วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปี

“To prioritize the day, think about the decade:
If I want to be on track to achieve X in 10 years, what do I need to do today?”

-James Clear

ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มทำไร่ไถนาเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน เราใช้ชีวิตอยู่หลายแสนปีกับการหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล

วิถีของ hunter-gatherer นั้นไม่ต่างจากสัตว์พันธุ์อื่นๆ บนพื้นพิภพ คือใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เช้าตื่นมาก็ต้องวิ่งให้เร็วกว่าเหยื่อ และต้องวิ่งให้เร็วกว่าสัตว์อื่นที่จะมาล่าเราด้วย เมื่อได้อาหารมาก็กิน พลบค่ำก็นอน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็วนหลูปใหม่ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย

เราจึงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมานานแสนนาน

จนกระทั่งเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) เราจึงเริ่มทำไร่ไถนา เริ่มทำปศุสัตว์ เริ่มมีการลงหลักปักฐาน เริ่มมี “สมบัติ” ที่ต้องดูแลซึ่งก็คือผลิตผลและปศุสัตว์ที่ลงทุนลงแรงเอาไว้ เมื่อมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จึงเริ่มคิดถึงอนาคตมากขึ้น เริ่มวางแผนล่วงหน้า

แม้ว่าเราจะรู้จักการวางแผนล่วงหน้ามาเป็นหมื่นปีแล้ว แต่ DNA ลึกๆ ในตัวเราก็ยังเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมากกว่า

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กิจกรรมที่เราเลือกทำแต่ละวันนั้นเราไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมากนัก เอาแค่ทำงานของวันนี้หรือสัปดาห์นี้ให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เมื่อมีเวลาเหลือก็นำไปใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องเผชิญกับสิ่งที่ดูดพลังชีวิตมาทั้งวัน

ที่เจมส์ เคลียร์แนะนำว่าให้คิดล่วงหน้าไป 10 ปีว่าเราอยากจะไปถึงจุดไหน เราอยากจะมีสุขภาพทางร่างกาย จิตใจ และการเงินเป็นอย่างไร แล้วนำตรงนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจว่าวันนี้เราจะเลือกทำอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับตัวตนของมนุษย์ และชีวิตคนบางคนก็ไม่อาจเลือกได้ขนาดนั้น

แต่อย่างน้อยที่สุด-อย่างน้อยที่สุด ใน 17 ชั่วโมงที่เราตื่นนอน ถ้าเราสามารถกันเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมงเพื่อทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่ภาพที่เราวาดไว้ใน 10 ปีข้างหน้า มันก็น่าจะยังอยู่ในวิสัยที่เราพอจะทำได้

วันละ 1 ชั่วโมง เดือนหนึ่งเราจะมีเวลาถึง 30 ชั่วโมงที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่าระยะยาวกับเรา ซึ่งมากเกินพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

สำคัญคือเราต้องไม่ใจร้อน อย่าไปเล็งผลเลิศว่าจะต้องเห็นผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เราทำได้เพียงสร้างเหตุ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปีครับ

ชีวิตควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

บางทีเราก็ไม่ควรให้ค่ากับ efficiency มากจนเกินไป

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร ทำสิบครั้งใช่จะเหมือนกันทุกครั้ง มีผิดพลาดได้ มีงอแงได้

ถ้าเรามุ่งเน้นที่จะ super productive จนเกินเลย เราจะทำงานจนไม่ได้มีเวลากินข้าวกินปลา โรคกระเพาะจะถามหา ชีวิตจะไม่โอเค

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติมีโจทย์ว่าภายในสองชั่วโมงจะต้องให้รถวิ่งผ่านทางด่วนเส้นหนึ่งให้เยอะที่สุด แบบไหนจะวิ่งได้เยอะกว่ากัน

  1. ยัดรถลงไปบนถนนแบบให้เหลือช่องว่างระหว่างรถแต่ละคันแค่ 50 ซ.ม.
  2. ใส่รถลงไปในจำนวนที่พอดี แต่ละคันห่างกันประมาณ 10 เมตร

ถ้าทำแบบแรก จะไม่มีรถคันไหนวิ่งได้เลย ทำได้แค่เพียงคลานไปเรื่อยๆ

แบบที่สอง การจราจรจะลื่นไหล ทุกคันสามารถขับได้ตามความเร็วที่เหมาะสม

ชีวิตจึงควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

buffer สำหรับงานที่อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด

buffer สำหรับเงินสดเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน

buffer สำหรับความสัมพันธ์ มี “ที่ว่าง” เหมือนเพลงของวง Pause

อย่าพยายามใส่สิ่งที่เราอยากทำมากจนเกินไป อย่ามองโลกในแง่ดีว่าทุกอย่างจะไปได้สวย

มองโลกในแง่จริง และพก buffer ติดตัวเอาไว้

เพราะวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจจะมาถึงอย่างแน่นอน

ความมั่งคั่งคืออะไร ความสำเร็จคืออะไร

บางทีเราก็ถูกสอนให้มองความมั่งคั่งหรือความสำเร็จแบบแคบๆ ไปหน่อย

ว่ามันคือการลงทุนในทรัพย์สิน จนมันสร้างรายได้ให้เราแม้ตอนเราหลับ จนเมื่อวันหนึ่งรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินนั้นมากกว่ารายจ่าย เราก็จะมีอิสรภาพทางการเงินและเป็นคนที่สำเร็จและมีความมั่งคั่ง

เมื่อตาจับจ้องที่ยอดเขาเราจึงลืมมองดอกไม้ข้างทาง

วันธรรมดาผมจะตื่นมาทำอะไรแต่เช้า ทั้งอ่านหนังสือ เขียนบล็อก วางแผนการทำงาน ออกกำลังกาย พยายามใช้ช่วงเวลานี้ให้ productive ที่สุด

แต่เช้านี้ผมมีอาการขี้เกียจเล็กน้อย เลยอ้อยอิ่งไม่ออกกำลังกายและไม่เขียนบล็อก ใกล้รุ่งลูกชายคนเล็กตื่นมาและชวนผมลงไปข้างล่าง แล้วก็รบเร้าให้ผมอาบน้ำให้ ธรรมดาผมจะไม่ค่อยอาบน้ำให้ลูกในวันธรรมดาเพราะต้องทำอะไรหลายอย่าง แต่วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจก็เลยตอบตกลงอาบน้ำให้ลูก ใกล้รุ่งระริกระรี้ใหญ่

ระหว่างราดฝักบัวลงหัวลูกก็เลยครุ่นคิดไปด้วยว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร ความมั่งคั่งในความหมายของเรามีอะไรบ้าง

มีสุขภาพที่แข็งแรง

มีรายได้เพียงพอจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

มีเวลาได้ทำสิ่งที่อยากทำ

มีตารางเวลาที่ไม่อัดแน่นจนเกินไป

มีงานที่สร้างคุณค่าและสอดคล้องกับตัวตนของเรา

มีงานที่ลับสมองและออกแรงกายแรงใจ

มีเสียงหัวเราะบ่อยๆ

มีใจที่เบาสบาย หัวถึงหมอนแล้วนอนหลับสนิท

มีเวลาอาบน้ำให้ลูก…

ในทางกลับกัน ชีวิตที่ดีควร “ไม่มี” อะไรบ้าง

ไม่มีหนี้เลว หนี้บัตรเครดิต

ไม่เป็นปรปักษ์กับใคร

ไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

ไม่เป็นทาสใคร

ไม่เป็นนายใคร เพราะบ่วงยังไงก็คือบ่วงไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนก็ตาม

ไม่มีความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็น ไม่มองหา validation

ไม่พักไม่เพียร

ไม่ฝันทั้งยามหลับและยามตื่น ฝันคือคิดยามหลับ คิดคือฝันยามตื่น

ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์หรือชุดความเชื่อ

เมื่อคิดได้ถึงสิ่งที่ควรมีและสิ่งที่ควรไม่มี ก็พบว่าตัวเองน่าจะเพิ่งเดินมาถึงครึ่งทางเท่านั้น

ซึ่งก็ไม่เป็นไร ไม่ได้รีบร้อน แค่รู้ตัวว่ากำลังอยู่บนเส้นทางก็พอใจ

ผมจึงปิดฝักบัวเอาผ้าเช็ดหัวเช็ดตัวให้ลูก แล้วขึ้นมาเขียนบทความนี้เพื่อบันทึกไว้เตือนตัวเองครับ


* บทความนี้เขียนเมื่อเช้าวันพฤหัสฯ ตีพิมพ์เช้าวันอาทิตย์

ถ้าเราตระหนักว่าช่วงเวลานี้จะจบลง

ถ้าเรารู้ว่าอีกหน่อยลูกจะไม่อยากให้เราอุ้มแล้ว เราคงเลิกบ่ายเบี่ยงเวลาลูกมาขอให้อุ้ม

ถ้าเรารู้ว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอหน้าคนที่เรารัก เราคงพูดจากันดีกว่านี้

ถ้าเรารู้ว่าตำแหน่งผู้จัดการหรือผู้บริหารเป็นแค่เรื่องชั่วคราว เดินออกจากที่นี่เราก็เป็นแค่คุณลุงคนหนึ่ง เราคงจะไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่

ถ้าเรารู้ว่ากำลังวังชาและสติปัญญานั้นจะค่อยๆ เสื่อมลง เราคงไม่รีรอที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน

เมื่อตระหนักถึงจุดสิ้นสุดและความตาย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตใหม่ครับ

อย่าใช้ชีวิตเหมือนเพลงรักที่ไม่มีท่อนฮุค

ท่อนฮุคคือท่อนที่เพราะที่สุดในเพลง ทั้งในแง่ทำนองและเนื้อร้อง มันคือสิ่งที่จะปรากฎออกมาในห้วงคำนึงอยู่เสมอแม้ว่าเราจะไม่ได้ฟังเพลงนั้นมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม

ชีวิตก็ควรเป็นเช่นนั้น เราควรจะเก็บสะสมท่อนฮุคในชีวิตเอาไว้

ท่อนฮุคช่วงเวลาที่เรารู้สึกแนบแน่นกับชีวิต อาจจะเป็นอารมณ์ที่หวือหวาตอนได้ไปเที่ยวที่สนุกๆ หรือเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ในยามที่ยลแสงตะวันพาดทับขอบฟ้าบนหุบเขา หรือเป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่เราเห็นรอยยิ้มหรือได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก

การต้องอยู่กับบ้านตลอดช่วงโควิดที่ผ่านมา อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสสะสมท่อนฮุคไปพอสมควร

ตอนนี้หลายคนได้ฉีดวัคซีนแล้ว แม้จะอีกนานกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ แต่เราก็ควรเริ่มวางแผนเพื่อจะหาท่อนฮุคมาเติมสีสันให้ชีวิตกันอีกครั้งนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Hometown Cha-Cha-Cha