เมื่อขาดความมุ่งหมายเราจะเมามายกับกิเลส

“A man who lacks purpose distracts himself with pleasure.”
-Anonymous

เมื่อชีวิตไร้ทิศทาง เราจะรู้สึกอ้างว้างท่ามกลางความวุ่นวาย

เมื่อทำงานเสร็จตามหน้าที่ เมื่อมีเวลาว่าง เราจะรู้สึกโหลงๆ โหวงๆ เหมือนมีอะไรขาดหายไป เหมือนควรจะมีความสุขแต่ดันไม่มี

เมื่อไม่อาจทานทนกับรอยรั่วในใจ เราจึงทำอะไรเพื่อหลบหลีกความรู้สึกนั้น

อาจจะเป็นการนอนไถฟีด อาจจะดูเน็ตฟลิกซ์ทีเดียว 10 ตอน อาจเข้าเว็บกดเอฟของแบบกระหน่ำ

สิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นคือความเพลิดเพลิน แต่เมื่อจบกิจกรรมความรู้สึกว่างเปล่าก็ยังกลับมาหลอกหลอน

Charles Kingsley เคยกล่าวไว้ว่า

“We act as though comfort and luxury were the chief requirements of life, when all that we need to make us happy is something to be enthusiastic about.”

การจะได้มาซึ่งความสุข บางทีเราไม่ได้ต้องการของหรูดูแพง เราแค่ต้องการบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีไฟ

และหนึ่งในวิธีจุดไฟ คือการหาจุดมุ่งหมายของตัวเองให้เจอ

จุดมุ่งหมายนั้นคล้ายดาวเหนือ ที่ทำให้เรารู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง เราไม่รู้หรอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะแม้กระทั่งจะไปถึงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้เราไม่สะเปะสะปะทั้งทางกายและทางใจ

ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ เมื่อเรารูู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัว

เมื่อเราไม่กลัว เราก็ไม่ต้องหลบหลีก เราไม่ต้องวิ่งหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว (pleasures)

หากเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับกองกิเลสมากเกินไป ความผิดอาจไม่ใช่มือถือหรือเน็ตฟลิกซ์ แต่มันคือตัวเราที่ไม่เคยหยุดคุยกับตัวเอง

หาจุดมุ่งหมายของเราให้เจอ อย่างน้อยก็สักหนึ่งอย่าง

แล้วอะไรที่เคยทำให้เราหลงทางจะไม่อาจทำร้ายเราได้อีกต่อไป

อย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป

คนจำนวนไม่น้อยน่าจะตกอยู่ในวังวนนี้

เมื่อทำอะไรล้มเหลว เรามักจะโทษความโชคร้าย

เมื่อทำอะไรสำเร็จ เราจะบอกว่าเป็นฝีมือของเราเอง

แต่เอาเข้าจริง ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมีทั้งโชคและฝีมือเป็นปัจจัย

บางคนทำถูกทุกอย่าง แต่จังหวะเวลาไม่เป็นใจก็อาจไม่ปัง

บางคนทำเหมือนคนแรก แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็รุ่งโรจน์ได้อย่างไม่คาดฝัน

สิ่งที่ควรระวัง คืออย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป ว่าที่เรามาถึงจุดนี้ได้เพราะความเก่งกาจของเราล้วนๆ

เพราะมันจะทำให้เรากำเริบเสิบสาน อัตตาเปี่ยมล้น เราจะกลายเป็นคนไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว

เมื่อไหร่ที่เราสำเร็จ ให้ชื่นชมตัวเองในความพยายาม และให้ขอบคุณอะไรบางอย่างที่เปิดทางให้งานของเราออกดอกออกผลครับ

10 นาทีในวันนี้ดีกว่า 10,000 นาทีในอนาคต

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือ Chasing Daylight ที่เขียนโดย Eugene O’Kelly อดีต CEO ของ KPMG

โอเคลลี่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้หลังจากรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งสมอง และเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียง 3 เดือนครึ่ง

คำแนะนำในหนังสือที่ผมจำได้ดีเป็นพิเศษก็คือ “Move it up” – เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

ถ้าคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างในอนาคต ให้เลื่อนมันมาให้เร็วขึ้น

อยากจะเรียนกีตาร์? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

อยากจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยว? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

อยากจะเริ่มออกกำลังกาย? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเวลาในอนาคตเรานั้นมีเหลืออยู่เท่าไหร่ หรือมีอยู่จริงรึเปล่า

แน่นอนว่าหลายเรื่องก็ทำตอนนี้ไม่ได้ ต้องทำงานเก็บเงินกันก่อน

แต่หลายเรื่องเราสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ แม้ว่ามันจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่นั่นอาจไม่ใช่เหตุผลที่ดีเพียงพอที่จะบอกว่า “รอให้เราพร้อมกว่านี้ก่อนแล้วค่อยทำ”

เพราะการอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเสมอไป

บางคนอาจจะอยากจะเขียนนิยายมานานแล้ว โดยจินตนาการไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะมีเวลาว่างติดต่อกัน 2 สัปดาห์โดยที่ไม่มีใครมารบกวน และเมื่อนั้นแหละเขาจะรังสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยมออกมาได้แน่นอน

แต่ถ้าตลอดสิบปีที่ผ่านมาเราไม่เคยหาเวลาแบบนั้นได้เลย แล้วอะไรกันที่ทำให้เรามั่นใจว่าจะหาเวลาได้ในอนาคต?

แทนที่จะฝันหวานถึงเวลาที่มีมากมายในภายภาคหน้า ทำไมเราไม่ลองเริ่มต้นจาก 10 นาทีที่เราพอมีเหลือในวันนี้

สิบนาทีนั้นน้อยนิดมากจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นจากวันนี้สิบนาที พรุ่งนี้อีกสิบนาที ผ่านไปหนึ่งเดือนเราจะได้ใช้เวลาเขียนนิยายถึง 5 ชั่วโมง

ถ้าเรามีอะไรที่อยากทำมานาน ลอง move it up ดูนะครับ แม้ว่ามันจะจำกัดจำเขี่ยแค่ไหน แม้ว่าเราจะไม่สามารถสร้างอะไรได้มากนักก็ตาม

เพราะ 10 นาทีในวันนี้มีค่ากว่า 10,000 นาทีในอนาคตครับ

บทเรียนที่ Jack Welch ได้รับจากเหตุการณ์เฉียดตาย

Jack Welch เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่โด่งดังที่สุดในยุค 90’s และ Y2K

เวลช์คืออดีต CEO ของ GE (จีอี) หรือ General Electric ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในปี 1995 เวลช์มีอาการหัวใจวาย จนต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินและรอดชีวิตมาได้

เคยมีเพื่อนถามเวลช์ว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เวลช์ตระหนักอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น

เวลช์ตอบว่าความคิดที่แล่นมาในหัวของเขาในตอนนั้นก็คือ

“Damn in, I didn’t spend enough money.”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่า ณ วินาทีแห่งความเป็นความตาย CEO บริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในโลกกลับคิดเสียดายว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้จ่ายเงินน้อยไปหน่อย

เวลช์อธิบายเพิ่มเติม:

“เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากพื้นเพของเรา ตอนเด็กๆ ผมยากจนมาก โตขึ้นผมเลยกลายเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เหนียว ถ้าจะซื้อไวน์ผมก็จะซื้อไวน์ราคาถูกตลอด เวลาสั่งไวน์ที่ร้านอาหารผมจะดูราคาก่อนเสมอ ตอนที่ผมรู้ตัวว่าความตายรออยู่ตรงหน้า ผมตั้งปณิธานเอาไว้เลยว่าจากนี้ไปผมจะไม่ยอมซื้อไวน์ราคาถูกกว่า $100 อีกเด็ดขาด นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากประสบการณ์ครั้งนั้น”

ความประหยัดมัธยัสถ์เป็นเรื่องดี เพราะมันจะทำให้เราสามารถเก็บหอมรอมริบและมีความมั่นคงในอนาคต

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี หากเราเอาแต่เก็บเงินโดยไม่ใช้มันเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนที่เรารักบ้างเลย เงินที่เรามีก็ย่อมสูญเสียความหมายและคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็น

สิ่งที่ผมเชื่อก็คือนิสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้นถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เรายังเด็ก แม้เวลาจะผ่านพ้นไป บริบทจะเปลี่ยนไป และฐานะทางการเงินเราจะดีขึ้นมาก แต่เราอาจจะยังติดนิสัยเดิมๆ ที่ยังประหยัดเกินความจำเป็นอยู่ก็ได้

ความสนุกและท้าทายคือเราจะบริหารความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินอย่างไร เพื่อให้มันสร้างความมั่นคงกับเราในอนาคตโดยไม่ปล้นความสุขในปัจจุบันไปจนเกินควรครับ


ขอบคุณคำตอบของ Jack Welch จาก The New Yorker: Was Jack Welch the Greatest C.E.O. of His Day — or the Worst?

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่า เมื่อเราจะ Say Hello กับใครเป็นครั้งแรก เราก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่าวันหนึ่งเราต้อง Say Goodbye กับเขาเช่นกัน

ฉายภาพให้เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว

เริ่มจากโมเมนต์แรกพบ ช่วงเวลาที่รวบรวมความกล้า ก่อนจะเข้าไปกล่าวสวัสดีด้วยวาจาเพื่อทำความรู้จัก ถ้าอีกฝ่ายตอบรับก็ได้สานสัมพันธ์ ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจก็คงต้อง say goodbye กันตรงนั้น

สำหรับคู่ที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นแฟน อัพเกรดเป็นสามี-ภรรยา เป็นพ่อ-แม่ และเป็นปู่-ย่า-ตา-ยาย เมื่ออยู่ด้วยกันมายาวนานเพียงพอก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย

หนังรักทุกเรื่องจึงมีฉากโศกนาฎกรรมรออยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว ทุกความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนวัยเด็กที่เล่นด้วยกันในหมู่บ้าน เพื่อนสนิทที่โรงเรียน อาจารย์ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง สัตว์เลี้ยง รวมถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่เรารักที่สุดอย่างลูกเราด้วย

ยิ่งผูกพันยิ่งรักกันมากเท่าไหร่ ตอนต้องจากก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่ยังไม่เข้าใจความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

เมื่อเรายังอาศัยอยู่ในทวิภาวะหรือ dualism เมื่อเกิดสิ่งหนึ่งจึงเกิดขั้วตรงข้ามขึ้นเสมอ

เมื่อมีหัวก็ย่อมมีก้อย เมื่อมีน้อยก็ย่อมมีมาก เมื่อมีรักก็ย่อมมีชัง เมื่อมีหยางก็ย่อมมีหยิน

เมื่อมีเกิดย่อมมีตาย เมื่อมีทักทายย่อมมีบอกลา เมื่อมีเข้ามาย่อมมีจากไป

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอย่าทักทายใครเพราะมันจะทำให้เราเจ็บทีหลัง

ตรงกันข้าม เมื่อเราระลึกได้ว่าทุกความสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว เราล้วนเป็นแค่ผู้โดยสารที่เผอิญขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อถึงปลายทางของแต่ละคนก็ต้องลงจากรถคันนี้ไป

เมื่อตระหนักได้ถึงความชั่วคราวของความรักและคนที่เรารักที่สุด เราจะได้หยุดเห็นคนเหล่านั้นเป็นของตาย เราจะได้ไม่ take things for granted

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

แต่ก่อนต้องจากไกล เรามาทำให้ช่วงเวลาระหว่าง Hello กับ Goodbye นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย จะได้ระลึกถึงด้วยรอยยิ้มครับ