แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

เมื่อมีสิ่งที่เราอยากทำให้เป็นนิสัย แต่ยังทำได้ไม่สม่ำเสมอ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือบอกตัวเองว่า “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี”

ผมชอบการวิดพื้น เพราะใช้เวลาน้อยและทำเมื่อไหร่ก็ได้ โดยผมมักจะวิดพื้นก่อนอาบน้ำ

แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมเพิ่งอิ่มจากข้าวเช้า หรือเพิ่งไปวิ่งมาเหนื่อยๆ ทำให้ไม่พร้อมวิดพื้น เพราะรู้สึกว่าถ้าวิดไปก็คงทำได้ไม่กี่ครั้ง

แต่ผมก็ตระหนักได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องวิดพื้นให้มากเท่าที่ปกติเราวิดได้

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าจำนวนหรือสถิติ คือการ “กรุยทาง” ในหัวสมองของเรา มันคือการสร้าง neural pathway ที่จะทำให้กิจกรรมนี้มีแรงต้านน้อยลงเรื่อยๆ

ยิ่ง neural pathway นี้ถูกใช้บ่อยเท่าไหร่ กิจกรรมนี้ก็จะยิ่งกลายมาเป็นธรรมชาติของเรามากขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือมันจะกลายเป็นอุปนิสัยหรือ habit นั่นเอง

เวลาที่ผมรู้สึกไม่อยากวิดพื้นเพราะร่างกายไม่พร้อม ผมจะบอกตัวเองว่า “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี” เพื่อให้ตัวเองได้ลงไปวิดพื้น บางครั้งก็วิดแค่ครั้งเดียวจริงๆ แต่หลายครั้งก็ทำได้มากกว่านั้น

ยังมีอีกหลายนิสัยที่เราใช้แนวคิด “แค่ 1 ครั้งก็ยังดี” ได้

เขียนไดอารี่แค่ 1 บรรทัดก็ยังดี

อ่านหนังสือแค่ 1 ย่อหน้าก็ยังดี

เขียน To Do List แค่ 1 ข้อก็ยังดี

เรียนภาษาจีนด้วยแอปแค่ 1 นาทีก็ยังดี

นั่งสมาธิแค่ 1 นาทีก็ยังดี

วิ่งแค่ 1 กิโลเมตรก็ยังดี – ถ้าวิ่งไม่ไหว แค่เดินก็ยังดี

แรกๆ อาจจะฝืนหน่อย เพราะการทำแค่หนึ่งครั้งหรือหนึ่งนาทีมันดูเหมือน “ความล้มเหลว” เพราะมันต่ำกว่ามาตรฐานที่เราควรทำได้ไปเยอะ

แต่เราไม่ควรเทียบกับตัวเองในวันที่ดีที่สุด เราไม่ควรแม้กระทั่งเทียบกับตัวเองในวันธรรมดา

เราควรเทียบกับตัวเองในวันที่เรา “เท” สิ่งนั้น

เมื่อเทียบกับ 0 อย่างไร 1 ก็ย่อมมากกว่า

ให้ระลึกเสมอว่า เป้าหมายหลักคือการทำซ้ำ เพื่อให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา แล้วเราจะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ จากมันได้เมื่อเวลาผ่านไปนานเพียงพอ

แค่ 1 ครั้งก็ยังดี

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

บางทีเราต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือ

โอดิสเซียส หรือ โอดิสซูส (Odysse͜ús) เป็นตัวเอกในมหากาพย์เรื่องโอดิสซีย์ของโฮเมอร์

หนึ่งในฉากที่เราคุ้นเคยกันดี (อาจจะเพราะเคยอ่านโดราเอม่อน) คือฉากที่โอดิสเซียสต้องเผชิญกับไซเรน

ไซเรนคือสิ่งมีชีวิตครึ่งนกครึ่งคน ตัวเป็นนกขนาดใหญ่หัวเป็นหญิงสาว ทั้งตัวเต็มไปด้วยขนนกและมีกรงเล็บน่ากลัวสำหรับขยุ้มเหยื่อ

พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะหินเล็กๆ สามเกาะ ซึ่งชาวโรมันเรียกว่า Sirenum scopuli เป็นที่ที่น่าสยดสยองเพราะเต็มไปด้วยกองกระดูกจำนวนมาก

เมื่อใดที่มีเรือผ่านเข้าไปใกล้แถบถิ่นของพวกนาง ไซเรนจะส่งเสียงเพลงหวานล่อลวงลูกเรือให้เหล่ากะลาสีหลงใหลถึงขั้นกระโดดทะเลลงมาหา

และหากกะลาสีนั้นว่ายไปถึงเกาะที่นางอยู่ ชะตาก็ขาด ต้องโดนเหล่านางไซเรนรุมทึ้งกินเนื้อ บางทีกะลาสีทั้งลำซึ่งหลงเสียงนาง อาจพาเรือเข้าใกล้แนวหินโสโครกบริเวณเกาะที่พวกนางอยู่ ในที่สุดเรือก็แตกเพราะชนกับหิน

“สิ่งแรกที่ท่านจะต้องผ่านก็คือตำแหน่งที่เหล่านางไซเรนอยู่” เซอร์ชีเตือน “เมื่อพวกนางเห็นเรือของท่าน นางก็จะส่งเสียงร้องเพลง เสียงนั้นจะหวานยิ่งนัก แต่ใครก็ตามที่หลงใหลจนพาเรือเข้าใกล้ ลูกเมียจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย ทางเดียวที่จะผ่านนางไซเรนไปได้คือไม่ฟังเสียงเพลงของนาง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด”

โอดิสเซียสฟังคำเตือนนั้นก็เตรียมตัวเผชิญภัย ครั้นเรือของเขาแล่นผ่านที่อยู่ของคณานางไซเรน เขาก็สั่งให้คนของเขาเอาขี้ผึ้งมาอุดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงเพลง แต่โอดิสเซียสอยากรู้ว่าเพลงนั้นหวานแหววเพียงใด จึงสั่งให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรือ เมื่อผ่านไปถึงที่ และนางไซเรนเริ่มร้องเพลง

เสียงนั้นเร้าโอดิสเซียสให้กระวนกระวายร้อนรนอยากเข้าไปหา ถึงขนาดที่เขาสั่งให้คนแก้มัด แต่ลูกเรือ (ซึ่งไม่ได้ยินเสียงเพลงไปด้วย) รับรู้ฤทธิ์เสียแล้วจึงยิ่งมัดนายให้แน่นเข้ารอจนกว่าเสียงนางไซเรนจางหายและโอดิสซิอัสได้สติ จึงปล่อยตัวเขา


เวลาผ่านไปหลายพันปี แต่ “ไซเรน” ก็ยังอยู่

บริษัทมากมายกำลังส่งเสียงเพลงหวาน เชิญชวนให้เรากระโดดน้ำลงไปหา

เราทุกคนล้วนเคยตั้งใจจะเล่นมือถือแค่แป๊บเดียว รู้ตัวอีกทีเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง

หรือตั้งใจจะดูซีรี่ส์ต่อแค่ตอนนี้ รู้ตัวอีกทีก็เกือบตีสาม

หรือตั้งใจจะซื้อของแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วค่อยมาตกใจกับตัวเลขใน Statement บัตรเครดิต

แต่ก่อนไซเรนยังอาศัยอยู่แค่สามเกาะ ตอนนี้ไซเรนอาศัยอยู่ทุกเกาะ

ต่อให้มีพลังใจมากแค่ไหน แต่เราคงต้านมันไว้ตลอดไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าที่ผ่านมาเราพลาดท่าเสียทีบ่อยครั้ง ก็อย่าหลอกตัวเองว่าคราวหน้าเราจะชนะใจตัวเองหรือชนะกลไกที่ tech company ออกแบบมาอย่างดี ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วกับ users นับร้อยล้าน-พันล้านคน

เราจึงควรหาวิธีป้องกันตัวเอง ด้วยการปิด notifications ด้วยการเอามือถือไว้นอกห้องนอน ด้วยการไม่เริ่มดูซีรี่ส์ตอนสี่ทุ่มวันธรรมดา ด้วยการเขียน to do list ในวันหยุด

ถ้าไม่อยากให้เรือชีวิตชนโขดหิน บางทีเราก็ต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : ไซเรน เสียงหวานผลาญชีพ โดย : คอสมอส ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน

ขอบคุณภาพจาก Wikiepedia Commons File:Bardo Mosaic Ulysses.jpg

อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง

ใครที่อายุเกิน 40 น่าจะเคยเล่นเกม Contra บนเครื่อง Famicom

เกมคอนทรามีสูตรที่กดแล้วสามารถเพิ่มชีวิตจาก 3 เป็น 30 ชีวิตได้

สูตรที่ว่าก็คือ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start”

ถ้าเรากดสูตรติด เกมคอนทราจะเล่นง่ายขึ้นเยอะ


บทความวันนี้เป็นการรวบยอดเนื้อหาบางส่วนจากสองตอนล่าสุด:- “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์” กับ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

สำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์ หรืออยากเติบโตในหน้าที่การงาน ทางหนึ่งที่ใช้แล้วได้ผล คือเราต้องทำเกินหน้าที่

มันคือการทำให้สูงกว่า Job Level และเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบัน

เมื่อเราเป็นจูเนียร์ แต่คิดและทำแบบซีเนียร์ โอกาสก้าวหน้าย่อมเปิดกว้าง

แถมหลักการนี้ยังใช้ได้กับพนักงานทุกระดับ ถ้าเราเป็น Team Leader แต่สามารถคิดและทำ one level above ได้ เราก็มีโอกาสขึ้นเป็น Manager

สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือการทำงานแบบ one level below คือเป็นซีเนียร์แล้วแต่ยังคิดและทำแบบจูเนียร์

เมื่อคิดและทำต่ำกว่าเงินเดือน นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีความเสี่ยง

เพราะเมื่อคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดมา คนกลุ่มนี้มีโอกาส “ปลิว” สูงมาก


หนึ่งในบทเรียนที่ผมได้จากการทำ mentoring กับพี่อ้นในโครงการ IMET MAX ก็คือ “Live one level below what you can afford.” – จงใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ

เมื่อเรา live one level below เราจะมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

สมัยนี้เงินไหลออกจากกระเป๋าง่ายดายกว่าเดิม แม้ไม่คิดจะซื้ออะไรเพิ่มแต่ฟีดโซเชียลก็เหมือนรู้ใจและคอยส่งอะไรมายั่วกิเลสตลอด เพื่อนๆ ในโซเชียลก็ชีวิตดี๊ดีจนเราอดเปรียบเทียบไม่ได้ เมื่อความอยากบังเกิดแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้งเงินก็หลุดลอยไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะใช้เงินเกินตัว

ถ้าเราไม่ออกแบบชีวิตให้ดี เราจะเผลอ live one level above อย่างง่ายดาย และเราจะทุกข์ใจกับปัญหาการเงินไปตลอด

Morgan Housel เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Saving is the gap between your ego and your income.”

เงินเก็บของเราคือช่องว่างระหว่างรายรับและอัตตา


เมื่อรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน จึงได้สูตรในการใช้ชีวิต

“อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะทางการเงิน ทำให้สูงกว่าฐานะทางการงาน”

เรียกย่อๆ ว่า “อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

เมื่อก้าวเข้าสู่วงจรนี้ รายได้ของเราจะวิ่งไปเร็วกว่ารายจ่าย ช่องว่างระหว่างอัตตากับรายรับจะขยายและกลายเป็นเงินเก็บที่พอกพูน เราจะไม่ค่อยเครียดเรื่องเงินเพราะมีพอใช้ตลอดเวลา และเราจะก้าวสู่อนาคตที่มีอิสรภาพอย่างมั่นคง

“อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

สั้นกว่าสูตรคอนทรา แต่กดยากกว่าหลายเท่า

แต่ถ้ากดติด เกมชีวิตจะเล่นง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

“Forget the noun, do the verb.”
-Austin Kleons

พวกเราส่วนใหญ่ล้วนมีเป้าหมายอยากเป็นใครสักคน

อยากเป็นโค้ช อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นผู้บริหาร อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักวิ่ง

แล้วเราก็จะซื้อหนังสือมาอ่าน หรือฟังพ็อดแคสต์ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

แน่นอนว่าการทำการบ้านนั้นมีประโยชน์ แต่มันจะเริ่มเป็นโทษเมื่อเราปล่อยให้การเตรียมตัวมาทดแทนการลงมือทำ

เพราะในโลกแห่งความจริงนั้นกิริยามาก่อนคำนาม

เราต้องเขียนก่อน เราถึงจะเป็นนักเขียน

เราต้องเริ่มทำธุรกิจก่อน เราถึงจะเป็นเจ้าของธุรกิจ

เราต้องวิ่งก่อน เราถึงจะเป็นนักวิ่ง

ผมเคยอ่านสัมภาษณ์วงดนตรี Scrubb ที่แม้จะเล่นดนตรีมาเป็นสิบปีและออกผลงานมาหลายอัลบั้มแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้มองตัวเองเป็น “นักดนตรีมืออาชีพ” พวกเขามองตัวเองเป็นแค่วงดนตรีหนึ่งที่ชอบ “เล่นดนตรี” เท่านั้นเอง

ช่วง 5 ปีแรกที่ผมเขียนบล็อกก็ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นบล็อกเกอร์ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพนักงานธรรมดาคนหนึ่งที่เขียนบล็อกในเวลาว่าง เพิ่งจะมารู้สึกว่าสามารถเรียกตัวเองเป็นบล็อกเกอร์โดยไม่ตะขิดตะขวงใจในช่วงปีสองปีนี้เอง

ดังนั้น บางทีเรายังไม่ต้องสนใจหรอกว่าเราเป็นใครหรือเป็นอะไรแล้วรึยัง

เราก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ และหากเราอยู่กับมันได้นานพอเราก็จะกลายเป็นสิ่งนั้นโดยธรรมชาติ

Forget the noun, do the verb.

จงลืมคำนาม จงทำกิริยาครับ

คนที่รู้คุณคน

เช้านี้ผมได้ดูวีดีโอวัยเด็กของ Erling Haaland นักเตะทีมชาตินอร์เวย์

สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลจะรู้ว่าฮาแลนด์เป็นกองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่กำลังเดินหน้าทำลายสถิติเป็นว่าเล่น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ฮาแลนด์เพิ่งทำสถิติยิง 32 ประตูในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่ากับที่ Mohamed Salah เคยยิงให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2017/2018

แต่ฤดูกาลนี้ยังเหลือแมทช์พรีเมียร์ลีกอีก 8 นัด ดังนั้นถ้าไม่เจ็บไปเสียก่อน ฮาแลนด์น่าจะทำลายสถิติของซาล่าห์ได้ไม่ยาก

ความคลาสสิคก็คือพ่อของฮาแลนด์ – อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ก็เคยเป็นนักเตะของแมนซิตี้และทีมชาตินอร์เวย์เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือฮาแลนด์ดูเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าผู้เล่นวัยเดียวกัน แม้จะเก่งระดับปีศาจแต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยอีโก้ เขาเป็นนักบอลที่ใจกว้าง ถ้าเห็นเพื่อนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ก็พร้อมจะส่งบอลให้เพื่อนยิงเสมอ

กลับมาที่วีดีโอของฮาแลนด์วัยเด็กที่ผมได้ดูเมื่อเช้านี้

หลังจบเกมทีมเยาวขน นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ฮาแลนด์

(นักข่าว: “What’s your dad’s name?”)

ฮาแลนด์: “Alf-Inge Haaland”

นักข่าว: “That’s right. You’re named Erling and you scored two goals. Where did you learn this? From your dad?”

ฮาแลนด์: “I don’t know. By myself.”

นักข่าว: “He doesn’t get the credit for it?”

ฮาแลนด์: “No, but for everything else.”

นี่คือคำที่ออกจากปากเด็ก 13 ขวบ

ฮาแลนด์เป็นกองหน้า ส่วนพ่อของฮาแลนด์เคยเป็นกองกลางและกองหลัง ดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมฮาแลนด์ถึงบอกว่าเขาฝึกฝนด้วยตนเองจนวันนี้ยิงได้ 2 ประตู

แต่เขาปิดท้ายว่า “…but for everything else” – ความหมายก็คือทุกอย่างที่เหลือที่ฮาแลนด์มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาได้มาจากพ่อทั้งนั้น

ถ้าผมเป็นอัลฟ์-อิงเก้ ผมคงปลื้มน่าดู ว่าเราไม่ได้แค่เลี้ยงลูกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดี แต่เรายังเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ใช้ได้อีกด้วย

เวลาชีวิตกำลังไปได้สวย เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเกิดจากฝีมือของเราล้วนๆ

แต่มนุษย์ไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว เก่งและขยันคนเดียวไม่อาจบินสู่ที่สูง คนหนึ่งคนจะสำเร็จได้ต้องอาศัยใครบางคนเป็นลมใต้ปีกเสมอ

หากเรารู้คุณคน เราจะไม่ลืมตน และไม่ลืมคนสำคัญที่ทำเพื่อเราตลอดมาครับ