ความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

เมื่อวานนี้เห็นข่าวคิมซอนโฮ ที่กำลังโด่งดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Hometown Cha-Cha-Cha โดนออกมาแฉว่าทำผู้หญิงท้อง สัญญาว่าถ้าผู้หญิงทำแท้งแล้วจะแต่งงานด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่รักษาคำพูด

ผลลัพธ์ก็คือสปอนเซอร์แบรนด์ต่างๆ พากันถอนตัว และเขาก็ถูกปลดออกจากรายชื่อนักแสดงของหนังที่กำลังจะถ่ายทำทุกเรื่อง

ซีรี่ส์โฮมทาวน์ฯลฯ เพิ่งจะอวสานไปเมื่อวันอาทิตย์อย่างฟินๆ สัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในชีวิตของคิมซอนโฮ แต่ทุกอย่างก็พังทลายลงด้วยข้อความของผู้หญิงเพียงคนเดียว

ไม่สิ ต้องบอกว่าพังทลายลงเพราะข้อความของผู้หญิงคนนั้น บวกกับสิ่งที่เขาเคยทำไว้ในอดีตต่างหาก

หนึ่งในสิ่งที่มนุษย์เราเก่งกาจคือการคิดเข้าข้างตัวเอง

คิดว่าเขาจับไม่ได้หรอก

คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ เขาก็ทำกัน

คิดว่าเราเป็นคนโชคดี ที่ผ่านมาก็โชคดีกว่าคนอื่นเสมอ

คิดว่าเรายังมีเวลาอยู่ถมเถ

คิดว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนแล้วร่างกายจะยังโอเค

คิดว่าเราพูดจาร้ายๆ ทำตัวร้ายๆ กับคนคนนี้ได้ ไม่ต้องกลัวเขาจะเอาคืน

แต่จะด้วยกฎแห่งกรรม หรือกฎข้อที่ 3 ของนิวตันที่บอกว่า action = reaction

ต่อให้เราคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

“Nobody gets away with anything. Ever.”
-Jordan Peterson

ไม่มีใครไม่เคยทำผิด และหลายๆ อย่างเราก็ยังไม่โดน “เอาคืน”

สิ่งที่พอจะทำได้ คือเผื่อใจว่าวันหนึ่งความจริงจะวิ่งทันเรา เมื่อถึงวันนั้นเราจะได้ยังมีสติพอที่จะพาตัวเองพ้นจากวิบากได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก

และสิ่งที่จะพอทำได้อีกอย่าง คือการใช้ชีวิตต่อจากนี้โดยไม่ย่ามใจ และไม่ทำร้ายใครอีกครับ

เราจะรักสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรี ผมไปเดินขึ้นเขากับเพื่อนที่นครศรีธรรมราช นอนค้างในป่าสองคืน วันสุดท้ายที่เดินลงจากเขา เกิดเหตุผิดพลาดทำให้ไม่มีน้ำดื่มเป็นเวลาหลายชั่วโมง พอเดินลงมาถึงแหล่งน้ำ ผมกับเพื่อนก็รีบโจนเข้าไปดื่มอย่างหิวกระหาย จากนั้นมาผมจึงเป็นคนดื่มน้ำหมดแก้วทุกครั้ง

ใครเคยอ่านการ์ตูน One Piece ก็จะรู้ว่าซันจิที่เคยไม่มีข้าวกินนั้นจะโกรธมากหากใครเห็นคนกินข้าวไม่หมดจาน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ มีทรัพย์สินมากมาย เป็นเจ้าของรถคลาสสิคนำเข้าหลายคัน แต่พอเจ็บป่วยที่หมอนรองกระดูก เจ็บปวดทรมาน ถึงกับรำพันกับตัวเองว่าถ้าแลกได้ก็พร้อมจะแลกรถทุกคันที่เขามีเพียงเพื่อให้พ้นจากอาการเจ็บป่วยนี้

สิ่งสำคัญมักจะถูกมองข้ามเพราะมันไม่เคยเรียกร้องความสนใจจากเรา

เหมือนอากาศที่หายใจ เราจะรู้ว่าขาดมันไม่ได้ก็ต่อเมื่อมันหายไปเท่านั้น

เราจึงจะเห็นคุณค่าของน้ำเวลาไม่มีน้ำ เห็นคุณค่าของสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย เห็นคุณค่าของงานเมื่อเราไม่มีงาน เห็นคุณค่าของครอบครัวเมื่อเราไม่เหลือใคร เห็นคุณค่าของชีวิตเมื่อเราเข้าใกล้ความตาย

อย่าเป็นเหมือนคนทั่วไป อย่าความรู้สึกช้าขนาดนั้น

เห็นคุณค่าของสิ่งล้ำค่าที่เรามี และใส่ใจกับมันตั้งแต่วันนี้กันนะครับ

มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”