เราไม่ได้มีเวลาน้อยเกินไป

เรามีเรื่องที่อยากทำมากเกินไปต่างหาก

ถ้าพระเจ้าสร้างมนุษย์ พระองค์ก็ทรงมีอารมณ์ขันที่สร้างสิ่งมีชีวิตที่แสนจำกัดที่มีความต้องการไม่จำกัด

มนุษย์นั้นมีข้อจำกัดทางกายภาพมากมาย เรามีเวลาอยู่บนโลกได้แค่ 80 ปี เราอยู่ในที่ร้อนเกินไปก็ไม่ได้ หนาวเกินไปก็ไม่ได้ ถึงเวลาหิวก็ต้องกิน ถึงเวลาง่วงก็ต้องนอน โดนอะไรนิดหน่อยก็เป็นไข้ไม่สบาย

แต่พระเจ้าก็สร้างให้เรามีจินตนาการและสติปัญญาที่แทบจะเป็นอนันต์ สิ่งทั้งหลายที่อยู่รายรอบตัวเราวันนี้เคยอยู่แต่ในจินตนาการของเราเท่านั้น เราคิดค้นสร้างสรรรค์สิ่งใหม่ๆ มากมาย โดยมีเป้าหมายที่จะลดความทุกข์ร้อนของมนุษย์

และแม้ว่าคุณภาพชีวิตของเราจะดีกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้วมาก แต่เราก็ไม่แน่ใจนักว่าเรามีความสุขมากกว่าคนรุ่นทวดของเรารึเปล่า

เพราะแม้ชีวิตจะไปได้สวยแค่ไหน เราก็ยังหาเรื่องไม่พอใจได้อยู่ดี

เราสูญเสียความสามารถที่จะอยู่เฉยๆ เราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับความเงียบได้ เราจึงต้องหาอะไรอ่าน หาอะไรฟัง หาอะไรทำอยู่ตลอด

และเทคโนโลยีบวกทุนนิยมและโซเชียลมีเดียก็ส่งมอบกิจกรรมให้เราไม่เคยขาด เราจึงมีทางเลือกในการใช้เวลามากกว่าที่เคยเป็นมา

ร่างกายนั้นกินข้าวก็อิ่มได้ แต่ใจนั้นยิ่งกินยิ่งหิว

ใจก็เลยดิ้นรนอยู่ร่ำไปในขณะที่กายกระซิบบอกเราว่าพอได้แล้ว

เราจึงไม่ได้มีเวลาน้อยเกินไป เรามีเรื่องที่อยากทำมากเกินไปต่างหาก

จะออกจากวังวนนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยการทำให้มากขึ้น

แต่ด้วยการอยากทำให้น้อยลงครับ

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพูดคุยผ่าน Zoom กับน้องๆ นักศึกษากลุ่มหนึ่ง

ช่วงท้ายมีคนส่งคำถามเข้ามาว่า มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ห่างกันไป ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว แต่ถ้าคุยก็กลัวจะต้องผิดหวังและเสียใจ เขาควรจะทำอย่างไรดี

ผมตอบไปว่า ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาจะไม่กลับมาอีกแล้วนี่มันก็แอบจะ over-dramatize ไปหน่อยนะ ยังไงตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่และมีช่องทางติดต่อกันอยู่มันคงไม่ได้มีเส้นตายขนาดนั้นหรอก

ส่วนถ้าคุยแล้วกลัวจะผิดหวัง ผมก็แนะนำไปว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือบอกสิ่งที่เรารู้สึก ส่วนเขาจะตอบรับยังไงมันอยู่นอกเหนือความควบคุมและไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว

ดังนั้นก็คุยไปเถอะ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ


“เรื่องสำคัญ” ไม่ได้สำคัญที่ตัวมันเองแต่สำคัญที่คนให้ค่า

ในช่วงวัยรุ่น สิ่งที่เราให้ค่าคือความสนุก ความอินเทรนด์ การเป็นที่ยอมรับ ความสัมพันธ์ ความรัก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เขาจะกระวนกระวายทุรนทุรายกับ “เพื่อนสนิท” ที่ห่างเหินกันไป

แต่มองด้วยสายตาของคนที่ผ่านช่วงวัยนั้นมาเกือบยี่สิบปี จะเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตายกับมัน ไม่ว่าจะอกหัก ทีมบอลแพ้ ศิลปินโปรดแยกวง ตอนนั้นเราฟูมฟายมาก แต่ตอนนี้เรากลับขำตัวเองตอนนั้นว่าเป็นอะไรมากมั้ย

ผมจึงได้ข้อสรุปว่า เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

แม้กระทั่งสำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน เรื่องที่เรามองเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้ ทั้งการทำงานผิดพลาด โดนหักหลัง ทำโครงการล่ม โดนเลย์ออฟ เราอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เรื่องเหล่านี้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความเสียหายแค่ชั่วคราว

ในทางกลับกัน

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเล็กๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน

นั่งใช้คอมผิดท่าจนเป็น office syndrom เรื้อรัง

ใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% 10 เดือน จนแทบไม่มีเงินเก็บ

คุยกับมือถือมากกว่าคุยกับลูก สุดท้ายลูกไม่คุยด้วย

เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันมี compound interest

เหมือนกบในหม้อที่น้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถูกต้มในน้ำเดือด

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่เราควรระลึกเอาไว้เสมอครับ

อยากครอบครองหรือแค่อยากใช้งาน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพมากเคยเล่าให้ฟังว่า เขามีบ้านหลังใหญ่ แต่กลับไม่ค่อยได้อยู่บ้านเพราะต้องทำงานหนัก สุดท้ายคนใช้เลยได้อยู่บ้านมากกว่าเขาเสียอีก

ในโลกทุนนิยม ประชาชนไม่ใช่พลเมืองแต่เป็นผู้บริโภค

และผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะได้รับการกรอกหูว่าซื้อสิ่งนี้แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น

เงินจึงหมุนไปเพราะผู้บริโภคมีหน้าที่ซื้อ ส่วนคนที่อยู่ข้างบนก็มีหน้าที่เอาเงินจากเราไปลงทุนเพื่อสร้างกำไรต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าไม่อยากติดกับอยู่ในวังวนนี้ โมเดลความคิดของเราอาจต้องเปลี่ยน

สมัยก่อนหากอยากใช้อะไรเราก็ต้องไปหาซื้อมาเท่านั้น

หลายคนจึงฝันอยากมีบ้านตากอากาศริมทะเล แต่บ้านที่ไม่มีคนอยู่ บ้านที่เราไปเยือนแค่ปีละครั้งสองครั้งนั้นโทรมจะตาย กลายเป็นภาระที่ต้องหามาคอยทำความสะอาดเช็ดถูอีก

เราจึงไม่ได้ต้องการครอบครองบ้านพักตากอากาศ เราแค่ต้องการมีบ้านพักตากอากาศซักปีละ 6 วัน ส่วนอีก 359 วันที่เหลือเราไม่ต้องมีก็ได้ และบริการอย่าง Airbnb ก็ตอบโจทย์นี้


ไม่เคยมีใครที่เอารถที่เช่ามาไปล้างก่อนส่งรถคืน

แต่ถ้าเป็นรถที่เราซื้อมาเอง อย่างน้อยก็ต้องล้างซักสัปดาห์ละครั้งเพราะเป็นรถ “ของเรา”

เมื่อของเรามีมาก ภาระก็เลยมากตาม

ในฐานะที่นับถือ Elon Musk เป็นไอดอลคนหนึ่ง ผมเคยมีความฝันว่าอยากเก็บตังค์ซื้อรถเทสล่าสักคัน แต่หลังจากได้ไปเห็นของจริงในโชว์รูมที่ญี่ปุ่นแล้ว ผมก็ได้คำตอบว่าจริงๆ แล้วผมไม่ได้อยากซื้อรถเทสล่าหรอก ผมแค่อยากมีโอกาสขับเทสล่าเท่านั้นเอง

จึงชวนให้คิดว่าจริงๆ แล้วหลายสิ่งที่เราอยากครอบครองนั้น เราแค่ต้องการใช้ประโยชน์และได้รับประสบการณ์จากสิ่งนั้น แต่เราไม่ได้อยากมานั่งดูแลมันเสียหน่อย

เพราะสิ่งใดก็ตามที่เราครอบครอง สุดท้ายมันจะกลับมาครอบครองเรา

หรือนี่จะเป็นเคล็ดลับของวิชาตัวเบา ที่มุ่งตรงไปที่ประสบการณ์มากกว่าการได้มาเป็นของกู

เพราะเมื่อเป็นของกูก็ย่อมยึดติด เมื่อยึดติดก็ย่อมมีทุกข์ ความสุขชั่วคราวที่ได้จากการครอบครองดูไม่คุ้มกันเลยกับความลำบากที่จะตามมาอย่างยาวนาน

อยากครอบครองหรือแค่อยากใช้งาน

ตอบคำถามนี้ได้แล้ววิถีทางของเราอาจจะไม่เหมือนเดิมครับ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin

ที่ต้องเปลี่ยนตอนนี้ไม่ได้แปลว่าเราผิดมาตลอด

จริงๆ แล้วเราอาจจะถูกมาตลอดด้วยซ้ำ

แต่ที่เราต้องเปลี่ยน เพราะโลกมันเปลี่ยน อะไรที่มันเคยเวิร์คก็อาจจะไม่ได้เวิร์คอีกต่อไป

ยอดเขายังอยู่ที่เดิม เจตจำนงที่จะปีนเขาลูกนั้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เส้นทางในการขึ้นไปสู่ยอดอาจต้องเปลี่ยนไป และเครื่องมือที่เราต้องใช้ก็อาจต้องเปลี่ยนตาม

คำตอบที่ถูกต้องนั้นถูกต้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อบริบทเปลี่ยนคำตอบที่ถูกต้องก็ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

ละทิ้งความรู้สึกที่อยากเป็นคนถูก แล้วแสวงหาแนวทางที่ถูกและเหมาะสมกับบริบทกันดีกว่าครับ