อย่าฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ

“พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร เคยบอกไว้ว่า เคล็ดลับการดูคนคือ “อย่าถาม”

เพราะถามไปก็ไม่มีประโยชน์ หากผู้หญิงถามผู้ชายว่าเคยนอกใจมั้ย ผู้ชายย่อมตอบเหมือนกันหมดว่าไม่เคย

ทุกคำแก้ตัวมีคำโกหกซ่อนอยู่เสมอ ทุกคำ convince มีคำโกหกซ่อนอยู่เสมอ

ยิ่งเราถาม เราจะยิ่งเกิด confirmation bias เพราะไม่มีใครอยากบอกว่าตัวเองไม่ดี

เพราะฉะนั้น อย่าถาม แต่ให้สังเกต และบังคับให้ตัวเองใช้ System 2


ผมเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่มหนึ่ง ว่าเวลาคนรวยป่วยหนัก มักจะยอมเข้ารับการรักษาหลายขนานเพราะอยากหาย ยอมเจ็บตัวและเสียเงินไปเป็นล้านเพราะเชื่อคำแนะนำของหมอ

แต่พอมีคนไปศึกษาพฤติกรรมของเหล่าคุณหมอ (ซึ่งก็มีกำลังทรัพย์เหมือนกัน) ตอนที่ป่วยหนักบ้าง ก็ได้พบว่าคุณหมอส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รับการรักษาเยอะแยะขนาดนั้น อาจจะเพราะไม่อยากเจ็บตัว อาจเป็นเพราะรู้แล้วว่าไม่คุ้มกัน

Nassim Taleb จึงแนะนำว่าเวลาปรึกษาหมอ อย่าฟังแค่ว่าหมอแนะนำให้เราทำอะไร แต่ให้ถามกลับว่าถ้าหมอป่วยเป็นโรคนี้เองหมอจะทำอะไร

คำตอบที่ได้อาจจะต่างหรืออาจจะเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยคำถามนี้มันก็ได้ “สับสวิทช์” ให้หมอได้คิดว่า ถ้าหมอป่วยเสียเอง เขาจะเลือกทำอะไรต่างออกไปรึเปล่า


เวลาที่ Sandy Gottesman นักลงทุนที่รวยระดับ billionaire สัมภาษณ์รับคนเข้าทีม เขาจะไม่ถามผู้สมัครว่า “คุณคิดว่าหุ้นตัวไหนราคาถูก” หรือ “คุณคิดว่าประเทศไหนน่าจะเกิด recession เร็วๆ นี้”

คำถามที่แซนดี้จะถามคือ “คุณถือหุ้นตัวไหนอยู่บ้าง และเพราะอะไร”

เพราะถ้าถามว่าจะทำอะไร คนตอบจะพูดให้ฟังดูดียังไงก็ได้

แต่ถ้าถามถึงสิ่งที่คุณได้ทำลงไปแล้ว จะได้สิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวตนที่แท้จริงของเขามากกว่า


หากเจ้าของสวนไม่กินผลไม้ที่ตัวเองปลูก

หากเจ้าของโรงเรียนส่งลูกตัวเองไปเรียนที่อื่น

หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเชิญชวนให้เราบริจาคมูลนิธิที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยบริจาค

นั่นย่อมเป็นสัญญาณให้เราระวังตัวเป็นพิเศษ

อย่าฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ

แล้วถ้อยคำจะไม่ทำให้เรามองคนผิดไปครับ

40 เรื่องที่ชายวัย 40 ด้วยกันย่อมเข้าใจ

1.นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เสียงที่คุ้นเคยที่สุดคือเสียงของน้าต๋อยเซมเบ้

2.ความฝันอย่างหนึ่งในวัยเด็กคือการสะสมสติกเกอร์ดราก้อนบอลครบเล่มจนเอาไปแลกรถบังคับได้ (แต่ค่าซื้อขนมโดเรม่อนกล่องน้ำเงินนั้นน่าจะเกินราคารถบังคับนะ)

3.ส่วนความฝันของใครหลายคนในวัยนี้คือมีชีวิตอยู่ถึงวันที่เฉลยว่า One Piece คืออะไร

4.ก่อนจะมี Boom เราอ่านดราก้อนบอลทาง The Talent หรือไม่ก็ Zero

5.ดราก้อนบอลสนุกที่สุดคือภาคเบจิต้า ฟรีเซอร์ และ เซลล์ หลังจากนั้นออกทะเลเพราะเก่งทะลุจักรวาลเกินไป

6.การ์ตูนวาบหวามที่สุดในสมัยนั้นคือมังกรซ่อนลายและวีดีโอเกิร์ล

7.เพื่อนที่เรียนสู้เราไม่ได้มักจะดีดลูกแก้วเก่งกว่าเราหลายเท่า

8.หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการจีบสาวคือเครื่องเล่นที่ใส่เทปได้สองม้วนซ้าย-ขวา เอาไว้รวบรวมเพลงที่เราชอบทำเป็นอัลบั้มพิเศษที่มีเพียงม้วนเดียวในโลกแล้วเอาไปให้เขาฟัง

9.หัวใจจะเต้นแรงที่สุดตอนที่โทรไปบ้านสาวแล้วลุ้นว่าใครจะรับสาย

10.เรามีแนวโน้มที่จะเลี้ยงบอลมากขึ้น 30% เมื่อรู้ตัวว่าผู้หญิงที่เราชอบนั่งอยู่แถวนั้น

11.แต่ถ้าอยากมีสาวกรี๊ดจริงๆ ต้องเล่นบาสให้เก่งๆ

12.เพื่อนผู้ชายบางคนตอนม.ต้นใส่แว่น ตัวอ้วนปั้ก ขึ้นม.ปลายผอมลง ตัวยืด ใส่คอนแท็ค เล่นบาส สาวกรี๊ดเฉย

13.เพื่อนผู้หญิงที่แต่งตัวเปรี้ยวที่สุดตอนโต มักจะเคยเป็นเด็กเนิร์ดตอนม.ต้น

14.กฎอย่างหนึ่งที่รู้กันโดยไม่ต้องมีใครพูด คือไม่จีบ/ไม่คบแฟนเก่าของเพื่อน

15.เราเคยสงสัยว่าทำไมคนที่เราชอบถึงคบกับผู้ชายทรงแบดๆ โตขึ้นถึงได้รู้ว่าผู้หญิงชอบคนที่มั่นใจและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เขาได้ ส่วนบทเพื่อน/พี่ชายที่แสนดีนั้นใครๆ ก็เล่นกันจนเกลื่อน

16.วิธีอวดว่าเรามีตังค์คือใส่เสื้อ Bodyglove กางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 ป้ายแดง รองเท้าแตะ Scholl (อ่านว่าสกอร์) หรือรองเท้าผ้าใบ Dr.Martens (อ่านว่าด็อกเตอร์มาร์ติน)

17.หลายคนร้องเพลง “เธอไม่เคยตาย(จากความทรงจำ)” ได้ก่อนฟังเพลง Say Anything และหลายคนร้องเพลง “ใจละลาย..แล้วเพื่อน” ได้ก่อนฟังเพลง 25 Minutes

18.ถ้าอยากหล่อต้องหัดเล่นกีตาร์เพลง More Than Words ที่ดังจากโฆษณากางเกงยีนส์ จะหล่อยิ่งกว่านั้นถ้าได้เล่นเพลงนี้ด้วยกีตาร์โอเวชั่นหลังเต่า

19.ถ้าอยากรู้ว่าเพื่อนตีกลองเทพแค่ไหนให้ถามว่าเล่นเพลงของวง Dream Theater ได้รึเปล่า

20.มีใครบ้างที่ฟังอินโทร Smells Like Teen Spirit ครั้งแรกแล้วจะไม่หลงรัก?

21.หรือจะมีใครบ้างที่ฟังเพลง Creep แล้วไม่รู้สึกว่าตัวเราเหมือนคนในเพลงนี้?

22.การได้เป็นเด็กมัธยมที่เล่นดนตรีในยุคอัลเทอร์ครองเมืองถือเป็นความโชคดี เล่นคอร์ดวนๆ ไป เอฟเฟ็คกีตาร์แตกๆ โซโล่ไม่ซับซ้อน – โมเดิร์นด็อก, ป้าง, สไมล์บัฟฟาโล่, ออดี้

23.อัลบั้ม Rhythm & Boyd ปกเทปยาวมาก เนื้อกระดาษดีและหนามาก ถ้าไม่พับปกให้ถูกนี่แทบจะปิดตลับเทปไม่ลง

24.สมัยบอดี้สแลมยังเป็นวงดนตรีฟันน้ำนม เรารู้สึกว่าวงอย่าง Blackhead, Silly Fools และ Big Ass เจ๋งกว่าเยอะ

25.แม้จะเปลี่ยนแฟนใหม่ แม้จะแต่งงานใหม่ แต่ทีมฟุตบอลที่รักก็ยังเป็นทีมเดิม

26.ตอนที่เราเลือกเชียร์ทีมฟุตบอล ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าเราจะต้องเชียร์ทีมนั้นมานานขนาดนี้ และน่าจะยาวนานจนชั่วชีวิต (ยังไม่เคยเห็นผู้ชายที่เปลี่ยนทีมบอลที่เชียร์ ต่อให้ทีมของเราจะเล่นแย่แค่ไหนก็ตาม)

27.เชื่อว่าเด็กผีหลายคนเคยดึงคอปกเสื้อตั้งขึ้นเวลาลงไปเตะบอล ส่วนเด็กหงส์ก็ทำให้เราชื่นชมในความอดทนเฝ้ารอ

28.เมื่อนึกถึงเพื่อนที่เตะบอลเก่งที่สุดในห้อง เขาจะใส่รองเท้านันยางเสมอ

29.2021/2022 เราอาจเถียงว่า Ronaldo กับ Messi ใครคือ GOAT แต่ถ้าใครเล่น CM01/02 GOAT คือ Maxim Tsigalko อย่างไม่ต้องสงสัย

30.บางคนอาจไม่เคยเชื่อเรื่องพระเจ้าจนได้ดูอาร์เจนติน่ากับฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกนัดชิง

31.หลายคนน่าจะเคยถูกผู้ชายแปลกหน้าทักมาคุยด้วยทาง Pirch 98 หรือ ICQ เพราะนึกว่าเราเป็นผู้หญิง

32.เมื่อเห็นโทรศัพท์ Nokia 3210/3310 ความทรงจำมากมายก็พรั่งพรู

33.บางทีก็ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีถึงจะเห็นความแตกต่างทางร่างกายของเพื่อนที่ดื่มหล้า/สูบบุหรี่ กับเพื่อนที่ไม่ดื่ม/ไม่สูบ

34.แม้จะดูไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ผู้ชายกลับ keep in touch กับเพื่อนเก่าได้เหนียวแน่นกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่อยู่โรงเรียนชายล้วนมา

35.เพื่อนบางคนจะผ่านไปกี่ปีก็ยังนิสัยเหมือนตอนม.ปลายไม่ผิดเพี้ยน

36.เมื่อถึงวัยนี้เราจะไปงานศพบ่อยกว่างานแต่งงาน

37.เพื่อนของเราที่ตายไปก่อนแล้วมีข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง ตรงที่มันจะเป็นหนุ่มในภาพจำของเราเสมอ

38.แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ก็คิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นพ่อที่ดีพอรึเปล่า

39.อีกหนึ่งความฝัน-หรือความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ก็คือการเมคชัวร์ว่าพ่อแม่ ภรรยา และลูกๆ จะไม่เดือดร้อนในวันที่เราไม่อยู่ ความรู้สึกว่าเราเป็นเสาหลักหรือเป็น Guardian นี่เหมือนจะอยู่ในสัญชาตญาณของผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว

40.และความรู้สึกที่ว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะดูแลคนรอบข้างนี่แหละ ที่ทำให้เรายอมเขี่ยหนังไก่ไว้ข้างจานและตื่นมาวิ่งในตอนเช้า

คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท

“Save a little money each month and at the end of the year you’ll be surprised at how little you have.”

― Ernest Haskins

เก็บเงินให้ได้เดือนละนิดหน่อยแล้วตอนสิ้นปีคุณจะแปลกใจที่คุณมีเงินเก็บแค่นิดหน่อย

Ramit Sethi ผู้เขียนหนังสือ I Will Teach You To Be Rich บอกว่าคนส่วนใหญ่ชอบถามคำถามร้อยบาท (จะซื้อกาแฟแก้วนี้ดีมั้ย) ทั้งที่จริงแล้วสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จด้านการเงินคือคำถามล้านบาท เช่นจะให้ลูกเรียนที่ไหน (โรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทยมีค่าเทอมตั้งแต่แสนกว่าบาทถึงล้านกว่าบาท)

นักประวัติศาสตร์นาม Cyril Parkinson ได้ตั้งกฎที่ชื่อว่า Parkinson’s Law of Triviality – กฎพาร์คินสันแห่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง

กฎนี้ระบุว่า “ความใส่ใจต่อปัญหาจะแปรผกผันกับความสำคัญของปัญหานั้น” (The amount of attention a problem gets is the inverse of its importance.)

เพื่อให้เห็นภาพ พาร์คินสันให้เราจินตนาการถึงคณะกรรมการที่มีงบประมาณสามโปรเจ็กต์ให้พิจารณา

ตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์งบ 300 ล้านบาท

ซุ้มจอดรถจักรยานของพนักงานงบ 10,000 บาท

ขนมกับเครื่องดื่มสำหรับพนักงานงบ 1,000 บาท

คณะกรรมการอนุมัติตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์แทบจะทันที เพราะตัวเลขสูงเกินกว่าจะรู้ว่าแพงหรือไม่แพง ตัวเลือกอื่นก็ไม่อยากนึกถึง และไม่มีใครในคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญเรื่องพลังงานนิวเคลียร์

โปรเจ็กต์ซุ้มจักรยานนั้นใช้เวลาคุยนานกว่า พวกเขาเถียงกันว่าแค่ตั้งรางจอดจักรยานก็พอแล้วหรือไม่ หรือถ้าจะทำหลังคาควรจะใช้ไม้หรือใช้อลูมินัมดี

ส่วนขนมและเครื่องดื่มนั้นใช้เวลาคุยนานที่สุด เพราะคณะกรรมการทุกคนต่างมีความเห็นที่แน่วแน่ของตัวเองว่าควรใช้กาแฟยี่ห้อไหน คุ้กกี้รสอะไร ฯลฯ

เวลาที่เราคุยกับคนในครอบครัว เราก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ถกเถียงในเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญเช่นกัน


ข้อความด้านบนนี้ผมเรียบเรียงและดัดแปลงมาจากบทความชื่อ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

มีทั้งหมด 13 ข้อ แต่ผมชอบข้อ 6 เป็นพิเศษ – Asking $3 questions when $30,000 questions are all that matter

เราจะคุ้นเคยกับคำสอนของ financial guru ที่บอกว่า ถ้าไม่กินกาแฟยี่ห้อ XX เป็นเวลากี่สิบปี เราจะมีเงินเก็บ YY บาท

จริงอยู่ว่าเรื่องเล็กน้อยนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญเลย เพราะ how you do anything is how you do everything.

แต่การใส่ใจเรื่องเล็กน้อยจะแทบไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่จัดการเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้อง เพราะโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Pareto Principle หรือกฎ 80/20

จะเลือกกินกาแฟแบรนด์ไหน จึงไม่สำคัญเท่ากับเราเลือกซื้อรถยี่ห้ออะไร

หรืออย่างการเลือกที่ทำงาน A กับ B – บริษัท A อาจให้เงินเดือนมากกว่า 10% แต่ถ้าบริษัท B มีปัจจัยอื่นๆ เช่นใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า ให้ทำงานที่บ้านได้บ้าง อยู่ในเซ็กเตอร์ที่กำลังเติบโต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันแล้วน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าฐานเงินเดือนที่น้อยกว่าบริษัท A

คนบางคนซื้อของกับแม่ค้าแล้วต่อราคาแล้วต่อราคาอีก แต่คนคนเดียวกันนี้กลับพร้อมลงทุนในเรื่องที่ตัวเองไม่มีความรู้เป็นเงินหลักแสนได้หน้าตาเฉย

เราใช้เวลากับคำถามร้อยบาทมากไปหรือไม่

เราใช้เวลากับคำถามล้านบาทน้อยไปหรือเปล่า

เป็นเรื่องน่าคิด และอาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้ครับ

หาจุด threshold แล้วไปให้ถึง

Threshold ออกเสียงว่า ทเรชโฮลด์ หมายถึงค่าอินพุตที่น้อยที่สุดที่เครื่องมือวัด (instrument) เริ่มแสดงเอาต์พุตออกมา

ผมเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้น แม้จะไม่เก่งกาจแต่ก็พอประครับประคองจนจบเพลงได้ เช่นกีตาร์ เบส กลอง

แต่เปียโนหรือคีย์บอร์ด เป็นเครื่องดนตรีที่ต้องเรียกว่า “ยังเล่นไม่เป็น” แม้จะลองเรียนไปแล้วหลายครั้ง พอจะจับคอร์ดและเล่นโน้ตได้บ้างแต่ก็ยังห่างไกลที่จะไปเล่นในวงกับใครเขา

ผมเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่เกือบสามปีช่วงมัธยมปลาย แต่เมื่อไม่ได้ใช้มานานก็เลยไม่อาจสื่อสารในภาษานี้ได้ พูดได้แค่ประโยคง่ายๆ จำคำศัพท์ได้บางคำ แต่ถ้าจะต้องสื่อสารกับคนฝรั่งเศสก็คงเป็นเบื้อใบ้ ขณะที่ภาษาอังกฤษนั้น แม้จะเรียนจริงจังแค่สามปีช่วงมัธยมปลายเช่นกัน แต่ก็เป็นภาษาที่ได้ใช้มาตลอดและคิดว่าเอาตัวรอดได้แน่นอน

การที่คนเราจะมี “ความสามารถ” หรือ proficiency ถึงจุดหนึ่งจนเรามั่นใจว่า “เล่นเป็น” หรือ “เอาอยู่” นั้น ผมขอเรียกว่าเราผ่านจุด threshold มาแล้ว คือต่อจากนี้เมื่อมี input อะไรอีก เราก็สามารถสร้าง output ได้ด้วยตัวเอง

เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่เป็นแล้วเป็นเลย หรือบวกลบคูณหารที่ทำได้แล้วเราก็จะไม่ลืมอีก

แต่ถ้าเรายังไม่สามารถไปถึงจุด threhold ได้ ก็แทบจะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง ที่เคยลงทุนลงแรงเอาไว้นั้นไม่ได้ออกดอกออกผลคุ้มค่าเท่าไหร่

ผมคิดว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เราควรมี คือไปให้ถึงจุด threshold เหล่านี้ให้ได้ เพื่อจากนี้ไปจะได้ไม่ต้อง “เริ่มใหม่” ซ้ำไปซ้ำมา

ถ้าในฐานะคนทำงานประจำ เราก็ควรพาตัวเองไปให้ถึงระดับ manager หรือ director ให้ได้ เมื่อได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหัวหน้าคนได้แล้ว หรือเป็นผู้บริหารได้แล้ว ก็น่าจะได้รับโอกาสในอนาคตให้ได้ดูแลทีมอีก ซึ่งก็ย่อมจะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็นหัวหน้า

(แน่นอนว่าในบางสายอาชีพเราก็สามารถมีเงินเดือนสูงๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าใคร เช่นสาย software development ที่ individual contributor ระดับเทพก็มีเงินเดือนหลักแสนได้ แต่สำหรับประเทศไทย การเป็นหัวหน้าคือเส้นทางที่เลี่ยงไม่ค่อยพ้นสำหรับคนอยากมีเงินเดือนสูงๆ)

สำหรับคนทำเพจ การมีคนตามหลักร้อยหรือหลักพัน อาจจะยังไม่เซฟ แต่ถ้ามีผู้ติดตามหลักหมื่นขึ้นไป (โดยที่ไม่ได้ซื้อยอดฟอล) ก็น่าจะเรียกว่าเป็นคนทำคอนเทนท์ได้เต็มปากเต็มคำ

สำหรับคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ก็จะต้องหาทางสร้าง passive income ให้สูงกว่ารายจ่าย เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป (แต่ถ้ายังอยากทำงานอยู่ก็ไม่เสียหาย)

ศาสนาพุทธก็มีความเชื่อว่า คนเราควรไปให้ถึงโสดาบัน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อีกแล้ว

เมื่อเราสำรวจหลากหลายมิติในชีวิตของเรา เราจะพบว่ามีจุด threshold อยู่เต็มไปหมด บางจุดเราไปถึงมันเรียบร้อย บางจุดก็ยังไปไม่ถึง

การไล่เก็บ threshold ในเรื่องที่สำคัญกับเรา จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่าและท้าทายครับ

ชีวิตคนเราต้องการความหลากหลาย

ผมได้ฟังการบรรยายของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile

ทาเล็บบอกว่า ตัววัดอย่างหนึ่งที่ทำนายการเสียชีวิตของคนได้ดีที่สุด คืออัตราการเต้นหัวใจที่มีความผันแปรต่ำ (low variablity of heart rate)

หมายความว่า ถ้านาย A และนาย B อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน ค่าเลือดต่างๆ เหมือนกัน แต่นาย A มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอกว่านาย B – นาย A มีโอกาสจะเสียชีวิตมากกว่านาย B

อัตราการเต้นหัวใจที่สม่ำเสมอตลอดทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ ย่อมหมายความว่าร่างกายแทบไม่ได้ออกแรงเลย

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ควรสร้างโอกาสให้หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า พูดง่ายๆ ก็คือเราควรออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจเต้นแรงขึ้นนั่นเอง

ทาเล็บยังบอกอีกว่า ตัววัดที่ทำนายการล้มละลายของบริษัทได้ดีที่สุด คือกระแสเงินสดที่มีความผันแปรต่ำ (low variability of cash flows) และ hedge fund (กองทุนบริหารความเสี่ยง) ที่ไม่มีความผันผวนเลย (no volatility) ก็มักจะเจ๊งภายในเวลาไม่นาน

ดังนั้นความผันผวนคือสิ่งที่มีประโยชน์ และอาจพูดได้ว่ามีความจำเป็นต่อชีวิตที่ยืนยาว


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่านักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวน เวลาเห็นหุ้นหรือกองทุนที่ตัวเองซื้อไว้ราคาตกก็เริ่มกังวลและอาจตัดสินใจเทขาย

Housel บอกว่าเราควรไม่ควรมองความผันผวนเป็นค่าปรับ (fine) แต่ให้มองว่าเป็นค่าธรรมเนียม (fee)

ค่าปรับคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเมื่อทำอะไรผิด แต่ค่าธรรมเนียมนั้นเป็นเรื่องปกติ เหมือนเราจะเข้าสวนสนุกก็ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านประตู

ดังนั้นความผันผวนของตลาดคือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อโอกาสทำกำไรในอนาคต


เชื่อว่าใครหลายคนที่อ่านบล็อกนี้ต้องการชีวิตที่เรียบง่าย เพราะมันสบายดี ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนคนอื่น

แต่ขณะเดียวกัน หากมันเรียบง่ายเกินไป ชีวิตก็อาจน่าเบื่อและจำเจ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนจะหน้าตาเหมือนกันไปหมด พอมองย้อนกลับมาก็อาจไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก

ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต” นั้น สุดท้ายแล้วก็คือประสบการณ์ที่เราจดจำได้นั่นเอง

หากใครรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เสถียรเกินไป ก็อาจลองเพิ่มความหลากหลายเข้ามาในชีวิต ลองไปกินร้านใหม่ๆ ลงเรียนอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นบ้าง

เพราะชีวิตคนเราต้องการความหลากหลายครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก [THE DIGITAL FACTORY] Nassim Nicholas Taleb on Antifragile นาทีที่ 19-21

ป.ล. ผมพยายามไปค้นหาหลักฐานเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจและกระแสเงินสด ก็พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความผันแปรต่ำนั้นเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตได้จริงๆ ส่วนเรื่องกระแสเงินสดนั้นยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ดูรายละเอียดงานวิจัยบางส่วนตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้ครับ

Heart Rate Variability and Risk of All-Cause Death and Cardiovascular Events in Patients With Cardiovascular Disease: A Meta-Analysis of Cohort Studies

Power-Law Relationship of Heart Rate Variability as a Predictor of Mortality in the Elderly

Impending Bankruptcy: Examining Cash Flow Pattern of Distressand Healthy Firms

The Use of Cash Flow Statement in Predicting Business Failure