บางทีเราต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือ

โอดิสเซียส หรือ โอดิสซูส (Odysse͜ús) เป็นตัวเอกในมหากาพย์เรื่องโอดิสซีย์ของโฮเมอร์

หนึ่งในฉากที่เราคุ้นเคยกันดี (อาจจะเพราะเคยอ่านโดราเอม่อน) คือฉากที่โอดิสเซียสต้องเผชิญกับไซเรน

ไซเรนคือสิ่งมีชีวิตครึ่งนกครึ่งคน ตัวเป็นนกขนาดใหญ่หัวเป็นหญิงสาว ทั้งตัวเต็มไปด้วยขนนกและมีกรงเล็บน่ากลัวสำหรับขยุ้มเหยื่อ

พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะหินเล็กๆ สามเกาะ ซึ่งชาวโรมันเรียกว่า Sirenum scopuli เป็นที่ที่น่าสยดสยองเพราะเต็มไปด้วยกองกระดูกจำนวนมาก

เมื่อใดที่มีเรือผ่านเข้าไปใกล้แถบถิ่นของพวกนาง ไซเรนจะส่งเสียงเพลงหวานล่อลวงลูกเรือให้เหล่ากะลาสีหลงใหลถึงขั้นกระโดดทะเลลงมาหา

และหากกะลาสีนั้นว่ายไปถึงเกาะที่นางอยู่ ชะตาก็ขาด ต้องโดนเหล่านางไซเรนรุมทึ้งกินเนื้อ บางทีกะลาสีทั้งลำซึ่งหลงเสียงนาง อาจพาเรือเข้าใกล้แนวหินโสโครกบริเวณเกาะที่พวกนางอยู่ ในที่สุดเรือก็แตกเพราะชนกับหิน

“สิ่งแรกที่ท่านจะต้องผ่านก็คือตำแหน่งที่เหล่านางไซเรนอยู่” เซอร์ชีเตือน “เมื่อพวกนางเห็นเรือของท่าน นางก็จะส่งเสียงร้องเพลง เสียงนั้นจะหวานยิ่งนัก แต่ใครก็ตามที่หลงใหลจนพาเรือเข้าใกล้ ลูกเมียจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย ทางเดียวที่จะผ่านนางไซเรนไปได้คือไม่ฟังเสียงเพลงของนาง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด”

โอดิสเซียสฟังคำเตือนนั้นก็เตรียมตัวเผชิญภัย ครั้นเรือของเขาแล่นผ่านที่อยู่ของคณานางไซเรน เขาก็สั่งให้คนของเขาเอาขี้ผึ้งมาอุดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงเพลง แต่โอดิสเซียสอยากรู้ว่าเพลงนั้นหวานแหววเพียงใด จึงสั่งให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรือ เมื่อผ่านไปถึงที่ และนางไซเรนเริ่มร้องเพลง

เสียงนั้นเร้าโอดิสเซียสให้กระวนกระวายร้อนรนอยากเข้าไปหา ถึงขนาดที่เขาสั่งให้คนแก้มัด แต่ลูกเรือ (ซึ่งไม่ได้ยินเสียงเพลงไปด้วย) รับรู้ฤทธิ์เสียแล้วจึงยิ่งมัดนายให้แน่นเข้ารอจนกว่าเสียงนางไซเรนจางหายและโอดิสซิอัสได้สติ จึงปล่อยตัวเขา


เวลาผ่านไปหลายพันปี แต่ “ไซเรน” ก็ยังอยู่

บริษัทมากมายกำลังส่งเสียงเพลงหวาน เชิญชวนให้เรากระโดดน้ำลงไปหา

เราทุกคนล้วนเคยตั้งใจจะเล่นมือถือแค่แป๊บเดียว รู้ตัวอีกทีเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง

หรือตั้งใจจะดูซีรี่ส์ต่อแค่ตอนนี้ รู้ตัวอีกทีก็เกือบตีสาม

หรือตั้งใจจะซื้อของแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วค่อยมาตกใจกับตัวเลขใน Statement บัตรเครดิต

แต่ก่อนไซเรนยังอาศัยอยู่แค่สามเกาะ ตอนนี้ไซเรนอาศัยอยู่ทุกเกาะ

ต่อให้มีพลังใจมากแค่ไหน แต่เราคงต้านมันไว้ตลอดไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าที่ผ่านมาเราพลาดท่าเสียทีบ่อยครั้ง ก็อย่าหลอกตัวเองว่าคราวหน้าเราจะชนะใจตัวเองหรือชนะกลไกที่ tech company ออกแบบมาอย่างดี ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วกับ users นับร้อยล้าน-พันล้านคน

เราจึงควรหาวิธีป้องกันตัวเอง ด้วยการปิด notifications ด้วยการเอามือถือไว้นอกห้องนอน ด้วยการไม่เริ่มดูซีรี่ส์ตอนสี่ทุ่มวันธรรมดา ด้วยการเขียน to do list ในวันหยุด

ถ้าไม่อยากให้เรือชีวิตชนโขดหิน บางทีเราก็ต้องมัดตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : ไซเรน เสียงหวานผลาญชีพ โดย : คอสมอส ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน

ขอบคุณภาพจาก Wikiepedia Commons File:Bardo Mosaic Ulysses.jpg

อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง

ใครที่อายุเกิน 40 น่าจะเคยเล่นเกม Contra บนเครื่อง Famicom

เกมคอนทรามีสูตรที่กดแล้วสามารถเพิ่มชีวิตจาก 3 เป็น 30 ชีวิตได้

สูตรที่ว่าก็คือ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start”

ถ้าเรากดสูตรติด เกมคอนทราจะเล่นง่ายขึ้นเยอะ


บทความวันนี้เป็นการรวบยอดเนื้อหาบางส่วนจากสองตอนล่าสุด:- “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์” กับ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

สำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์ หรืออยากเติบโตในหน้าที่การงาน ทางหนึ่งที่ใช้แล้วได้ผล คือเราต้องทำเกินหน้าที่

มันคือการทำให้สูงกว่า Job Level และเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบัน

เมื่อเราเป็นจูเนียร์ แต่คิดและทำแบบซีเนียร์ โอกาสก้าวหน้าย่อมเปิดกว้าง

แถมหลักการนี้ยังใช้ได้กับพนักงานทุกระดับ ถ้าเราเป็น Team Leader แต่สามารถคิดและทำ one level above ได้ เราก็มีโอกาสขึ้นเป็น Manager

สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือการทำงานแบบ one level below คือเป็นซีเนียร์แล้วแต่ยังคิดและทำแบบจูเนียร์

เมื่อคิดและทำต่ำกว่าเงินเดือน นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีความเสี่ยง

เพราะเมื่อคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดมา คนกลุ่มนี้มีโอกาส “ปลิว” สูงมาก


หนึ่งในบทเรียนที่ผมได้จากการทำ mentoring กับพี่อ้นในโครงการ IMET MAX ก็คือ “Live one level below what you can afford.” – จงใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ

เมื่อเรา live one level below เราจะมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

สมัยนี้เงินไหลออกจากกระเป๋าง่ายดายกว่าเดิม แม้ไม่คิดจะซื้ออะไรเพิ่มแต่ฟีดโซเชียลก็เหมือนรู้ใจและคอยส่งอะไรมายั่วกิเลสตลอด เพื่อนๆ ในโซเชียลก็ชีวิตดี๊ดีจนเราอดเปรียบเทียบไม่ได้ เมื่อความอยากบังเกิดแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้งเงินก็หลุดลอยไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะใช้เงินเกินตัว

ถ้าเราไม่ออกแบบชีวิตให้ดี เราจะเผลอ live one level above อย่างง่ายดาย และเราจะทุกข์ใจกับปัญหาการเงินไปตลอด

Morgan Housel เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Saving is the gap between your ego and your income.”

เงินเก็บของเราคือช่องว่างระหว่างรายรับและอัตตา


เมื่อรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน จึงได้สูตรในการใช้ชีวิต

“อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะทางการเงิน ทำให้สูงกว่าฐานะทางการงาน”

เรียกย่อๆ ว่า “อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

เมื่อก้าวเข้าสู่วงจรนี้ รายได้ของเราจะวิ่งไปเร็วกว่ารายจ่าย ช่องว่างระหว่างอัตตากับรายรับจะขยายและกลายเป็นเงินเก็บที่พอกพูน เราจะไม่ค่อยเครียดเรื่องเงินเพราะมีพอใช้ตลอดเวลา และเราจะก้าวสู่อนาคตที่มีอิสรภาพอย่างมั่นคง

“อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

สั้นกว่าสูตรคอนทรา แต่กดยากกว่าหลายเท่า

แต่ถ้ากดติด เกมชีวิตจะเล่นง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

จงลืมคำนาม จงทำกิริยา

“Forget the noun, do the verb.”
-Austin Kleons

พวกเราส่วนใหญ่ล้วนมีเป้าหมายอยากเป็นใครสักคน

อยากเป็นโค้ช อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นผู้บริหาร อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักวิ่ง

แล้วเราก็จะซื้อหนังสือมาอ่าน หรือฟังพ็อดแคสต์ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

แน่นอนว่าการทำการบ้านนั้นมีประโยชน์ แต่มันจะเริ่มเป็นโทษเมื่อเราปล่อยให้การเตรียมตัวมาทดแทนการลงมือทำ

เพราะในโลกแห่งความจริงนั้นกิริยามาก่อนคำนาม

เราต้องเขียนก่อน เราถึงจะเป็นนักเขียน

เราต้องเริ่มทำธุรกิจก่อน เราถึงจะเป็นเจ้าของธุรกิจ

เราต้องวิ่งก่อน เราถึงจะเป็นนักวิ่ง

ผมเคยอ่านสัมภาษณ์วงดนตรี Scrubb ที่แม้จะเล่นดนตรีมาเป็นสิบปีและออกผลงานมาหลายอัลบั้มแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้มองตัวเองเป็น “นักดนตรีมืออาชีพ” พวกเขามองตัวเองเป็นแค่วงดนตรีหนึ่งที่ชอบ “เล่นดนตรี” เท่านั้นเอง

ช่วง 5 ปีแรกที่ผมเขียนบล็อกก็ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นบล็อกเกอร์ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพนักงานธรรมดาคนหนึ่งที่เขียนบล็อกในเวลาว่าง เพิ่งจะมารู้สึกว่าสามารถเรียกตัวเองเป็นบล็อกเกอร์โดยไม่ตะขิดตะขวงใจในช่วงปีสองปีนี้เอง

ดังนั้น บางทีเรายังไม่ต้องสนใจหรอกว่าเราเป็นใครหรือเป็นอะไรแล้วรึยัง

เราก็แค่ทำในสิ่งที่อยากทำ และหากเราอยู่กับมันได้นานพอเราก็จะกลายเป็นสิ่งนั้นโดยธรรมชาติ

Forget the noun, do the verb.

จงลืมคำนาม จงทำกิริยาครับ

คนที่รู้คุณคน

เช้านี้ผมได้ดูวีดีโอวัยเด็กของ Erling Haaland นักเตะทีมชาตินอร์เวย์

สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลจะรู้ว่าฮาแลนด์เป็นกองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่กำลังเดินหน้าทำลายสถิติเป็นว่าเล่น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ฮาแลนด์เพิ่งทำสถิติยิง 32 ประตูในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่ากับที่ Mohamed Salah เคยยิงให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2017/2018

แต่ฤดูกาลนี้ยังเหลือแมทช์พรีเมียร์ลีกอีก 8 นัด ดังนั้นถ้าไม่เจ็บไปเสียก่อน ฮาแลนด์น่าจะทำลายสถิติของซาล่าห์ได้ไม่ยาก

ความคลาสสิคก็คือพ่อของฮาแลนด์ – อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ก็เคยเป็นนักเตะของแมนซิตี้และทีมชาตินอร์เวย์เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือฮาแลนด์ดูเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าผู้เล่นวัยเดียวกัน แม้จะเก่งระดับปีศาจแต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยอีโก้ เขาเป็นนักบอลที่ใจกว้าง ถ้าเห็นเพื่อนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ก็พร้อมจะส่งบอลให้เพื่อนยิงเสมอ

กลับมาที่วีดีโอของฮาแลนด์วัยเด็กที่ผมได้ดูเมื่อเช้านี้

หลังจบเกมทีมเยาวขน นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ฮาแลนด์

(นักข่าว: “What’s your dad’s name?”)

ฮาแลนด์: “Alf-Inge Haaland”

นักข่าว: “That’s right. You’re named Erling and you scored two goals. Where did you learn this? From your dad?”

ฮาแลนด์: “I don’t know. By myself.”

นักข่าว: “He doesn’t get the credit for it?”

ฮาแลนด์: “No, but for everything else.”

นี่คือคำที่ออกจากปากเด็ก 13 ขวบ

ฮาแลนด์เป็นกองหน้า ส่วนพ่อของฮาแลนด์เคยเป็นกองกลางและกองหลัง ดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมฮาแลนด์ถึงบอกว่าเขาฝึกฝนด้วยตนเองจนวันนี้ยิงได้ 2 ประตู

แต่เขาปิดท้ายว่า “…but for everything else” – ความหมายก็คือทุกอย่างที่เหลือที่ฮาแลนด์มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาได้มาจากพ่อทั้งนั้น

ถ้าผมเป็นอัลฟ์-อิงเก้ ผมคงปลื้มน่าดู ว่าเราไม่ได้แค่เลี้ยงลูกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดี แต่เรายังเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ใช้ได้อีกด้วย

เวลาชีวิตกำลังไปได้สวย เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเกิดจากฝีมือของเราล้วนๆ

แต่มนุษย์ไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว เก่งและขยันคนเดียวไม่อาจบินสู่ที่สูง คนหนึ่งคนจะสำเร็จได้ต้องอาศัยใครบางคนเป็นลมใต้ปีกเสมอ

หากเรารู้คุณคน เราจะไม่ลืมตน และไม่ลืมคนสำคัญที่ทำเพื่อเราตลอดมาครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังอ่าน Four Thousand Weeks ครบ 1 ปี

Four Thousand Weeks | Time Management for Mortals เป็นหนังสือที่เขียนโดย Oliver Burkeman ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์เมื่อปี 2021

Four Thousand Weeks ได้รับการแปลเป็นไทยโดยอมรินทร์ How to ภายใต้ชื่อ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” เมื่อปลายปี 2022 และติดอันดับ Bestseller อย่างรวดเร็ว

ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น เพราะตอนที่ผมคิดจะอ่าน Four Thousand Weeks ฉบับภาษาอังกฤษ ผมหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ ต้องสั่งออนไลน์จากเว็บ Book Depository และต้องรออยู่หลายเดือนกว่าหนังสือจะมาส่ง

ผมอ่าน Four Thousand Weeks จบภายใน 2 สัปดาห์เมื่อเดือนมีนาคม 2022 และใช้เวลาอยู่นานนับเดือนกว่าจะตกผลึกพอที่จะเขียนบทความ “17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

เวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว มีเวลาว่างช่วงหยุดสงกรานต์ จึงนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากเขียนรีวิว

ไม่ใช่รีวิวหนังสือ แต่รีวิวชีวิตตัวเอง เพื่อให้ผู้ติดตาม Anontawong’s Musings ได้พอเห็นภาพว่า Four Thousand Weeks นั้นได้เปลี่ยนมุมมองและการกระทำของผมไปอย่างไรบ้างในรอบ Fifty Two Weeks ที่ผ่านมาครับ

1.กระบวนการ “ถอนพิษ” ที่บังคับให้เราสบตากับความจำกัดของชีวิต

คนที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง คือคนที่หลงใหลหรือหมกมุ่นกับการเป็นคน productive เพื่อจะได้มี work-life balance ที่ดี

ถ้าคุณอ่านหนังสืออย่าง Eat That Frog, Getting Things Done, The 7 Habits of Highly Effective People, Atomic Habits คุณควรอ่าน Four Thousand Weeks มากกว่าใครเพื่อน

เพราะมันจะช่วย “ถอนพิษ” และ “ปรับสมดุล” ให้กับมายด์เซ็ตของคุณ

เพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์ของผมคนหนึ่งเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก ตอนที่เขามาเริ่มงานใหม่ๆ ผมเล่าให้เขาฟังว่าผมเพิ่งอ่าน Four Thousand Weeks จบ เพื่อนร่วมงานคนนี้บอกว่าเขาก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน

แล้วเขาก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม:

“He’s basically saying that everything you know about time management is wrong.”

อาจฟังดูโอเวอร์ไปนิด แต่ก็เป็นบทสรุปรวบยอดที่เหมาะสมสำหรับหนังสือ Four Thousand Weeks

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือชี้ให้เราเห็นว่า ที่เราพยายามจะ productive กันอยู่นี้ เพราะว่าเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตาย

ความจริงของชีวิตคือความจำกัดของมัน (finitude) แต่เราไม่สบายใจกับความจริงข้อนี้ เราเลยพยายามสร้างความไม่จำกัด (infinite) ด้วยการหาวิธีทำอะไรให้ได้เยอะที่สุด ภายในเวลาที่น้อยที่สุด

.

2.เกิดอาการ “ช็อคน้ำ”

ประเด็นที่ทำให้ผม “สลดใจ” ได้มากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ ก็คือเมื่อเราพยายามใช้เวลาให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็แล้วแต่ เราก็กำลัง “ใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้” อยู่

สำหรับคน productive ที่พยายามใช้เวลาไปกับ “สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” (Q2) ทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ ก็เพื่อให้เรามีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น เราทำงานเพื่อจะได้เก็บเงินสร้างอนาคต เราซ้อมวิ่งเพื่อจะทำลายสถิติเดิม เราอ่านหนังสือเพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง เราใช้เวลากับลูกเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

แต่เมื่อเราทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา เราก็กำลังตัดโอกาสที่ตัวเองจะได้มีความสุขในวันนี้เช่นกัน

เหมือนคนอดเปรี้ยวไว้กินหวานจนเคยตัว ทุกวันของชีวิตเขาเลยอดเปรี้ยวไปเรื่อยๆ พอวันสุดท้ายมาถึง คิดจะกินหวานก็ไม่ทันการแล้ว

ที่ผมสลดใจ เพราะว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด พยายามสร้าง routine/habits ที่ลงตัวที่สุด หา time management system ที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ทำงานอย่าง productive และจะได้สร้างอนาคตที่ดีอย่างที่วาดภาพเอาไว้

“วันนี้” จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสร้าง “วันพรุ่งนี้” ที่ดีกว่าเรื่อยไป – จนกว่าเราจะไม่มีวันพรุ่งนี้เหลืออีกแล้ว

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบใหม่ๆ ผมจึงมีอาการ “ช็อคน้ำ” อยู่ร่วม 2 เดือน – routine และ time management techniques ต่างๆ ที่ผมเคยมั่นใจ ผมทิ้งมันไปเกือบหมด

ถ้าจะเปรียบชีวิตช่วงนั้นให้เห็นภาพก็น่าจะเหมือนคนตกงานที่ไม่โกนหนวดโกนเครา ไม่ออกจากบ้าน นอนแฉะๆ สั่งจั๊งก์ฟู้ดมากินทุกมื้อ (อันนี้แค่เปรียบเปรยนะครับ ไม่ได้ทำจริงๆ) ทำงานแต่ละวันอย่างสะเปะสะปะ และความ productive ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาเป็นปกติ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมว่ามันเป็นกระบวนการหนึ่งที่ผมต้องผ่าน มันคือการถอนรากถอนโคนสิ่งที่ผมเคยยึดมั่นถือมั่น เป็นการทุบตัวเองทิ้งให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงเพื่อก่อร่างสร้างตนขึ้นมาใหม่

.

3.ทำเรื่อง “ไร้สาระ” มากขึ้น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสิ่งแรกๆ ที่ผมทำหลังอ่าน Four Thousand Weeks จบ คือโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกมนี้อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว มันคือการสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลที่สามารถซื้อ-ขายนักเตะ เพื่อสร้างทีมที่เราอยากเห็น แล้วให้เกมมัน simulate ว่าทีมเราชนะทีมคู่แข่งได้รึเปล่า คนที่เล่มเกมนี้จะรู้จักตัวเทพๆ อย่าง Maxim Tsigalko หรือ Arjen Robben เป็นอย่างดี

เหตุผลที่ผมกลับมาเล่นเกมนี้ใหม่ เพราะสำนึกได้ว่าผมห้ามตัวเองไม่ให้มีความสุขมานานเกินไป ก็เลยคิดว่าควรทำสิ่งที่เคยสร้างความสุขให้ตัวเองอีกครั้ง แม้มันจะไม่ค่อยมีสาระก็ตาม

อีกอย่างที่ผมเริ่มทำ คือดูซีรี่ส์เกาหลีในเน็ตฟลิกซ์กับแฟน ไม่ว่าจะเป็น Extraordinary Attorney Woo (อูยองอู ทนายอัจฉริยะ), Business Proposal (นัดบอดวุ่น ลุ้นรักท่านประธาน) รวมถึงเรื่องดังล่าสุดอย่าง The Glory

การทำสิ่ง “ไร้สาระ” หรือเรื่องไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Q4) คือการถอนพิษของคนที่พยายาม productive ตลอดเวลา

การเล่นเกมหรือการดูซีรี่ส์ ไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้น แต่เป็นการทำเพื่อความสุขในวันนี้ล้วนๆ

ไม่ได้หมายความว่าการเล่นเกมนานๆ หรือดูซีรี่ส์ติดกันหลายๆ ตอนเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับผมที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบมีสาระมานานเกินไปเท่านั้นเอง

.

4.ไม่รีรอที่จะทำความดี เล็กๆ น้อยๆ

แม้จะไม่ใช่หนังสือแนว How To ทั่วไป ในบทท้ายๆ ของหนังสือ Oliver Burkeman ก็ยังใจดีให้ tips & tricks สำหรับการจัดการเวลาในแบบฉบับ Four Thousand Weeks

เช่นการ ‘อย่า’ ทำทีละหลายโปรเจ็คพร้อมกัน (serialize, serialize, serialize) หรือการตัดสินใจล่วงหน้าไปเลยว่าเราจะล้มเหลวในเรื่องอะไร (decide in advance what you want to fail at) เช่นถ้าตอนนี้เรามีลูกเล็ก ก็บอกตัวเองเลยว่าเราจะไม่พยายามจัดบ้านให้เรียบร้อยแบบ KonMari (ขนาด Marie Kondo ยังทำไม่ได้เลย)

แต่คำแนะนำที่ดูผิดที่ผิดทางที่สุด คือคำแนะนำที่ว่า ถ้าอยากทำเรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ให้ทำมันตอนนี้เลย

เช่น เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบมาก ให้หาอีเมลหรือเพจของผู้เขียนและส่งข้อความสั้นๆ ไปขอบคุณเขาได้เลย

เพราะสิ่งที่เรามักจะทำกัน คือเราจะรอให้มีเวลาก่อน จะได้บรรจงเขียนข้อความอย่างตั้งใจให้สมน้ำสมเนื้อกับความรู้สึกขอบคุณที่เรามีต่อเขา

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะหาเวลาแบบนั้นไม่ได้ และข้อความขอบคุณของเราก็ไม่เคยถูกส่งหาผู้เขียนหนังสือเลย

ดังนั้น ถ้ารู้สึกอยากทำเรื่องดีๆ ที่เรารู้ว่าจะสร้างความชุ่มชื่นให้หัวใจ ก็จงทำมันเสียตอนนี้ อย่ารอให้พร้อม เพราะวันที่พร้อมมักไม่เคยมาถึง

ผมลองทำตามคำแนะนำนี้แล้วมันเวิร์คจริงๆ เขียนไปขอบคุณหรือชมคนหลายคนโดยที่เขาไม่ได้คาดหวัง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัว Oliver Burkeman ด้วย

.

5.จ้องหน้าลูกนานขึ้น

นิสัยอย่างหนึ่งของคน productive คือเราจะมีชีวิตที่ “มุ่งไปข้างหน้า” ตลอดเวลา

เมื่อสายตาจับจ้องที่จุดหมายเราจึงละเลยคนข้างกายอยู่เสมอ (แล้วก็มารู้สึกผิดทีหลัง)

เมื่อได้อ่าน Four Thousand Weeks มันทำให้ผมลดการ “ทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้” มาเป็นคนที่หัด “ทำบางอย่างเพื่อวันนี้-ตอนนี้”

เมื่อชีวิตไม่ได้เอาแต่รุดไปข้างหน้า ก็เลยสังเกตสังกามากขึ้น

พฤติกรรมหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือผมมีเวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตาของลูก

ทั้งดวงตา รูปหน้า คิ้ว ใบหู ขี้แมลงวัน หรือแม้กระทั่งโพรงจมูก

ดูแล้วก็เพลินดี ว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเองกับมือ

เมื่อเราหยุดมุ่งไปข้างหน้า เราอาจจะทำอะไรได้น้อยลงกว่าเดิมก็จริง แต่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราจะทำมันได้ “ลึก” กว่าเดิม

.

6.เลิกเขียนบล็อกทุกวัน

ผมคิดว่าการเขียนบล็อกทุกวัน หรือการตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านั้นเท่านี้ คือหนึ่งในอาการของการทำตัวให้ infinite เพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับ finitude ในตัวเรา

เราพยายามจะทำสถิติ เราพยายามจะ beat yesterday เพื่อบอกตัวเองว่าเราดีกว่านี้ได้ เราสามารถเป็นคนที่เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบกว่านี้ได้

การพยายามเขียนบล็อกทุกวัน ถ้ามองให้ลึกลงไปมันคือการพยายามสร้างความประทับใจให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก คือการโหยหาการยอมรับและคำชมเชย

แต่การทำอย่างนั้นมันสร้างความตึงเครียดให้ชีวิต วันไหนที่ผมคิดหัวข้อบล็อกไม่ออกผมจะอารมณ์ขุ่นมัวไปทั้งวัน และการคาดคั้นกับตัวเองมากเกินไปอาจจะนำไปสู่การ compromise สิ่งที่สำคัญกว่าสถิติ นั่นคือคุณภาพของงานที่เราผลิตออกมา

เมื่อตอนต้นปีนี้ ผมเลยประกาศไปว่า จะไม่เขียนบล็อกทุกวันแล้ว แต่จะเขียนบล็อก “เกือบ” ทุกวันแทน

การทำอะไรเกือบทุกวัน Oliver Burkeman เรียกมันว่า “dailyish”

เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะสร้างงานทุกชิ้นออกมาได้มาตรฐานแบบสายพานการผลิต

เราเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความไม่เพอร์เฟ็กต์ บางวันก็ทำได้ดี บางวันก็ทำได้แย่ เราจึงควรยอมรับ finitude ที่เรามี และล้มเลิกความคิดที่จะสร้างมาตรฐานอันสูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

Eigenzeit เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า “เวลาที่จำเป็นต้องใช้โดยธรรมชาติสำหรับงานหรือกิจกรรมนั้นๆ”

แทนที่จะคาดคั้นว่าจะต้อง “ได้งาน” ภายในเวลานั้นเวลานี้ หากเราเลือกได้ เราควรปล่อยให้สิ่งต่างๆ ใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็นน่าจะดีกว่า

เมื่อล้มเลิกความตั้งใจที่จะต้องเขียนบล็อกทุกวัน ผมสังเกตว่ามีความผ่อนคลายกว่าเดิม มีเรื่องที่อยากจะเขียนมากขึ้น และพอใจกับผลงานของตัวเองมากกว่าเดิมด้วย

ส่วนวันไหนไม่มีเรื่องจะเขียน หรือไม่มีเวลาจะเขียน ผมก็ถือโอกาสพักโดยไม่รู้สึกผิดเหมือนแต่ก่อน

.

7.มองผ่านเลนส์วิเศษ

หนึ่งในคุณูปการที่สำคัญที่สุดของหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind ของ Yuval Noah Harari ก็คือมันชี้ให้เราเห็นว่าอะไรเป็นของจริง และอะไรคือสิ่งสมมติ

คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นของจริง ส่วน เงิน บริษัท ประเทศชาติ เป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นเองจากจินตนาการร่วม

สิ่งสมมตินั้นมีประโยชน์ เพราะมันทำให้เราร่วมมือกันในระดับที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดทำได้มาก่อน แต่มันก็มีโทษหากเราเอาเป็นเอาตายกับมันมากเกินไป

การอ่าน Sapiens จึงทำให้เราได้เลนส์วิเศษ ที่ส่องเห็นความเป็นสมมติของสิ่งต่างๆ รอบตัว ทำให้เราไม่ take things too seriously.

หนังสือ Four Thousand Weeks ก็มีคุณูปการคล้ายๆ กับ Sapiens ในแง่ที่มันได้มอบเลนส์วิเศษที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งเดิมๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

“5 วิธีลดอาการผัดวันประกันพรุ่ง” “ทำให้น้อยลงแต่เสร็จมากขึ้น” “วิธีจดโน้ตที่ช่วยให้จำได้ไม่ลืม”

บทความเหล่านี้ล้วนมีเป้าประสงค์ที่ดี แต่เมื่อมองจากเลนส์ Four Thousand Weeks เราก็จะเห็นว่าบทความทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน

สมมติฐานที่ว่าหากเรารู้จักเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ มากพอ วันหนึ่งเราจะได้มาซึ่งชีวิตที่จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด ทำงานเสร็จแบบไม่มีอะไรค้างคา แถมยังมีเวลาเหลือให้ทำในทุกสิ่งที่อยากทำ

แต่สถานการณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเรื่องไม่คาดฝัน

เมื่อเราล้มเลิกความคิดที่จะ “เอาอยู่” ในทุกๆ เรื่อง เราก็จะปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ และกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ที่เขียนอย่างนี้ใช่ว่าจะให้ปฏิเสธทุกเรื่องราวของความ productive นะครับ เพียงแต่ถ้าเราเข้าใจเรื่อง finitude เราจะเห็นบทความเหล่านี้ในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เป็น ดังคำกล่าวที่ว่า

“ก่อนเรียนรู้เซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ

ขณะเรียนรู้เซน ภูเขาไม่ใช่ภูเขา แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ

หลังถ่องแท้ในเซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ”

กล่าวโดยสรุป – Four Thousand Weeks เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านในชีวิต และเชื่อว่าจะได้กลับมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้งในอีกประมาณ 2000 สัปดาห์ที่เหลือครับ