้ามรุ่นแล้วคุณจะโดนน็อค

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ผมก็เริ่มจากการเขียนให้ได้ 3 วันติดกันก่อน พอครบสามวันก็ค่อยขยายเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน และสามเดือน พอเขียนครบ 100 ตอนก็ประกาศออกสื่อ (ที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนอ่าน) ว่าจะเขียนบทความใหม่ทุกวัน

ถามว่าผมรักษาสัจจะได้ไร้ที่ติมั้ย-ก็ไม่ ก็มีบางวันที่อู้บ้าง มีไปเที่ยวยาวๆ แล้วไม่ได้เขียนบ้าง แต่ก็ไม่เก็บสิ่งเหล่านั้นมาทับถมตัวเอง ก็แค่ยอมรับว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ก็แค่เริ่มนับหนึ่งใหม่

แล้วเมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ มันจะมีแรงบวกที่มาส่งเสริมอย่างน้อยสองแรง

หนึ่งคือเราจะเก่งขึ้นในเรื่องนั้นๆ อย่างช่วยไม่ได้ และพอเราเก่งขึ้น เราก็จะสนุกกับมันมากขึ้น

สองคือสิ่งใดก็ตามที่เราทำอย่างสม่ำเสมอมันจะกลายมาเป็น habit หรือกิจวัตรที่เราทำโดยอัตโนมัติ ทำโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าจะทำดีรึเปล่า ที่เราเห็นคนอื่นว่ามีวินัย จริงๆ เขาอาจแค่ทำกิจวัตรของตัวเองเท่านั้น

ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยหรอก แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เริ่มจากสัจจะง่ายๆ แล้วเราจะกลายเป็นคนมีวินัยโดยไม่ต้องพยายามครับ


เหลือ 12 ที่นั่ง – Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

17 วิธีมีเวลาให้มากขึ้น

  1. ตระหนักว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องของเวลา – สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการจัดการเวลาคือการจัดการพลังในตัวเรา ถ้าพลังเรามีเต็มเปี่ยม เราจะทำงานเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าพลังงานเหลือก้นถัง ต่อให้นั่งอยู่ทั้งวันก็อาจจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยสักอย่าง
  2. นอนให้พอ – การนอนคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิต แม้ว่านอนแล้วจะหาอาหารไม่ได้ สืบพันธุ์ไม่ได้ ป้องกันตัวก็ไม่ได้ แต่วิวัฒนาการก็ยังบังคับให้สัตว์ทุกตัวบนใบโลกนี้ต้องนอนด้วยกันทั้งนั้น ถ้าอยากมีพลังงานที่เต็มเปี่ยม จงนอนให้พอเสียก่อน
  3. ตื่นให้เช้า – เมื่อเราตื่นเช้า เราจะเป็นนายของเวลา เราจะทำอะไรต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ เราจะเลี่ยงรถติดและคิวยาวๆ ซึ่งจะทำให้เราไม่สูญเสียพลังงานและสุขภาพจิตโดยใช่เหตุ
  4. เข้านอนก่อนสี่ทุ่ม – เป็นวิธีการนอนตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพยายาม ตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก ร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นถูก optimize ให้นอนช่วงเวลานี้อยู่แล้ว นอนสี่ทุ่มตื่นตีห้านั้นจะเฟรชกว่านอนตีหนึ่งตื่นแปดโมงแม้ว่าจะได้นอน 7 ชั่วโมงเท่ากัน
  5. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง – ถ้าอยากเข้านอนได้เร็วๆ ให้ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง เราควรจะพาตัวเองออกห่างจากจอ LED ก่อนเวลานอนอย่างน้อยซัก 1 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้น blue light ที่มาจากจอนั้นจะหลอกร่างกายเราว่าฟ้ายังสว่างอยู่ สาร melatonin จะไม่หลั่ง แล้วเราจะนอนไม่ค่อยหลับหรือถึงหลับก็หลับไม่สนิท
  6. ล็อกเอาท์จากโซเชียล – ถ้ารู้สึกว่าเรากำลังใช้เวลาบนโซเชี่ยลมากไป ให้ลอง log out จากแอป แล้วถ้าจะเข้าก็เข้าผ่าน browser บนมือถือแทน ประสบการณ์การใช้โซเชี่ยลจะติดๆ ขัดๆ จนเราไม่ได้เพลิดเพลินกับมันจนเกินเวลา
  7. ห้ามใจไม่ไป war กับใครบนโซเชี่ยล – การทะเลาะกันในช่องคอมเม้นท์นั้นเป็นเรื่องเสียเวลาขั้นสุด ผมยังไม่เคยเห็นคนเก่งๆ ที่ผมยอมรับนับถือไปคอมเม้นท์ทะเลาะกับใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว
  8. ปิด notifications – สิ่งที่เราจะได้มากับการเปิด notifications คือการเป็นคนที่พะวงตลอดเวลา เป็นหมาของ Pavlov ที่ได้ยินเสียงระฆังแล้วน้ำลายไหลวันละหลายสิบครั้ง ส่วนตัวผมจะเปิด noti แค่ calendar, sms และ Slack เท่านั้น
  9. ใส่นาฬิกาข้อมือ – จะได้ดูเวลาได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู ซึ่งพอหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาแล้วก็มักจะเผอเรอกดแอปอย่างอื่นดูโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง
  10. ใช้ Facebook Kill News Feed extension ใน Chrome – ใครติด Facebook ในคอมมากๆ ให้ลองเสิร์ช extension ตัวนี้แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน
  11. ใช้เงินทำงาน – ในหนังสือ Your Money / Your Life (เงินหรือชีวิต) ให้นิยามไว้ว่า “เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้เวลาไปแลกมันมา” สมมติว่าเราเงินเดือน 30,000 บาท ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางอีก 10 ชั่วโมงเป็น 50 ชั่วโมง หนึ่งเดือนมีสี่สัปดาห์เท่ากับ 200 ชั่วโมง เอา 30,000/200 = 150 บาท ต่อชั่วโมง ดังนั้นอะไรก็ตามที่ต้องเสียเวลาเกิน 1 ชั่วโมงเพื่อให้ได้มาหรือประหยัดเงินไปได้ 150 บาทถือว่าไม่ใช่เรื่องที่คุ้มเท่าไหร่ สู้เอาเงินนั้นไปจ้างคนอื่นทำงานให้เราดีกว่า
  12. ไม่ซื้อของผ่อน – การผ่อน 0% สิบเดือนนั้นจะทำให้เราซื้อทั้งๆ ที่ยังมีกำลังไม่พอ เป็นการสร้างภาระให้ตัวเราเองในอนาคต ถ้าการซื้อของผ่อนทำให้เราซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้าน 15,000 บาท นั่นแปลว่าเรากำลังจะเสียเวลาในชีวิตไปอีก 100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
  13. ปฏิเสธคนให้เป็น – Say “No” with an option – เราไม่ปฏิเสธใครเพราะเราเป็นคน nice หรือเพราะเราเป็นคนไม่กล้า? ถ้าปัญหาคืออย่างหลังก็อาจถึงเวลาต้องมีความกล้ามากกว่านี้ เพราะถ้าเรา say yes กับทุกอย่างเราจะทำไม่ได้ดีสักอย่าง หัดปฏิเสธคนอย่างมีศิลปะด้วยการมอบทางเลือกให้กับเขา เช่นแนะนำคนอื่นที่ช่วยเขาได้ หรือถ้าต้องเป็นเราจริงๆ ก็ขอให้เขารอให้เราทำงานสำคัญของเราให้เสร็จก่อน
  14. ทำงานเล็กๆ ให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง – Parkinson’s Law บอกว่า work expands so as to fill the time available for its completion เมื่อเราเผื่อเวลาให้กับงานมากเท่าไหร่ งานมันก็จะขยายตัวจนใช้เวลาเหล่านั้นจนหมด ภาพความทรงจำสมัยเรียนยังเด่นชัด อาจารย์ให้เวลาทำ assignment หลายอาทิตย์แต่เราก็มักจะมาปั่นในคืนสุดท้ายอยู่ดี ดังนั้น ถ้ามีงานชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สำคัญเท่าไหร่นัก ลองรวบรวมมาสัก 4-5 งานแล้วลองเล่นเกมกับตัวเองดูว่าภายใน 1 ชั่วโมงจะทำงานเหล่านี้เสร็จสักกี่ชิ้น
  15. เช็คเมลวันละ 3 ครั้ง – บางคนมี Outlook เป็นสรณะ เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน เมลเด้งทีก็คลิกเข้าไปอ่านทีหนึ่ง แล้วอย่างนี้จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้ทำงาน support ที่ต้องรีบตอบเมล ขอแนะนำให้ปิด Outlook/Gmail ไปเลย แล้วเข้ามาเช็คแค่วันละ 3 ครั้งก็พอ 10am, 1pm, 4pm ถ้าเรื่องมันด่วนจริงเขาคงโทรหาไปแล้ว
  16. เปลี่ยนเรื่องสำคัญให้กลายเป็น habit – อะไรที่เป็นเป้าหมายระยะยาวของเรา เช่นเรื่องสุขภาพ เรื่องจิตใจ เรื่องการเรียนรู้ ลองเปลี่ยนมันให้เป็นกิจวัตร แล้วเราจะทำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ดังนั้นจึงใช้เวลาน้อยแต่สม่ำเสมอ และผลตอบแทนทบต้นนั้นสูงยิ่งนัก
  17. ให้เวลากับสิ่งที่เรารัก – burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานมากเกินไป แต่เกิดจากการปล่อยให้งานเข้ามาเบียดบังชีวิตส่วนตัวจนเราไม่เหลือแรงและเวลาไปทำสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้เลย ซึ่งแรกๆ ก็ยังพอทนได้ แต่พอนานๆ ไปจิตใจแห้งผากเหมือนดินหน้าแล้งแดนอีสาน เราจะโกรธบริษัท โกรธหัวหน้า แล้วอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่ผลีผลามและเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย ทางที่ดีกว่าคือการจัดเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชอบเป็นประจำ เมื่อเติมตัวเองเต็มแล้ว เราจึงจะทำเพื่อหน้าที่และทำเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

หากอยากเรียนรู้เรื่องการจัดการเวลาในเชิงลึก ขอเชิญมาร่วม Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

แค่เรื่องสำคัญก็ทำไม่หมดแล้ว

เหตุใดจึงสรรหาเรื่องไม่สำคัญมาเพิ่มภาระให้ตัวเองอีก

อาจเพราะมือยังไถฟีด ตายังสอดส่อง ใจยังแส่ส่าย เราจึงไม่เคยมีเวลามองตัวเองด้วยใจที่เป็นกลาง

เรารู้สึกโหวงๆ และว่างเปล่า เราเลยมองหาสิ่งภายนอกมาถมที่ว่างภายในใจ ต้องหาอะไรทำ ต้องซื้ออะไรเข้าบ้าน ต้องออกไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา เพื่อกลับมาพบกับความว่างเปล่าเหมือนเดิม

พื้นที่ว่างภายในใจไม่อาจถูกเติมเต็มได้ด้วยสิ่งที่ฉาบฉวย

ที่มันยังโหวงๆ เพราะมันมีสิ่งสำคัญบางอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ มันไม่เคยอยู่ใน to-do list ของเราเลยด้วยซ้ำ แต่เราจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่ามันคืออะไรหากเราไม่เคยให้เวลากับตัวเอง

เวลาเช้าๆ หรือเย็นๆ ลองไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านหรือในสวนสาธารณะซัก 20-30 นาที เดินแบบรู้เนื้อรู้ตัวและรู้ใจที่กำลังคิด ตั้งคำถามกับชีวิตที่เรามี อะไรที่เรากำลังทำมากเกินไป อะไรที่เรายังทำไม่พอ แล้วเราจะมียุทธศาสตร์หรือวิธีการอย่างไรเพื่อจะลดสิ่งที่เราทำมากเกินไป เพื่อจะได้มีแรงและเวลาทำสิ่งที่เราละเลยและเป็นสิ่งที่ข้างในเรียกร้องมาโดยตลอด

“I have enough essential things to fill my life.”
-Greg McKeown, author of Essentialism

แค่เรื่องสำคัญในชีวิตเราก็ทำไม่หมดแล้ว

อย่าเอาชีวิตไปทิ้งขว้างกับเรื่องไม่สำคัญอยู่เลย

เป็นมิตรกับความผิดหวัง

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากคือ Learn to take “No” as a question.

เวลาโดนปฏิเสธ แทนที่จะจมจ่อมกับความรู้สึกเฟลๆ ให้มองว่าคำปฏิเสธนั้นคือประโยคคำถาม

ถ้าขายของแล้วเขาไม่ซื้อ แสดงว่าลูกค้ากำลังถามว่า ของชิ้นนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง ราคานี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ เขาจะโดนหลอกรึเปล่า

ถ้าเสนอโปรเจ็คแล้วเจ้านายไม่อนุมัติ แสดงว่าเจ้านายก็มีคำถามเหมือนกัน ว่าโปรเจ็คนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ใช้เวลามากเกินไปรึเปล่า ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแล้วเขาจะอธิบายข้างบนยังไง

ถ้าจีบสาวแล้วเขาไม่สน คำถามที่เขามีก็คือเราเหมาะกับเขาตรงไหน เดินกับเราแล้วเขาจะภูมิใจหรือจะอาย คบกับเราแล้วจะดีกว่าอยู่คนเดียวยังไง

เมื่อมองดีๆ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หน้าที่ของเราคือเตรียมคำตอบให้ดีสำหรับโอกาสถัดไป

แล้วความผิดหวังจะเป็นตัวผลักดันให้เราดีกว่าเดิม ของที่เคยขายไม่ได้ก็จะเริ่มขายได้ โปรเจ็คนี้ไม่อนุมัติแต่โปรเจ็คหน้าก็อาจจะอนุมัติ สาวคนนี้ไม่สนแต่คนถัดไปอาจจะสนใจเราก็ได้

เมื่อรู้จักเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคคำถาม เราก็จะไม่ take it personal จนเกินไป

แล้วเราก็จะเป็นมิตรกับความผิดหวังได้มากขึ้นครับ

เป้าหมายในวันนี้อาจเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า

ลองคิดย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปี หรือ 20 ปีที่แล้ว และดูว่าตัวเองเคยมีเป้าหมายอะไรบ้าง

แล้วเราจะพบว่า เป้าหมายหลายอย่างที่เคยสำคัญกับเรา มาบัดนี้มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราอีกต่อไป

หนึ่ง อาจเป็นเพราะเราทำมันสำเร็จแล้ว

หรือสอง เพราะว่าบริบทไม่เหมือนเดิม เราเติบโตขึ้น มุมมองที่เรามีต่อโลกก็เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เคยสำคัญเสียมากมายก็เลยกลายเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในวันนี้

เมื่อเห็นความไม่จีรังของเป้าหมายแล้ว เราจะคิดต่อได้อีกสองอย่าง

หนึ่ง เป้าหมายที่เรากำลังจะเป็นจะตายอยู่ในวันนี้ อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้

สอง แล้วอะไรล่ะ คือเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ คือสารัตถะของชีวิตที่จะไม่สูญเสียคุณค่าไปไม่ว่าบริบทจะเปลี่ยนหรือเราจะเติบโตขึ้นอีกเท่าใดก็ตาม

เลือกเป้าหมายให้ถูก จะได้ไม่เสียเวลาเล็งเป้าที่ผิดไปครึ่งค่อนชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube ของพี่พศิน อินทรวงค์