เป้าหมายที่เรากำลังไล่ตาม

20190127_goals

มันยังเป็นสิ่งที่เรายังต้องการจริงๆ อยู่รึเปล่า?

เพราะเป้าหมายในปัจจุบันมาจากตัวเราในอดีต

และตัวเราในวันนี้กับตัวเราในอดีตย่อมแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

สมัยเรียนหนังสือ ผมเคยมีเป้าหมายอยากได้รถบีเอ็ม แต่มาเดี๋ยวนี้ก็ไม่อยากได้รถบีเอ็มแล้ว

ผมเคยมีความฝันอยากไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็ทิ้งมันไว้จนเกือบจะนานเกินไป กว่าจะได้ไปเหยียบโรงละครแห่งความฝัน เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันและนักเตะที่ผมเคยคลั่งไคล้ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

อาจจะฟังดูไม่โรแมนติคนัก แต่ผมเชื่อว่าทุกความฝันมีวันหมดอายุ

เรากำลังไล่ตามความฝันที่หมดอายุอยู่รึเปล่า?

ถ้าใช่ ก็อาจเป็นการดีกว่าที่จะยอมรับความจริง ดีกว่าเสียเวลาอีกหลายเดือน หลายปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต พอไขว่คว้ามันมาได้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามันไม่ใช่

เหมือนจะเป็นเรื่องเศร้า แต่จริงๆ แล้วมันคือข่าวดี

เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองจากความฝันที่ไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป เราก็จะมีแรงและเวลาในการทำสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ

ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คาดล่ะ?

20190124_planb

ปี 1994 เป็นปีที่ผมขึ้นม.3 ที่เตรียมพัฒน์ และเป็นปีที่รู้ตัวว่าผมต้องไปเรียนต่อนิวซีแลนด์

เตรียมพัฒน์เปิดเทอมเดือนพฤษภาคม แต่ผมจะยังไม่ไปนิวซีแลนด์จนกว่าจะถึงเดือนกันยายน ดังนั้นผมจึงยังใช้เวลาช่วงม.3 เทอม 1 อยู่ที่เตรียมพัฒน์ไปก่อน แล้วก็ยังตั้งใจเรียนไม่ต่างกับตอน ม.1-ม.2

เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ “อาทิตย์” มาถามผมว่า ทำไมรู้ว่าจะไปเรียนนิวซีแลนด์แล้วยังตั้งใจเรียนอยู่อีก ถ้าเป็นเขาเขาจะเที่ยวเล่นให้มากกว่านี้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปยังไง แต่เดาว่าน่าจะมีอยู่สองเหตุผล

หนึ่ง คือผมมีภาพตัวเองในหัวว่าเป็นเด็กเรียนดี ถ้าเทอมนี้ผมเรียนแย่ขึ้นมาอาจจะทำให้ภาพนั้นสั่นคลอน

สอง สมมติว่าเกิดเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ที่ทำให้แผนการไปนิวซีแลนด์มันต้องล่มลง อย่างน้อยผมก็ยังเรียนต่อที่เตรียมพัฒน์ได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

เพื่อนที่เราเคยโยนงานให้ อาจกลายมาเป็นหัวหน้าของเราในอนาคตก็ได้

คนที่เราแซงคิวตอนขึ้นรถไฟฟ้า อาจเป็นคนที่เราต้องขายงานให้ก็ได้

ธุรกิจที่กำลังรุ่งเรืองอาจโดน disrupt จนไปต่อไม่เป็นก็ได้

เราจึงควรถามเผื่อไว้เสมอว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้ เรามีแผนสองหรือยัง

เมื่อใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แม้ผลลัพธ์จะผิดคาดก็คงไม่เดือดร้อนเกินไปนัก

5 เหตุผลที่เราไม่ต้องอ่านข่าวทุกวัน

20190121_news

1.  เพราะมันใช้เวลา
ถ้าเรารู้ตัวว่ายังทำอะไรได้น้อยเกินไป เช่นพักผ่อนน้อยเกินไป ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือตัวเอง การลดเวลาอ่านข่าว จะช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นได้

2. เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เป็นข่าว
ลองเปิดดูหน้าเว็บข่าวดังๆ จะเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีทางเป็นข่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้วกลายมาเป็นข่าวได้เฉยเลย ดาราอัปอินสตาแกรมก็เป็นข่าว คนมีชื่อเสียงคอมเม้นท์คนมีชื่อเสียงอีกคนก็เป็นข่าว นักบอลเมืองนอกมีแฟนหน้าตาดีก็เป็นข่าว เพราะพื้นที่ข่าวมีไม่จำกัด แถมทุกเว็บต้องพยายามสร้างยอด views/clicks ให้ได้มากที่สุด เลยใส่อะไรเข้ามามากมาย ข่าวสารรายวันจึงเต็มไปด้วย noise (น้ำ) แต่มี signal (เนื้อ) น้อยมาก

3. อ่านไปก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเรา
ลองอ่านพาดหัวข่าวดูซัก 5 ข่าว แล้วถามตัวเองว่า หลังจากอ่านข่าวพวกนี้จบแล้ว เราจะตัดสินใจอะไรต่างไปจากเดิมรึเปล่า คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ก็คือไม่ ดังนั้นข่าวส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตแต่ละวันของเราเลย

4. ข่าวที่สำคัญจริงๆ มันจะมาหาเราเอง
ข่าวใหญ่ๆ อย่างมลภาวะในอากาศ ต่อให้ไม่อ่านข่าวเราก็รู้ จะโดยเพื่อนมาบอก หรือโดยการเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนรอบตัวก็ตามแต่ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวสำคัญๆ

5. อ่านสัปดาห์ละครั้งก็น่าจะเพียงพอแล้ว
อ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ก็จะได้รู้เรื่องที่ควรรู้ทั้งหมดได้ แถมยังเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์มาแล้วระดับนึง ต่างจากข่าวรายวันที่ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนหรือยังไม่นิ่ง

แน่นอน บางอาชีพอาจจำเป็นต้องตามข่าวสารการเคลื่อนไหวทุกอย่าง ถ้ามันจำเป็นต่องานของเราจริงๆ ก็คงต้องติดตามข่าวกันต่อไป

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าการอ่านข่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นลำดับท้ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิ่งที่สำคัญกว่านั้นที่เราไม่ได้มีเวลาทำซักทีครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เพราะมันง่ายกว่า

20190120.png

เราปล่อยให้บ้านรก เพราะการอยู่กับบ้านรกๆ มันง่ายกว่าการลุกขึ้นมาจัดบ้าน

เราทนทำงานอยู่ดึกๆ เพราะการอยู่ดึกนั้นง่ายกว่าการหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ รวมถึงง่ายกว่าการต้องเผชิญสายตาของคนอื่นๆ ในออฟฟิศที่เห็นเรากลับบ้านเร็วกว่าเขา

เรานั่งทำสไลด์หลายร้อยหน้าโดยไม่วางแผนก่อนว่าอะไรคือ key message ของเรา เพราะการนั่งทำสไลด์เป็นร้อยหน้ามันง่ายกว่าการคิดให้หัวแตกว่าอะไรคือ key message

เราไม่กล้าปฏิเสธเวลาเจ้านายเอางานที่ไม่เมคเซ้นส์มาให้ เพราะการ say yes มันง่ายกว่าการถามเจ้านายว่าทำไมต้องทำงานชิ้นนี้

เราทนอยู่กับลูกน้องที่ไม่ได้เรื่อง เพราะการปล่อยให้ลูกน้องเป็นอย่างนั้นง่ายกว่าการคุยกับเขาเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงหรือเชิญให้เขาไปหางานใหม่

เราตอบโต้คนที่มายั่วโมโห เพราะการตอบโต้ง่ายกว่าการสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเลือกที่จะไม่ตอบโต้

เราส่งไลน์หาเพื่อนๆ และคนในครอบครัว เพราะเราใช้ไลน์บ่อยเสียจนเรารู้สึกว่าการส่งไลน์ง่ายกว่าการยกหูโทร.คุยกัน

เรานอนไถมือถือจนดึกดื่น เพราะมันง่ายกว่าการลุกขึ้นไปอาบน้ำ

เราใช้ชีวิตแบบส่งส่ง เพราะมันง่ายกว่าการใช้ชีวิตอย่างมีเจตนา

เป็นเวลาเกือบสองแสนปีที่มนุษย์ Homo Sapiens หาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล วันนี้มีกิน พรุ่งนี้อาจจะไม่มีกินก็ได้ สมองและร่างกายของคนเราจึงถูกออกแบบให้ “ประหยัดพลังงาน” ไปโดยปริยาย

เราจึงมองหา the path of least resistance หรือเส้นทางที่สะดวกได้สบายดีที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร

แต่การที่เรามักเลือกทางที่ง่ายนี่แหละที่เป็นตัวปัญหา

เพราะมันง่ายแค่ตอนที่เราเลือกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมามันทำให้ชีวิตโดยรวมเรายากขึ้น

เลือกทางที่ยากดีกว่ามั้ย อาจต้องใช้พลังใจและพลังกายมากกว่า แต่เราอยู่ในยุคที่หาอาหารมาเติมพลังงานให้กับร่างกายได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

อย่าปล่อยให้ชีวิตต้องซับซ้อนและวุ่นวายเพราะเอาแต่เลือกทางที่ง่ายอยู่เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ยิ่งประหยัดยิ่งเสียหาย

20190117_saveandlose

ตัดสินใจทำบัตรเครดิตเพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย แถมใช้บัตรบ่อยๆ จะได้สะสมแต้มไปซื้ออะไรได้อีกเยอะแยะ

มูลค่าของสิทธิพิเศษและของที่เราประหยัดได้ อาจไม่เท่ากับการใช้จ่ายแบบซื้อเงินสดเป็นหลัก เพราะการจ่ายเงินสดเราจะยับยั้งชั่งใจมากกว่า “เจ็บปวดกว่า” เวลาต้องกด ATM จ่ายแบงค์พันหลายๆ ใบ

ในหนึ่งเดือน ถ้าเราซื้อเงินสด เราอาจซื้อของ 10,000 บาท

แต่ถ้ามีบัตรเครดิตหลายใบ และเราพยายามจะใช้มันให้คุ้มที่สุด เราอาจจะจ่าย 20,000 บาท ได้ส่วนลดอีก 2000 บาทเท่ากับจ่าย 18,000 บาท

ใช้บัตรเดรดิต ประหยัดเงินไปได้ 2,000 บาท

แต่ใช้เงินสด ประหยัดเงินไปได้ถึง 18,000-10,000 = 8,000 บาท

ถึงจะได้ของมาเพิ่มหรือได้บริการมาเพิ่ม มันก็อาจไม่ใช่ของที่เราต้องการจริงๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

—–

เราเอาแอปที่เราใช้บ่อยๆ ไว้ใน home screen ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE จะได้ประหยัดเวลา กดคลิ้กเดียวก็เปิดได้เลย

แต่ยิ่งเปิดง่าย เราก็ยิ่งเปิดบ่อย และมีแนวโน้มที่จะใช้เวลากับมันมากขึ้น

แต่ถ้าเราเอาแอปไปไว้ให้มันใช้งานยากขึ้นอีกหน่อย แทนที่เราจะใช้เฟซบุ๊ควันละ 45 นาที อาจจะเหลือใช้เพียงวันละ 15 นาทีก็ได้

——

เราชอบซื้อของทีละเยอะๆ เช่นซื้อยาสีฟันเป็นโหล หรือซื้อมาม่าทีละ 10 ห่อ เพราะราคาต่อหน่วยถูกกว่า ไม่ต้องออกไปซื้อบ่อยๆ

พอสามเดือนผ่านไป ก็มักจะพบว่ายาสีฟันหลอดที่สามหรือหลอดที่สี่นั้นเหลวเสื่อมสภาพไปแล้ว ส่วนมาม่าก็หมดอายุต้องเอาไปทิ้ง กลายเป็นว่าแทนที่จะได้ของถูก เรากลับจ่ายแพงกว่าปกติกถึง 2-3 เท่า

——

ประหยัดได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ควรประหยัดอย่างมีสติ

และควรมองให้ออกว่าโดนเขาหลอกอยู่รึเปล่าครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb