ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

คำนี้ผมได้มาจากหนังสือ Meaning in Life and Why It Matters ของ Susan Wolf สำนวนแปลโดย ธีรภัทร รื่นศิริ

มันเป็นคำที่สวยงามและชวนให้คิดได้ทั้งกว้างและไกล

ผมเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เราไม่ได้เกิดมาแค่กิน นอน สืบพันธุ์ แสวงหาความสุข ก่อนจะค่อยๆ บุบสลาย

ชีวิตเราน่าจะยังประโยชน์ได้สองอย่าง หนึ่งคือยังประโยชน์ให้ตนเอง และสองคือยังประโยชน์ให้ผู้อื่น

ยังประโยชน์ให้ตัวเอง ในแง่ของการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไป และเรียนรู้ที่จะบรรลุศักยภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี

ยังประโยชน์ให้ผู้อื่น ด้วยการใช้กำลังและสติปัญญาเพื่อคลายความทุกข์ร้อนให้เพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต

เราจะคลายความทุกข์ร้อนได้อย่างไร – ก็ด้วยการทำงาน

ธุรกิจทุกธุรกิจที่ตั้งขึ้นมา ล้วนมีจุดประสงค์ที่จะคลายความทุกข์ร้อนหรือแก้ pain point อะไรสักอย่างทั้งนั้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในธุรกิจใด “ธุระ” ของเราก็คือการคลายความทุกข์ร้อนผ่านงานที่เราทำนั่นเอง

ชีวิตที่ออกดอกออกผลไม่ได้จำกัดแค่ในธุรกิจหรือที่ทำงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างครอบครัวและการสร้างคน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกว่า เราควรกินน้อยๆ แต่มีลูกเยอะๆ และหัวหน้าผมก็บอกว่าถ้าเราเป็นคนที่มีคุณภาพ เราก็ควรช่วยผลิตและสร้างคนที่มีคุณภาพให้สังคมเช่นกัน

เมื่อมีงาน เราจึงควรทำงานให้ดี เมื่อมีลูก เราก็ควรสอนลูกให้ดี เพื่อให้ผลที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเรานั้นหวานอร่อย ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ และในวันที่เราไม่อยู่ตรงนี้

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล ยังประโยชน์ให้แก่ตนและคนรอบข้าง แล้วเราจะมีความสุขได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามและไม่ต้องออกตามหาครับ

อย่ารีบแต่อย่ารอ

ภาษาพระจะใช้คำว่า “ไม่พัก ไม่เพียร”

แต่มันคือแนวทางของคนที่เห็นคุณค่าของเวลา และรู้ว่าจะใช้เวลาอันจำกัดนี้เพื่อบรรลุสิ่งใด

เราไม่ควรรีรอที่จะลงมือทำ ยิ่งอะไรที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีเรายิ่งต้องเริ่มทำเสียแต่วันนี้

ต่อเมื่อได้ลงมือทำแล้ว เราก็ต้องพร้อมให้เวลาทำได้หน้าที่ของมัน หากเราเพิ่งใส่เมล็ดลงดินวันนี้ การหวังจะได้ลิ้มรสผลวันพรุ่งนี้ย่อมผิดกฎธรรมชาติ

ดังนั้นเราจึงไม่ควรรีบร้อนเกินไป หรือเพียรพยายามจนเกินไป เพราะดีเกินดีคือไม่ดี เราทำได้เพียงสร้างเหตุปัจจัย และเมื่อมันถึงพร้อม ผลย่อมจะเกิดให้ควรแก่เหตุ

อย่ารีบแต่อย่ารอ ไม่พักแต่ไม่เพียรครับ

Region-Beta Paradox – เรื่องยิ่งร้ายยิ่งกลายเป็นดี

ลองคิดภาพว่าเย็นวันนี้อากาศไม่ร้อน ค่าฝุ่น PM เป็นสีเขียว แล้วเราอยากจะไปตัดผมที่ร้านหน้าปากซอยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเรา 500 เมตร เราอาจตัดสินใจเดินไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

แต่ถ้าเราคิดจะไปตัดผมกับอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกซอยหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเรา 1 กิโลเมตร เราคงไม่เดิน แต่จะปั่นจักรยานไปแทน และใช้เวลาแค่ 6 นาที

ร้านตัดผมซอยข้างๆ อยู่ไกลกว่าร้านตัดผมหน้าปากซอย แต่เรากลับไปถึงร้านไกลได้เร็วกว่าร้านใกล้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Region-beta paradox (รีจิ้น เบต้า พาราด็อกซ์)

ศัพท์นี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2004 ของ Daniel Gilbert และคณะ มีชื่อว่า The Peculiar Longevity of Things Not So Bad

ประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอก็คือ บางทีการเจอเรื่องร้ายหนักๆ ไปเลยอาจจะดีกว่าการเจอเรื่องร้ายแบบเบาๆ เพราะถ้าเราเจอความทุกข์ที่พอทนได้ เราก็จะยอมทนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเจอเรื่องร้ายแบบเกินจะทน เราอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีงานประจำที่เราไม่ได้ชอบ เงินเดือนพอถูไถ หัวหน้าโหดไปนิด แต่เพื่อนร่วมงานก็โอเค เราก็อาจทำงานนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเราดันเจอหัวหน้าแย่ๆ เพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้ง เราอาจตัดสินใจหางานใหม่ และได้งานที่ใช่กว่าเดิม

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากแฟนที่เราคบนั้นยังไม่คลิก แต่ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะคบกับเขาไปแบบเบื่อๆ อยากๆ

แต่หากคนที่เราคบเขานิสัยแย่มาก แถมยังมานอกใจเราอีก เราก็อาจจะบอกเลิก และอาจได้แฟนใหม่เป็นคนที่ใช่มากกว่าเดิม

ประเด็นที่จะสื่อไม่ใช่ให้เราหางานใหม่หรือหาแฟนใหม่ แต่ให้ตระหนักว่าอะไรที่ทำให้เราเจ็บรอนๆ พอทนได้ เราก็จะเคยชินและอาจจะ “ติด” อยู่กับสิ่งนั้นไปอย่างยาวนาน แต่อะไรก็ตามที่มันเจ็บเกินจะทน มันจะมี activation energy ที่มากพอให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจนสุดท้ายแล้วเราได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า


ผมเองก็เคยเจอปรากฎการณ์ที่ออกแนว region-beta paradox ด้วยเช่นกัน

สมัยมัธยมปลายที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์ ผมพยายามจะเล่นกีตาร์โซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger ของวง Oasis แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน

จนกระทั่งช่วงปิดเทอม ผมไปนอนบ้านเพื่อนอีกเมืองหนึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใช้ชีวิตแบบไร้ระเบียบสุดๆ นอนตีสี่ ตื่นเที่ยง สั่งพิซซ่ามากิน เช่าหนังมาดู เล่นเกม ดื่มเบียร์ นั่งคุยกับเพื่อนจนรุ่งสาง วนหลูปตลอด 7 วัน

เมื่อกลับถึงบ้าน พร้อมเงินในกระเป๋าที่หายไปไม่น้อย ผมก็รู้สึกโกรธตัวเองว่าทำตัวได้ไร้สาระมาก self-esteem ตกต่ำ ก็เลยอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อชดเชย

และสักอย่างที่ว่าก็คือการตั้งใจฝึกโซโล่เพลง Don’t Look Back in Anger อย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งเล่นได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพยายามมาหลายครั้งก็ไม่เคยสำเร็จ

ข้อสรุปที่ผมได้จาก region-beta paradox ก็คือ

หนึ่ง เราควรสำรวจชีวิตเรามีอะไรที่มัน “ร้าว” อยู่หรือไม่ แต่เป็นการร้าวแบบที่เราทนได้หรือเคยชินไปแล้ว

สอง อะไรที่มันร้าวและพอจะซ่อมได้ ก็ควรลงมือซ่อม – fix what’s broken

สาม แต่อะไรที่มันเกินจะซ่อม บางทีอาจจะคุ้มกว่าถ้าเรายอมให้มัน “แตกหัก” ไปเสีย เพื่อที่จะได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่

แน่นอนว่ามีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสที่ในระยะยาวแล้วชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ให้ทำนำพูด

ทำ 10 พูด 7 -> OK

ทำ 7 พูด 10 -> ไม่ค่อย OK

ทำ 0 พูด 10 -> ควรหลีกเลี่ยง

พูดว่าจะทำสิ่งนั้น/สิ่งนี้ -> ก็เท่ดี

พูดว่าได้ทำสิ่งนั้น/สิ่งนี้แล้ว -> เท่กว่า

Don’t talk about doing it. Talk about having done it.

พูดให้น้อย ทำให้เยอะ

ทำก่อน พูดทีหลัง

ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น

สิ่งสำคัญ คือให้ทำนำพูดเสมอครับ

พรุ่งนี้เอาใหม่

เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องปัญหาหนักใจ และมีความคิดว่าอยากจะล้มเลิกไปให้รู้แล้วรู้รอด ผมมักจะบอกให้ใจเย็น พักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยๆ คิด

เพราะการหยุดนั้นมันง่าย จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ สัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าค่อยเลิกก็ยังไม่สาย ดังนั้นให้ผัดผ่อนการยอมแพ้ออกไปก่อน

ผมเองก็คุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ เพราะเขียนบล็อกมา 8 ปี หลายครั้งที่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร และหลายครั้งที่ตั้งใจเขียนเป็นอย่างยิ่งแต่กลับมีคนอ่านน้อยจนใจแฟ่บ โชคดีที่พลังงานที่ใช้ในการเขียนบล็อกนั้นยังอยู่ในวิสัยที่ไม่เบียดเบียนตัวเองเกินไป เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด ผมจึงมักบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่”

“Courage doesn’t always roar. Sometimes courage is the little voice at the end of the day that says I’ll try again tomorrow.”

Mary Anne Radmacher

เสียงเล็กๆ ในหัวว่าพรุ่งนี้จะกลับมาอีกครั้ง อาจไม่ได้ฟังดูอาจหาญเท่ากับการเผชิญหน้าสิ่งอันตรายทางกายภาพ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสัญลักษณ์และสัญญาณว่าเรายังไม่ยอมแพ้ และจะไม่เดินหนีจากสิ่งที่เรารักไปโดยง่าย

ถ้าวันไหนรู้สึกว่าท้องฟ้าสีหม่นๆ เจอคนใจร้าย หรือคล้ายโดนโชคชะตารังแก เราอย่าผลีผลามที่จะทำอะไรหุนหัน

แค่ลุกออกจากที่นั่ง ไปทำอย่างอื่นให้ใจคลาย

แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่” ดูครับ