อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

หมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะสู้หนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

หนึ่งในปรากฏการณ์ของสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ Clubhouse – social media ที่ได้อารมณ์เหมือนฟังวิทยุ+งานสัมมนาที่มีห้องให้เข้าหลายห้อง

ผมเองก็สนใจในคลับเฮาส์มาตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าวว่า Elon Musk ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อนี้ แต่ด้วยความที่ตัวเองใช้เครื่องแอนดรอยด์ก็เลยไม่ได้สมัครเสียทีเพราะแอปนี้มีแต่บน iOS

จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ได้ยืมเครื่องไอแพดของบริษัทมาลองใช้เลยสมัครจนได้ แต่ก็ยังไม่ได้ไปพูดที่ไหน แค่เข้าไปลองฟังสองสามครั้งก็ได้ยอดคนติดตามมา 300 คนแบบงงๆ

ผมเห็นพี่ๆ หลายคนที่คุ้นเคยกันมียอด follower หลายหมื่นในเพียงสัปดาห์เดียว น่าจะเป็นการเติบโตของผู้ติดตามรวดเร็วยิ่งกว่าแพลตฟอร์มไหนๆ ที่ผ่านมา

สิ่งที่ต้องแลกก็คือคลับเฮาส์นั้นมันกลับไปฟังไม่ได้ ต้องฟังสดเท่านั้น กลางวันต้องทำงาน รายการต่างๆ ก็เลยมากองกันตอนกลางคืนตั้งแต่สองทุ่มยันเที่ยงคืน

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรบนคลับเฮาส์มากนัก เพราะช่วงสองทุ่มจนเข้านอนคือช่วงที่ผมทิ้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ไว้นอกห้อง เพื่อจะได้ใช้เวลากับลูกสาววัยห้าขวบกับลูกชายวัยสามขวบ และบางครั้งก็ได้นวดหลังนวดไหล่ให้ภรรยาด้วย

การมีคนติดตามนั้นดีแน่นอน การที่ผมเขียนบล็อกมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนติดตามและคอยส่งกำลังใจ ให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมีประโยชน์

แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันดูว่าคุ้มกันหรือไม่

เพราะหมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะเท่าหนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

จำนวนคนฟอลนั้นรอได้ แต่ลูกเราที่โตขึ้นทุกวันเขาอาจจะรอไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าเขาจะอยากให้เรากอดอยากให้เราอุ้มไปถึงเมื่อไหร่

ชั่งน้ำหนักให้ดี จะได้ไม่มีอะไรให้เสียใจและเสียดายครับ


ป.ล. ใครมีคลับเฮาส์แล้ว ติดตามกันได้ที่ @anontawong นะครับ ถ้าจะมีคุยกันน่าจะเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มงานหรือไม่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์ครับผม

ถ้าเราทำสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าควรทำ

สิ่งที่เรามักจะหลีกเลี่ยง

สิ่งที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แถมไม่ได้ยากเข็ญอะไร

แค่ต้องออกแรงอีกนิด แค่ต้องกล้าขึ้นอีกหน่อย

และทำมันอย่างต่อเนื่อง ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

อีก 10 ปีชีวิตเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหนกันนะ?


ขอบคุณประกายความคิดจาก Jordan B. Peterson

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

คนเรามีอายุขัย 75 ปี แต่ช่วงเวลาที่เราแข็งแรงทั้งกายใจและทำงานทำการได้อย่างเต็มที่นั้นมีประมาณ 40 ปี

เรานอนวันละ 7 ชั่วโมง อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเข้าห้องน้ำอีก 2 ชั่วโมง ดังนั้นเหลือวันละ 15 ชั่วโมง

15 ชั่วโมง x 365 วัน x 40 ปี = 219,000 ชั่วโมง

นี่คือจำนวนชั่วโมงที่เรามีไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่มากไปกว่านี้ แต่อาจน้อยกว่านี้ถ้าอายุเราไม่ถึงค่าเฉลี่ย

คำถามคือเราจะใช้สองแสนชั่วโมงเศษๆ ไปกับอะไรบ้าง?


ในหนังสือ “เงินหรือชีวิต” (Your Money or Your Life) ให้นิยามคำว่า “เงิน” ได้ถูกใจผมมาก

เขาบอกว่า เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้พลังงานชีวิตแลกไปเพื่อให้ได้มา

สำหรับพนักงานบริษัท เราใช้เวลาและพลังงานวันละ 8 ชั่วโมง หรือเดือนละ 176 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมการเดินทางด้วยก็ตีคร่าวๆ ว่า 200 ชั่วโมง

ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินมาได้ 100 บาท

ถ้าเงินเดือน 40,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินได้ 200 บาท

พอเรารู้ “ค่าตัว” ของเราแล้ว ก็ลองมองดูว่าเราจ่ายเงินกับเรื่องอะไรบ้าง

อาหารญี่ปุ่นมื้อละ 600 บาท = พลังงานชีวิต 3 ชั่วโมง

โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 30,000 บาท = 150 ชั่วโมง

รถคันละ 800,000 บาท = 4,000 ชั่วโมง

คอนโด 2.4 ล้านบาท = 12,000 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้นเพราะเรากู้แบงค์มา ถ้ารวมดอกเบี้ยแล้วอาจจะต้องจ่ายถึงสองเท่าหรือ 24,000 ชั่วโมง

แล้วเรากินอาหารแพงๆ บ่อยแค่ไหน ซื้อมือถือไปแล้วกี่เครื่อง ซื้อรถไปแล้วกี่คัน

แน่นอนว่าเงินเดือนเราไม่ได้ 40,000 บาทตลอดไป และของที่เราซื้อมาบางอย่างก็เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราในอนาคต

แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ 219,000 ชั่วโมงที่เรามีในวัยหนุ่มสาว

นอกจากซื้อของแล้ว เราเลือกจับจ่ายใช้สอยชั่วโมงที่เหลือไปกับอะไรบ้าง?

แค่ Social Media + TV วันละ 3 ชั่วโมง = 3 x 365 x 40 = 43,800 ชั่วโมงแล้ว

เมื่อรวบรวมข้าวของที่เรามี บวกเวลาที่เราเสียไปกับสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ นาๆ เราอาจจะพบว่าเราเป็นยาจกทางเวลาเลยก็ว่าได้

ไม่ได้จะบอกว่าอย่ากินอาหารอร่อยและอย่าซื้อมือถือใหม่

แค่จะบอกว่าให้เลือกให้ดีๆ เพราะถ้าเลือกไม่ดีมันคือการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดไปแลกกับของในโลกนี้ที่มันมีอยู่ไม่จำกัด

ข้าวของอะไรที่ซื้อมาแล้วเราไม่ได้ใช้คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลือง

กิจกรรมที่เราทำแต่ไม่ได้สร้างความสุขหรือความหมายให้กับเราก็คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลืองเช่นกัน

คิดให้ถี่ถ้วนว่าสิ่งที่ได้ที่ควรซื้อ สิ่งใดที่ควรทำ

เพราะต้นทุนเดียวที่เรามีอย่างแท้จริงคือเวลาบนโลกใบนี้

และเรามีกันคนละ 219,000 ชั่วโมงเท่านั้นครับ

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ไม่ควรนับว่าเป็นปัญหา

เราแก้เรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้ และหากเจอใครที่เอาแต่เครียดเรื่องแรงโน้มถ่วงเราคงคิดว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ๆ

แต่เราหลายคนก็ยังกังวลถึงปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่นจำนวนคนติดเชื้อโควิด นโยบายบางอย่างของรัฐบาล หรือความเลวร้ายของใครบางคน

แล้วเราก็โกรธ/เครียด/หวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะดีขึ้นมา แต่พลังงานที่เราเสียไปกับสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับปัญหาแรงโน้มถ่วงโลกที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้

เรื่องราวมากมายจึงไม่ควรเก็บมาเป็นปัญหา แต่เราสามารถรับรู้และเรียนรู้เอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อที่จะได้วางแผนป้องกันและดูแลตัวเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ครับ