เราจะรักสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย

เมื่อสมัยเรียนปริญญาตรี ผมไปเดินขึ้นเขากับเพื่อนที่นครศรีธรรมราช นอนค้างในป่าสองคืน วันสุดท้ายที่เดินลงจากเขา เกิดเหตุผิดพลาดทำให้ไม่มีน้ำดื่มเป็นเวลาหลายชั่วโมง พอเดินลงมาถึงแหล่งน้ำ ผมกับเพื่อนก็รีบโจนเข้าไปดื่มอย่างหิวกระหาย จากนั้นมาผมจึงเป็นคนดื่มน้ำหมดแก้วทุกครั้ง

ใครเคยอ่านการ์ตูน One Piece ก็จะรู้ว่าซันจิที่เคยไม่มีข้าวกินนั้นจะโกรธมากหากใครเห็นคนกินข้าวไม่หมดจาน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ มีทรัพย์สินมากมาย เป็นเจ้าของรถคลาสสิคนำเข้าหลายคัน แต่พอเจ็บป่วยที่หมอนรองกระดูก เจ็บปวดทรมาน ถึงกับรำพันกับตัวเองว่าถ้าแลกได้ก็พร้อมจะแลกรถทุกคันที่เขามีเพียงเพื่อให้พ้นจากอาการเจ็บป่วยนี้

สิ่งสำคัญมักจะถูกมองข้ามเพราะมันไม่เคยเรียกร้องความสนใจจากเรา

เหมือนอากาศที่หายใจ เราจะรู้ว่าขาดมันไม่ได้ก็ต่อเมื่อมันหายไปเท่านั้น

เราจึงจะเห็นคุณค่าของน้ำเวลาไม่มีน้ำ เห็นคุณค่าของสุขภาพเมื่อเราเจ็บป่วย เห็นคุณค่าของงานเมื่อเราไม่มีงาน เห็นคุณค่าของครอบครัวเมื่อเราไม่เหลือใคร เห็นคุณค่าของชีวิตเมื่อเราเข้าใกล้ความตาย

อย่าเป็นเหมือนคนทั่วไป อย่าความรู้สึกช้าขนาดนั้น

เห็นคุณค่าของสิ่งล้ำค่าที่เรามี และใส่ใจกับมันตั้งแต่วันนี้กันนะครับ

มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”

เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”
-Jeff Bezos, founder of Amazon

คำที่เราได้ยินกันมานาน คือเราจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจกับเรื่องที่ได้ทำลงไป

ตอนวัยรุ่นเรามีความฝันมากมาย แต่พอโตขึ้นเราก็ค่อยๆ โยนความฝันทิ้งไปตามทาง หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บเอาไว้ในส่วนลึกสุดของลิ้นชักความทรงจำ

ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ด้วย distractions ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงเวลาเราไป สิ่งที่เราเคยฝันไว้เลยยิ่งแทบไม่มีโอกาสโงหัว

ยิ่งถ้าเราเป็นคนขี้กลัว เราก็จะคิดหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าทำไมเราทำอันนี้ไม่ได้ ทำอันนั้นไม่ได้ ต้องรอให้พร้อมกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้

แต่ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่รอบตัวล้วนเกิดจากน้ำมือของคนที่ “ไม่พร้อม” ทั้งนั้น

ไม่พร้อมทั้งด้านเวลา เงินทุน ความรู้ พร้อมแค่อย่างเดียวคือใจที่จะลงมือและเรียนรู้

ชีวิตเกิดมาแค่หนเดียว หรืออย่างน้อยเราก็เกิดเป็นเราคนนี้แค่ครั้งเดียว จบจากก็เอาอะไรไปไม่ได้ และชื่อของเราก็จะลบหายไปอยู่ดี

เป้าหมายที่เราควรมีจึงอาจไม่ใช่การบรรลุหรือเอาชนะอะไร

เป้าหมายคือการได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำในวันที่ยังมีกำลังและเวลา

เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดายครับ