ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ผมกับภรรยาเพิ่งพาลูกๆ ไปเที่ยวหัวหินเมื่อวันจันทร์-พุธที่ผ่านมาครับ

เป็นสามวันที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่

“ปรายฝน” ลูกสาววัย 7 ขวบครึ่ง เริ่มมีความคิดความอ่านลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีคำถามที่ผมกับแฟนตอบไม่ได้ เช่นใครสร้างโลก ใครสร้างพระเจ้า

ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 5 ขวบครึ่งก็ถามเจื้อยแจ้วตลอดเวลา

หนึ่งในประเด็นที่ใกล้รุ่งชอบถาม คือความเชื่องช้าของทุกอย่างรอบตัว

“ทำไมถึงโรงแรมช้าจัง” (เพิ่งออกจากบ้านมา 20 นาที)

“ทำไมอาหารมาช้าจัง” (เพิ่งสั่งไป 3 นาที)

“ทำไมน้ำเต็มช้าจัง” (เพิ่งเปิดน้ำใส่อ่าง)

ได้ยินบ่อยๆ เข้า ผมก็เลยตอบไปว่า

“มันไม่ได้ช้าเกินไปหรอก แค่ใกล้รุ่งยังรอไม่เป็นเฉยๆ”


Oliver Burkeman เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ประเด็นเรื่องความใจร้อนของคนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ห้องกินข้าวที่บริษัทมักจะมีตู้ไมโครเวฟให้พนักงานเอาอาหารมาอุ่นได้

บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าหน้าปัดของไมโครเวฟไม่ได้ขึ้นเลข 00:00 แต่ขึ้นเลขหลักหน่วยหรือสิบวินาทีกว่าๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนก่อนหน้าเราเขาหยุดการทำงานไมโครเวฟก่อนที่เวลาที่ตั้งไว้จะหมดลง

ยกตัวอย่างเช่น เขาอาจจะตั้งเวลาอุ่นโจ๊ก 2 นาที พอถึงนาทีที่ 1:53 ก็เปิดตู้หยิบโจ๊กออกมา หน้าปัดเลยโชว์เวลา 00:07

มองมุมหนึ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ครบเวลาเพราะโจ๊กน่าจะอุ่นพอแล้ว

แต่มองอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นเพราะเขารออีก 7 วินาทีไม่ไหว

อีกตัวอย่างที่ Burkeman พูดถึงในหนังสือ ก็คือเราจะหงุดหงิดมากหากเว็บโหลดช้า

เว็บไหนที่ใช้เวลาเกิน 3 วินาทีเพื่อจะโหลด คนไม่น้อยจะปิดหน้านั้นทิ้งไปเลย

เราไม่มีปัญหากับการรอจดหมาย 3 วัน (หรือนานกว่านั้น) แต่เราหงุดหงิดเหลือเกินกับการรอเว็บโหลด 3 วินาที

เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้นก็จริง แต่ความคาดหวังของคนเราวิ่งไปเร็วกว่าเทคโนโลยีเสียอีก

เหมือนสมการความสุขที่บัญญัติไว้ว่า

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ไม่ว่าความจริงจะดีเพียงใดก็ตาม หากความคาดหวังยังสูงกว่าความจริง เราจะมีความสุขไม่ได้เลย


ในฐานะ HR ผมได้รับโอกาสไปบรรยายหรือร่วมเสวนาอยู่เนืองๆ

ตอนท้ายรายการ พิธีกรมักจะถามผมว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับเด็กรุ่นใหม่มั้ย

หนึ่งในคำตอบที่ผมให้อยู่บ่อยๆ ก็คือ “จงเป็นคนที่รอได้”

เพราะเด็กรุ่นใหม่โตมากับมือถือและ 4G อยากหาอะไร อยากซื้ออะไรก็ได้ทันที กล้ามเนื้อการรอคอยเลยไม่ค่อยได้รับการบำรุง

วัยรุ่น Y2K อย่างผมเกิดทันยุคที่คนยังเขียนโปสท์การ์ดหากัน ยังส่งข้อความผ่านแพ็คลิงค์ เริ่มหัดใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็ม 56K ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการรอคอยเป็นอย่างดี แม้ระยะหลังจะอ่อนซ้อมไปบ้างแต่ก็ยังมีวิชานี้ติดตัว

เมื่อเราเป็นคนที่รอได้ เราจะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ แล้วเวลาจะได้สำแดงคุณค่าแห่งประโยชน์ทบต้น

เพราะสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ – Good things take time.

ทุกอย่างในชีวิตจึงใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็น

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ฝรั่งมีสำนวนหนึ่งที่ผมชอบ – “In the grand scheme of things” ตัวอย่างเช่น

“None of that really mattered, though, in the grand scheme of things.”

“I was disappointed not to get the job, but it’s not that important in the grand scheme of things.”

ในพจนานุกรมของเคมบริดจ์ แปลสำนวนนี้ว่า “all things considered” – เมื่อคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

มันคือการคิดโดยซูมออกมาให้เห็นภาพใหญ่ ว่าเรื่องที่เรากำลังเดือดเนื้อร้อนใจอาจไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่คิด

ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องชั่วคราว และมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวได้เก่งกาจ

ไม่ว่าจะเลิกกับแฟน ทำธุรกิจเจ๊ง ประสบอุบัติเหตุ ตอนที่เราเจอเหตุการณ์ย่อมเจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ ความทุกข์ร้อนจะลดทอนความหมายลงไปเรื่อยๆ

ผมเคยชวนเพื่อนมาอยู่บริษัทซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในฐานะสตาร์ตอัป แต่เพื่อนก็ไม่กล้าย้ายมา คงเพราะกลัวจะขาดความมั่นคงและเพราะกำลังวางแผนจะสร้างครอบครัว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

แต่ตอนที่ผมโดนชวนมาทำสตาร์ตอัป ผมปรึกษากับแฟนแล้วว่าถ้าทำแล้วเวิร์คเราก็น่าจะมีความสุขและเติบโตไปกับมัน แต่ถ้าไม่เวิร์คเราก็แค่หางานใหม่ คิดว่ายังไงก็คงไม่อับจนหนทาง

การตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ในแง่ที่มันไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อมองในระดับ in the grand scheme of things แล้ว โอกาสน้อยมากที่การตัดสินใจครั้งใดจะทำให้ชีวิตเราพังจนยากเกินกอบกู้

สมัยที่ผมเขียนบล็อกใหม่ๆ ผมเคยกังวลใจว่าทำไมจำนวน follower ไม่ค่อยกระเตื้อง แต่พอคิดได้ว่าผมตั้งใจจะเขียนบล็อกไปอีก 20-30 ปีอยู่แล้ว การบรรลุยอดผู้ติดตามภายในเวลาที่กำหนดจึงไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญอีกต่อไป และผมก็มีความกล้ามากขึ้นที่จะทดลองอะไรหลายๆ อย่าง แม้ว่าบางบทความจะแป้ก แต่เมื่อคำนึงว่ามันจะเป็นเพียงหนึ่งในหลายพันบทความที่ผมจะได้เขียน ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่า ดีกว่าปล่อยให้คาใจเพราะเราไม่กล้าที่จะลอง

เช่นเดียวกับการลงทุน บางอย่างที่ผมลงเงินแล้วขาดทุนไป 70% ก็รู้สึกใจหาย แต่เมื่อมองว่ามันอาจเป็นเพียงไม่ถึง 3% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามี ก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา*

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่ายังยึดติดอยู่กับกรอบเดิมๆ อาจเป็นเพราะเรามองใกล้เกินไป ปัญหาที่กลัวจึงดูยิ่งใหญ่เกินจริง – but in the grand scheme of things, they don’t really matter.

ถ้าเรามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงครับ


* วลี “เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา” ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมาจากนิยาย “ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน” ของประภัสสร เสวิกุล ครับ

เมื่อขาดความมุ่งหมายเราจะเมามายกับกิเลส

“A man who lacks purpose distracts himself with pleasure.”
-Anonymous

เมื่อชีวิตไร้ทิศทาง เราจะรู้สึกอ้างว้างท่ามกลางความวุ่นวาย

เมื่อทำงานเสร็จตามหน้าที่ เมื่อมีเวลาว่าง เราจะรู้สึกโหลงๆ โหวงๆ เหมือนมีอะไรขาดหายไป เหมือนควรจะมีความสุขแต่ดันไม่มี

เมื่อไม่อาจทานทนกับรอยรั่วในใจ เราจึงทำอะไรเพื่อหลบหลีกความรู้สึกนั้น

อาจจะเป็นการนอนไถฟีด อาจจะดูเน็ตฟลิกซ์ทีเดียว 10 ตอน อาจเข้าเว็บกดเอฟของแบบกระหน่ำ

สิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นคือความเพลิดเพลิน แต่เมื่อจบกิจกรรมความรู้สึกว่างเปล่าก็ยังกลับมาหลอกหลอน

Charles Kingsley เคยกล่าวไว้ว่า

“We act as though comfort and luxury were the chief requirements of life, when all that we need to make us happy is something to be enthusiastic about.”

การจะได้มาซึ่งความสุข บางทีเราไม่ได้ต้องการของหรูดูแพง เราแค่ต้องการบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีไฟ

และหนึ่งในวิธีจุดไฟ คือการหาจุดมุ่งหมายของตัวเองให้เจอ

จุดมุ่งหมายนั้นคล้ายดาวเหนือ ที่ทำให้เรารู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง เราไม่รู้หรอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะแม้กระทั่งจะไปถึงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้เราไม่สะเปะสะปะทั้งทางกายและทางใจ

ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ เมื่อเรารูู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัว

เมื่อเราไม่กลัว เราก็ไม่ต้องหลบหลีก เราไม่ต้องวิ่งหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว (pleasures)

หากเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับกองกิเลสมากเกินไป ความผิดอาจไม่ใช่มือถือหรือเน็ตฟลิกซ์ แต่มันคือตัวเราที่ไม่เคยหยุดคุยกับตัวเอง

หาจุดมุ่งหมายของเราให้เจอ อย่างน้อยก็สักหนึ่งอย่าง

แล้วอะไรที่เคยทำให้เราหลงทางจะไม่อาจทำร้ายเราได้อีกต่อไป

อย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป

คนจำนวนไม่น้อยน่าจะตกอยู่ในวังวนนี้

เมื่อทำอะไรล้มเหลว เรามักจะโทษความโชคร้าย

เมื่อทำอะไรสำเร็จ เราจะบอกว่าเป็นฝีมือของเราเอง

แต่เอาเข้าจริง ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมีทั้งโชคและฝีมือเป็นปัจจัย

บางคนทำถูกทุกอย่าง แต่จังหวะเวลาไม่เป็นใจก็อาจไม่ปัง

บางคนทำเหมือนคนแรก แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็รุ่งโรจน์ได้อย่างไม่คาดฝัน

สิ่งที่ควรระวัง คืออย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป ว่าที่เรามาถึงจุดนี้ได้เพราะความเก่งกาจของเราล้วนๆ

เพราะมันจะทำให้เรากำเริบเสิบสาน อัตตาเปี่ยมล้น เราจะกลายเป็นคนไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว

เมื่อไหร่ที่เราสำเร็จ ให้ชื่นชมตัวเองในความพยายาม และให้ขอบคุณอะไรบางอย่างที่เปิดทางให้งานของเราออกดอกออกผลครับ