ชีวิตคนเราต้องการความหลากหลาย

ผมได้ฟังการบรรยายของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile

ทาเล็บบอกว่า ตัววัดอย่างหนึ่งที่ทำนายการเสียชีวิตของคนได้ดีที่สุด คืออัตราการเต้นหัวใจที่มีความผันแปรต่ำ (low variablity of heart rate)

หมายความว่า ถ้านาย A และนาย B อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน ค่าเลือดต่างๆ เหมือนกัน แต่นาย A มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอกว่านาย B – นาย A มีโอกาสจะเสียชีวิตมากกว่านาย B

อัตราการเต้นหัวใจที่สม่ำเสมอตลอดทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ ย่อมหมายความว่าร่างกายแทบไม่ได้ออกแรงเลย

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ควรสร้างโอกาสให้หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า พูดง่ายๆ ก็คือเราควรออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจเต้นแรงขึ้นนั่นเอง

ทาเล็บยังบอกอีกว่า ตัววัดที่ทำนายการล้มละลายของบริษัทได้ดีที่สุด คือกระแสเงินสดที่มีความผันแปรต่ำ (low variability of cash flows) และ hedge fund (กองทุนบริหารความเสี่ยง) ที่ไม่มีความผันผวนเลย (no volatility) ก็มักจะเจ๊งภายในเวลาไม่นาน

ดังนั้นความผันผวนคือสิ่งที่มีประโยชน์ และอาจพูดได้ว่ามีความจำเป็นต่อชีวิตที่ยืนยาว


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่านักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวน เวลาเห็นหุ้นหรือกองทุนที่ตัวเองซื้อไว้ราคาตกก็เริ่มกังวลและอาจตัดสินใจเทขาย

Housel บอกว่าเราควรไม่ควรมองความผันผวนเป็นค่าปรับ (fine) แต่ให้มองว่าเป็นค่าธรรมเนียม (fee)

ค่าปรับคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเมื่อทำอะไรผิด แต่ค่าธรรมเนียมนั้นเป็นเรื่องปกติ เหมือนเราจะเข้าสวนสนุกก็ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านประตู

ดังนั้นความผันผวนของตลาดคือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อโอกาสทำกำไรในอนาคต


เชื่อว่าใครหลายคนที่อ่านบล็อกนี้ต้องการชีวิตที่เรียบง่าย เพราะมันสบายดี ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนคนอื่น

แต่ขณะเดียวกัน หากมันเรียบง่ายเกินไป ชีวิตก็อาจน่าเบื่อและจำเจ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนจะหน้าตาเหมือนกันไปหมด พอมองย้อนกลับมาก็อาจไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก

ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต” นั้น สุดท้ายแล้วก็คือประสบการณ์ที่เราจดจำได้นั่นเอง

หากใครรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เสถียรเกินไป ก็อาจลองเพิ่มความหลากหลายเข้ามาในชีวิต ลองไปกินร้านใหม่ๆ ลงเรียนอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นบ้าง

เพราะชีวิตคนเราต้องการความหลากหลายครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก [THE DIGITAL FACTORY] Nassim Nicholas Taleb on Antifragile นาทีที่ 19-21

ป.ล. ผมพยายามไปค้นหาหลักฐานเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจและกระแสเงินสด ก็พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความผันแปรต่ำนั้นเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตได้จริงๆ ส่วนเรื่องกระแสเงินสดนั้นยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ดูรายละเอียดงานวิจัยบางส่วนตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้ครับ

Heart Rate Variability and Risk of All-Cause Death and Cardiovascular Events in Patients With Cardiovascular Disease: A Meta-Analysis of Cohort Studies

Power-Law Relationship of Heart Rate Variability as a Predictor of Mortality in the Elderly

Impending Bankruptcy: Examining Cash Flow Pattern of Distressand Healthy Firms

The Use of Cash Flow Statement in Predicting Business Failure

ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เรตติ้งดีมากบน Goodreads

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Body Keeps the Score เขียนโดย Bessel van der Kolk ว่าด้วยเรื่องบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลทางร่างกาย ได้คะแนนถึง 4.46 เต็ม 5 จากหนึ่งแสนกว่าเรตติ้ง

ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ชอบชื่อหนังสือที่นำไปคิดต่อได้หลายอย่าง

The Body Keeps the Score – ร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอ

จดอะไรด้วยอะไรบ้าง

จดวันคืนที่ผ่านชีวิตมาด้วยรอยเหี่ยวย่น

จดอาหารการกินด้วยค่าน้ำตาลและคอเลสเตอรอล

จดความเครียดด้วยความดันโลหิต

จดวินัยการออกกำลังด้วยอัตราการเต้นของหัวใจ

จดจำนวนการวิดพื้นด้วยขนาดของแผงหน้าอก

จดท่านั่งทำงานผิดๆ ด้วย office syndromes

จดปริมาณเบียร์ด้วยขนาดพุง

จดจำนวนบุหรี่ด้วยโอกาสในการเกิดเซลล์มะเร็งปอด (แม้จะไม่ใช่ทุกคน)

ชีวิตหนึ่งประกอบไปด้วยจิตใจและร่างกาย

จิตใจไม่มีตัวตน เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้น-ดับไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างกายนั้นเป็นรูปธรรมที่ใช้เวลาในการตั้งอยู่ประมาณ 80 ปี

ร่างกายจึงเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่จดจารการกระทำทุกอย่างในชีวิตของเราไว้

จะเลือกทำอะไร จะเลือกเสพอะไรจึงควรคิดให้ดี

เพราะร่างกายของเราจดคะแนนเอาไว้เสมอครับ

กฎ 20 ไมล์และหลายมิติชีวิตที่เราควร DCA

DCA ย่อมากจาก Dollar-Cost Averaging

เป็นหลักการลงทุนที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นก็คือทยอยซื้อหุ้นหรือกองทุนเก็บไว้ด้วยความสม่ำเสมอ

เช่นบางคนอาจทำเรื่องหักเงิน 10,000 บาทจากบัญชีทุกเดือนเพื่อซื้อ SSF อัตโนมัติ สิ้นปีก็จะมีเงินในกองทุน 120,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้เอาไปลดหย่อนภาษีได้

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money ก็ใช้หลักการ DCA สำหรับการลงทุนของเขาเอง เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายประจำเดือนเขาจะเอาไปซื้อ Index Funds (กองทุนรวมดัชนีหุ้น) ที่ค่าบริหารจัดการต่ำ เขาไม่ได้วิเคราะห์ว่า sector ไหน หรือ industry ไหนน่าลงทุน ไม่ดูด้วยว่าจะเข้าซื้อเมื่อไหร่ หรือจะเทขายเมื่อไหร่ (not trying to time the market) สิ่งเดียวที่เขาทำคือทยอยซื้อเก็บไปเรื่อยๆ อ่านรายละเอียดได้ในบทที่ 20 – Confessions ในหนังสือดังกล่าว

Housel เคยให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องที่เขาโดนวิจารณ์หนักมากที่สุดสำหรับหนังสือ The Psychology of Money ก็คือบทที่ 20 ที่พูดถึงการจัดการเงินของตัวเขาเองนี่แหละ – ทรัพย์สินเขามีแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือบัญชี savings กองทุนรวม และบ้าน

เพราะผู้อ่านหลายคนนึกว่า Housel จะมีวิธีการที่ซับซ้อนกว่านี้หรือดูฉลาดกว่านี้ พอเห็นว่าเขาซื้อกองทุนรวมดัชนีแบบไม่ได้ใช้ความคิดหรือความพยายามเลย จึงอดผิดหวังไม่ได้

แต่สำหรับผม หากเราอ่านสิ่งที่ Housel พยายามสื่อมาทั้งเล่มแล้ว เราก็ควรจะได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

อีกอย่าง ผลตอบแทนนั้นควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่เราจะลงทุนยาวนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราเป็นหลัก


ใครที่ทำเพจ Facebook อาจจะรู้สึกว่าปีที่ผ่านมา algorithm ของมันแปลกๆ

บางโพสต์ก็มียอด reach เยอะมาก บางโพสต์ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจเขียนและเชื่อว่ามีดีเหมือนกัน

แน่นอนว่าบทความจะปังหรือไม่นั้นขึ้นกับหลายปัจจัย แต่คนที่ทำเพจมานานจะเข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้ยอด reach มันไม่ได้แปรผันขนาดนี้

ในสัปดาห์เดียวกัน จึงอาจมีบางโพสต์ที่ขึ้นไปถึง 1000 แชร์ และอีก 3 โพสต์ที่เหลือมียอดแชร์ไม่ถึง 100 แชร์

เมื่อตั้งใจเขียนบทความมากๆ แต่ยอดแชร์ต่ำ คนทำ content ย่อมเสียขวัญกำลังใจและอาจต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง

เราจะหยุดเขียนตอนนี้ แล้วไปลองแพลตฟอร์มอย่างอื่นเช่น TikTok ดีหรือไม่

เราควรจะรอให้ Facebook มันเสถียรเรื่องการจัดการ reach กว่านี้ แล้วค่อยกลับมาเขียนดีหรือไม่

สิ่งเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับการเลือกว่าจะลงทุนใน industry ไหน รวมถึงการพยายามที่จะหาจังหวะเข้า-ออกจากตลาดหรือ time the market ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

ผมเลยเลือกที่จะ DCA บล็อกของผมต่อไป ก็คือเขียนวันละโพสต์ไปเรื่อยๆ ถ้ายอดแชร์เยอะก็ดี ถ้ายอดแชร์น้อยก็เข้าใจว่ามันก็เป็นแบบนี้


หนึ่งในบทความของผมที่มีคนแชร์เยอะที่สุดคือ “กฎ 20 ไมล์” ที่ว่าด้วยการแข่งขันว่าใครจะพิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ ระหว่างคณะของนักสำรวจของชาวนอร์เวย์ชื่อ Roald Amundsen และ คณะของนักสำรวจชาวอังกฤษนาม Robert Falcon Scott

บทสรุปคือคณะของอมุนด์เซนนั้นพิชิตขั้วโลกใต้ได้ก่อนและกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย ส่วนคณะของสก๊อตนั้นไปถึงขั้วโลกใต้ช้ากว่า 35 วัน และเสียชีวิตกันทั้งคณะในขากลับ

หนึ่งสิ่งที่คณะของอมุนเด์เซนทำแตกต่างออกไป ก็คือการเดินทางให้ได้ 20 ไมล์ทุกวัน ไม่ว่าอากาศจะดีหรือร้ายก็จะเดินทางวันละ 20 ไมล์เสมอ ส่วนคณะของสก๊อตนั้น ถ้าอากาศดีหน่อยก็จะโหมเดินทางให้ได้ไกลๆ ส่วนวันที่อากาศแย่หน่อยก็อาจจะแทบไม่ได้ออกเดินทางเลย

(หลังจากปล่อยบทความนี้ออกไป ก็มีคนมาให้ข้อมูลเพิ่มว่ามันยังมีปัจจัยอื่นๆ อยู่อีกที่ทำให้อมุนด์เซนสำเร็จและสก๊อตล้มเหลว ดังนั้นการเดินทางวันละ 20 ไมล์ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการพิชิตขั้วโลกใต้ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าบางทีบางบทเรียนก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% ตราบใดที่เราสามารถหยิบมันมาใช้ในบริบทที่เหมาะสมแล้วมันเวิร์ค ผมก็คิดว่ามันควรค่าแก่การนำมาพูดถึง)

คณะของอมุนด์เซน จึง DCA การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ อากาศจะดีจะร้ายอย่างไร ก็เก็บให้ได้วันละ 20 ไมล์เสมอ


เมื่อเรามองไปรอบตัว เราจะเห็นการ DCA หรือกฎ 20 ไมล์เต็มไปหมด

ความสำเร็จไม่เคยเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แม้กระทั่งยอดนักเตะอย่าง Lionel Messi ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“It took me 17 years & 114 days to become an overnight success.”

เมสซี่ต้องผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาเกือบทั้งชีวิต ก่อนที่จะ “ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน” ในเสื้อของทีมบาร์เซโลนา

คำสุภาษิตจีนบอกว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

อากาศจะดีหรือร้ายเป็นเรื่องของฟ้าดิน ตลาดจะขึ้นจะลงเป็นเรื่องของฟ้าดิน algorithm เฟซบุ๊คก็เป็นเรื่องของฟ้าดิน

เรื่องของมนุษย์อย่างเรา ก็คือจะยืนระยะอยู่ในเกมนี้ได้นานแค่ไหน เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้

ลอง DCA ชีวิตของเราในหลากหลายมิติ เพื่อจะเดินทางไป-กลับขั้วโลกใต้โดยสวัสดิภาพครับ

ชีวิตคนเราควรมีอะไรให้เฝ้ารอ

ชีวิตคนเราควรมีอะไรให้เฝ้ารอ

เปิดปีใหม่มาได้เกือบเดือน หนึ่งคำถามที่ผมมักจะถามน้องในทีมก็คือ “ปีนี้มีแผนการจะทำอะไรบ้าง?”

บางคนบอกว่าจะไปเที่ยวไต้หวัน เที่ยวญี่ปุ่น ถ้าโบนัสดีหน่อยก็อาจไปยุโรป

บางคนวางแผนจะย้ายเข้าคอนโดกับแฟน บางคนเริ่มคิดเรื่องแต่งงาน

บางคนลงเรียนฝึกพูดภาษาอังกฤษ บางคนใกล้จะเรียนจบปริญญาโท

ฟังแล้วก็สบายใจและเอาใจช่วยน้องๆ ที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง


ผมเคยอ่านเจอเคล็ดลับของผู้บริหารท่านหนึ่ง ว่าตอนขึ้นปีใหม่ เขาจะวางแผนล่วงหน้าเลยว่าปีนี้จะไปเที่ยวไหนบ้าง เอาปฏิทินตั้งโต๊ะขึ้นมากาเอาไว้ จะกี่ทริปก็ว่ากันไป

จากนั้นจึงวางแผนเรื่องการทำงานว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การไปเที่ยวในปีนี้ราบรื่นที่สุด

คนปกติจะเอาเวลาทำงานเป็นตัวตั้ง หยุดยาวเมื่อไหร่ค่อยจองโรงแรมไปเที่ยว

แต่ผู้บริหารท่านนี้ตั้งต้นด้วยแผนการท่องเที่ยวของตัวเองก่อน แล้วค่อยหาทางทำให้แผนนั้นเวิร์คด้วยการจัดตารางงานให้ดี

เขาบอกว่าเมื่อแผนการเที่ยวชัดเจน เขาก็จะมีอะไรให้ look forward to และทำให้มีกำลังใจทำงานและมีโฟกัส เพราะรู้ว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้ไปเที่ยวแล้ว

ผมเคยอ่านเจอใครบางคนเขียนไว้ขำๆ ว่า เราจะ productive ที่สุดช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนที่เราจะลาไปเที่ยวยาวๆ

เพราะเราไม่อยากต้องทำงานช่วงเวลาที่เราเที่ยว เราก็เลยต้องเร่งเคลียร์งานของเราให้เสร็จและหาคนมาช่วยรับงานระหว่างที่เราไม่อยู่ เมื่อทำงานโดยมี deadline ที่ชัดเจนและเลื่อนไม่ได้ (วันที่ออกเดินทาง) เราก็เลยกลายเป็นคน super-productive ไปโดยปริยาย

ผมเข้าใจดีว่าบางคนก็ยังไม่ได้เป็นผู้บริหารและไปเที่ยวเยอะๆ ไม่ได้ขนาดนั้น แต่ละคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แต่เราสามารถเรียนรู้จากคนที่ก้าวหน้ากว่าเราและทำตามในสเกลที่เหมาะสมกับเราได้


ใครที่เคยไปเที่ยวสวนสนุกขนาดใหญ่ จะรู้ว่าเครื่องเล่นฮิตๆ ต้องต่อคิวนานมาก และคงอดคิดไม่ได้ว่าจะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเล่นเครื่องเล่นนั้นได้โดยไม่ต้องรอคิวเลย ซึ่งบัตร fast pass ก็เป็นคำตอบหนึ่งแต่มันก็แพงเอาการ

แต่เคยมีคนชี้ให้เห็นว่า การเข้าคิวก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สวนสนุกอยากให้เรามีเช่นกัน

เพราะตอนที่เรารอคิวอยู่ แล้วเงยหน้ามองดูคนบนเครื่องเล่นกำลังกรีดร้องเสียงดังลั่นขณะที่ค้างอยู่ในท่าตีลังกาหรือร่วงหล่นลงมาจากที่สูง ใจเราก็เต้นตามไปด้วย

ยิ่งแถวสั้นลงเท่าไหร่ เสียงกรีดร้องยิ่งทำให้เราตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น แล้วเราก็จะจินตนาการไปล่วงหน้าว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหน มันจะสนุกขนาดไหนกันนะ

เสียงกรีดร้องที่เราได้ยินตอนเข้าคิว ก็เหมือนกับออเดิร์ฟที่มาเรียกน้ำย่อยก่อนที่เมนคอร์สจะมาถึง

การเฝ้ารอที่ยาวนาน จึงเป็นตัวเพิ่มความเข้มข้นของประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี

ลองคิดภาพดูว่าถ้าเราไปสวนสนุกในวันที่ไม่มีคนเลย ไม่ต้องเข้าคิวเลย จะเล่นเครื่องเล่นชิ้นไหนกี่รอบก็ได้ เราจะสนุกจริงหรือ

เพราะความสะดวกและความง่ายดายจนไร้แรงเสียดทานนั้นก็อาจบั่นทอนคุณค่าของประสบการณ์ได้เช่นกัน


ผมอยู่ในแวดวงสตาร์ตอัปมาหลายปี และรู้สึกว่ามีอะไรให้เฝ้ารอมาตลอด

เฝ้ารอโปรดักท์จะเปิดตัว เฝ้ารอที่จะมีผู้ใช้งานครบล้านคน เฝ้ารอที่จะได้เงินระดมทุน เฝ้ารอที่จะได้เป็น unicorn และตอนนี้คือการเฝ้ารอที่จะได้ IPO

แต่ละการเฝ้ารอคือหมุดหมายของการเดินทาง ไม่ต่างอะไรกับจุดเช็คพอยต์ในการวิ่งทางไกล

การเฝ้ารอในที่นี้จึงไม่ใช่การรอเฉยๆ แต่คือการออกวิ่งอย่างไม่ลดละ มันคือความเพียรในการกระทำเพื่อนำเราสู่สถานีต่อไป เหมือนคำพังเพยของชาวแอฟริกันที่ว่า “When you pray, move your feet.”


คนที่สนุกกับงานอาจเฝ้ารอวันจันทร์ (Thank God It’s Monday!) คนที่เหนื่อยกับงานอาจเฝ้ารอวันศุกร์ (TGIF)

คนที่ผลงานดีก็เฝ้ารอวันที่จะได้โบนัส คนที่จ่ายภาษีเกินก็เฝ้ารอวันที่จะได้เงินคืนจากสรรพากร

คนซื้อหวยก็เฝ้ารอวันที่ 1 หรือ 16 คนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพก็เฝ้ารอวันที่จะได้กลับบ้านช่วงหยุดยาว

การเฝ้ารอทำให้เรามีชีวิตชีวา เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรากำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง นั่นหมายความว่าเรากำลังมีความหวัง และความหวังในอนาคตที่ดีกว่าคือสิ่งที่ขับเคลื่อนมนุษย์มานานแสนนาน

ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตมันเหี่ยวเฉา อาจเป็นเพราะเราขาดอะไรให้เฝ้ารอ

นอกจากไม่มีอะไรให้เฝ้ารอแล้ว บางทีเรายังอยากวิ่งหนีสิ่งที่เรากำลังจะเจอด้วยซ้ำ

หากพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพนี้และไม่อยากเป็นแบบนี้ไปตลอด ก็ควรลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง เช่นวางแผนไปเที่ยว ลงเรียนอะไรที่เราอยากเรียนมานาน หรือเริ่มโปรเจ็คเล็กๆ อย่างการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในบ้านหรือภายในร่างกาย

เมื่อตัวเองมีเรื่องให้เฝ้ารอและมีชีวิตชีวามากขึ้นตามสมควรแล้ว ก็ลองคิดถึงหน่วยที่ใหญ่กว่านี้

ครอบครัวเรามีอะไรให้เฝ้ารอรึเปล่า

บริษัทที่เราทำงานอยู่มีอะไรให้เฝ้ารอรึเปล่า

ชุมชนของเรามีอะไรให้เฝ้ารอรึเปล่า

ประเทศไทยมีอะไรให้เฝ้ารอรึเปล่า

ย้ำอีกครั้งว่า เฝ้ารอ = ความหวัง

แน่นอนว่ายิ่งหน่วยใหญ่ขึ้น ความสามารถที่คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็น้อยลง แต่ก็คงไม่ถึงกับเป็นศูนย์เสียทีเดียว

เพราะชีวิตคนเราควรมีอะไรให้เฝ้ารอเสมอครับ

anontawong.com/2023/01/28/something-to-anticipate

ทุกอย่างเป็นความผิดของเราเอง

ผมผ่านไปเจอบทความ Everything is my fault ของ Derek Sivers ที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2012

เห็นว่ามีประโยชน์ เลยขอถอดความมาให้ได้อ่านกันตรงนี้ครับ


ผมเคยโมโหคนอื่นเป็นประจำ เขาโกหกผม เขาหักหน้าผม เขาหายตัวไปเฉยๆ

เห็นแพทเทิร์นอะไรมั้ย “เขาอย่างงั้น-เขาอย่างงี้”

เมื่อใครก็ตามทำให้เราเสียใจ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรู้สึกว่ามันเป็นความผิดของคนนั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็ลองคิดเสียว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง

ผมสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องโกหก

ผมตีความการกระทำที่เขาไม่ได้คิดอะไรว่าเขาจงใจหักหน้าผม

ผมทำให้การหายตัวไปเฉยๆ นั้นดีกว่าการมาปรับความเข้าใจกัน

การคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมนี่มันรู้สึกดีมากเลยนะ!

ดีกว่าการให้อภัยเป็นไหนๆ เพราะเวลาที่เราให้อภัย เราก็ยังคิดอยู่ดีว่าอีกคนเป็นฝ่ายผิด ส่วนเราเป็นผู้ถูกกระทำ

แต่พอคิดเสียว่ามันเป็นความผิดของผม ก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำร้ายผมแล้ว เขาก็แค่เป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ที่ผมสร้างขึ้นมาเอง

และพลังมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมา เราทำอะไรบางอย่างพลาดไป และเราสามารถเรียนรู้จากมันได้

ดังนั้นเราคือคนที่กุมสถานการณ์ และไม่มีใครให้โทษหรือพร่ำบ่นอีกต่อไป

พอคิดได้แบบนี้แล้วรู้สึกดีขนาดนี้ ผมก็เลยคิดเล่นๆ ว่าจะใช้กฎนี้ไปตลอดชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจับได้ว่าตัวเองกำลังโทษคนอื่นหรือโทษอย่างอื่นอยู่ ผมจะบอกตัวเองใหม่ว่ามันเป็นความผิดของผมเอง

คนที่เอาเงินลงทุนของผมไปแล้วหายเข้ากลีบเมฆน่ะเหรอ? ผมผิดเอง ผมควรตรวจสอบคำโฆษณาของเขาให้ดีกว่านี้

คนที่ผมรักมากเพิ่งมาบอกเลิกน่ะเหรอ ผมผิดเอง เพราะผมปล่อยให้ความสัมพันธ์มันย่ำอยู่กับที่

ผมไม่ชอบรัฐบาลน่ะเหรอ ผมผิดเอง ผมสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องและทำสักอย่างได้

รู้สึกมั้ยว่าคิดแบบนี้แล้วเรามีพลังมากขึ้น? ลองเอาไปใช้ดูนะ

บางทีแทนจะใช้คำว่า “ความผิด” เราอาจจะชอบคำว่า “ความรับผิดชอบ” มากกว่าก็ได้ แต่มันก็คือไอเดียเดียวกัน

ลองคิดถึงสิ่งแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา แล้วจินตนาการเสียใหม่ว่าเราเกิดขึ้นกับมันดูครับ (Think of every bad thing that happened to you, and imagine that you happened to it.)


ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Everything is my fault