อย่าถามว่าจะทำดีรึเปล่า

20190210_canidothis

เพราะส่วนใหญ่มันดีอยู่แล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะทำสิ่งนี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว มันจะกระทบกับสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิตของเรายังไงบ้าง

เดือนที่ผ่านมาผมปฏิเสธงานไปสองงาน

งานแรกคือการเป็นวิทยากรรับเชิญในงานประชุมประจำปีของธนาคารแห่งหนึ่ง มีผู้จัดการสาขามาฟังหลายร้อยคน หัวข้อที่ได้มาคือการกระตุ้นให้พนักงานมีแรงใจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมชอบอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือเขาติดต่อมาก่อนงานประชุมเพียง 10 วัน และหนึ่งวันก่อนที่จะมีงานประชุมของธนาคาร ที่ออฟฟิศ Wongnai ของผมก็มีงาน Townhall ต่อด้วยงานปาร์ตี้ที่ทีมผมเป็นคนดูแล

เมื่อเวลาเตรียมตัวน้อย แถมสัปดาห์นั้นผมต้องโฟกัสกับ Townhall และงานเลี้ยงบริษัท ถ้าผมรับเป็นวิทยาการให้ธนาคารด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ

– ผมต้องแบ่งเวลาไปเตรียมเนื้อหาสำหรับการเป็นวิทยากรรับเชิญ
– ผมอาจบกพร่องเรื่องการเตรียมงาน townhall และงานปาร์ตี้
– ผมจะมีเวลาพักผ่อนน้อยลงตลอดทั้งสัปดาห์นั้น
– ผมจะสนุกกับงานปาร์ตี้ได้ไม่เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า

ผมจึงจำเป็นต้องปฏิเสธงานวิทยากรนี้ไป แม้จะรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะมีรายได้เสริมและการได้พูดคุยกับผู้จัดการสาขาธนาคารหลายร้อยคน

ส่วนงานที่สองที่ผมเพิ่งปฏิเสธไปเมื่อวานนี้ คืองานเป็นนักเขียนรับเชิญให้เอเจนซี่แห่งหนึ่ง ซึ่งธีมที่เขาขอให้เขียนก็ถูกจริตผม แต่ผมกำลังทำงานใหญ่อยู่สองงานและต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามเดือนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย หากผมรับงานเขียนนี้เพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ผมสูญเสียโฟกัสในงานสองงานที่อยู่ในมือนี้ไป ก็เลยจำใจต้องปฏิเสธไปเช่นกัน

ก่อนที่จะเพิ่มอะไรขึ้นมาในชีวิต ไม่ว่าจะรับงานเสริม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ หรือสมัครสมาชิกบริการใดก็ตามแต่ นอกจากจะคิดถึงสิ่งที่เราจะได้มา อย่าลืมคำนึงถึงสิ่งที่เราจะสูญเสียไปด้วย เช่น

– เวลาพักผ่อน
– เวลาออกกำลังกาย
– เวลาเล่นกับลูก
– เวลาในการสะสางสิ่งที่ยังค้างคา
– เวลาในการทำความฝันบางอย่างให้เป็นจริง

Don’t ask – “Can I do this?” Ask “What doesn’t get done if I do this”
-Greg McKeown

อย่าถามว่าทำได้รึเปล่า ให้ถามว่าถ้าทำเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาแล้วเราจะไม่ได้ทำอะไร

หรือถามว่าสิ่งที่เรากำลังจะรับเพิ่มเข้ามาใหม่ มันสำคัญกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แต่ยังทำได้ไม่ดีรึเปล่า

คิดแบบนี้แล้วน่าจะช่วยให้เรากล้าปฏิเสธมากขึ้นครับ

เงาปีศาจ

20190206_shadow

บางทีก็โผล่มาตอนโดนรถปาดหน้า

บางทีก็โผล่มาตอนเล่นกันแรงๆ ในสนามฟุตบอล

บางทีก็โผล่มาตอนมีปากเสียงกับแฟน

บางทีก็โผล่มาตอนลูกไม่ยอมหยุดร้องไห้

บางทีก็โผล่มาตอนนั่งสมาธินานๆ แต่จิตใจฟุ้งซ่านคิดเรื่อยเปื่อย

ปีศาจตนนี้เราไม่คุ้นเคย เพราะถูกสอนมาแต่ไหนแต่ไรว่าต้องเป็นเด็กดี เราจึงเก็บและกดปีศาจตนนี้ไว้ในส่วนลึกของตัวเรา

แต่มันไม่เคยหายไปไหน และพร้อมจะโผล่ขึ้นมาทุกครั้งที่สถานการณ์เป็นใจ

การปฏิเสธการมีอยู่ของปีศาจไม่น่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้น วิธีที่อาจจะดีกว่าคือการยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราและหัดทำความรู้จักมันเข้าไว้

เวลาที่มันโผล่มาครั้งถัดไปจะได้ไม่สร้างความเสียหายเกินควรครับ

เราทำตัวเองทั้งนั้น

20190205_youdoittoyourself

ชีวิตที่เรามีอยู่ ณ เวลานี้ คือผลลัพธ์รวบยอดของทุกการตัดสินใจตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ดังนั้น ถ้าชีวิตเราย่ำแย่ เราจะโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง

เข้าใจครับว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ยาก เพราะ “ตัวเรา” มักจะเป็นคนแรกที่เรายกย่องเวลาทุกอย่างไปได้สวย และเป็นคนสุดท้ายที่เราจะกล่าวโทษเวลาชีวิตมันห่วย

อาจจะเลือกคนผิด อาจจะรับข้อมูลผิด อาจจะตัดสินใจผิด แต่เราก็มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกความผิดนั้น

ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะถ้าเราเป็นคนพาตัวเองเข้ามาอยู่สถานการณ์แย่ๆ ได้ เราก็ย่อมจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้ได้เช่นกัน

เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกใช้ชีวิตได้

เรากะเกณฑ์ผลลัพธ์ไม่ได้ แต่กะเกณฑ์การกระทำได้

เราทำนายอนาคตไม่ได้ แต่แก้ไขปัจจุบันได้เสมอครับ

ถ้าอยากเปลี่ยนผลลัพธ์

20190205_changeresults

ก็ต้องเปลี่ยนการกระทำ

ถ้าอยากเปลี่ยนการกระทำ ก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติ

ทัศนคติ -> การกระทำ -> ผลลัพธ์

ถ้าทัศนคติเหมือนเดิม การกระทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม

ถ้าทัศนคติเปลี่ยนไป การกระทำเปลี่ยนไป ผลลัพธ์ก็ย่อมเปลี่ยนไป

แล้วเราจะเปลี่ยนทัศนคติได้อย่างไร?

อันนี้เป็นคำถามที่ยาก แต่ถ้าให้ตอบแบบขวานผ่าซากคือเราต้อง “ระลึกให้ได้”

ในความเชื่อของศาสนาพุทธ เราเคยมีชีวิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้เราจะระลึกชาติไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ติดตัวมาแต่กำเนิดก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

ในหนังสือ “สนทนากับพระเจ้า” คำว่า “ระลึกได้” ว่าเราเป็นใคร ก็คือคำว่า Remember หรือ re-member ที่มีความหมายแฝงว่าการกลับไปเป็นสมาชิกหรือเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าอีกครั้ง

ดังนั้น เพียงเรา remember – ระลึกให้ได้ว่าเราเป็นใคร อะไรคือถูก อะไรคือผิด อะไรที่เราต้องการ และอะไรที่ทำแล้วจะมีประโยชน์กับตัวเราและคนรอบข้างอย่างแท้จริง

ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป การกระทำก็จะเปลี่ยนไป

และผลลัพธ์ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

เรายังติดค้างอะไรอยู่บ้าง?

20190203_manofmyword

เมื่อวานอากาศดีขึ้น ได้ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน แล้วก็พลันนึกถึงเรื่องที่ทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ

นั่นคือเรื่องที่ผมรับปากคนอื่นเอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำ เช่น

– อัดรูปครอบครัวแล้วส่งให้แม่บ้านที่เคยดูแลเราที่นิวซีแลนด์ได้ดู

– เอาผ้าปูที่นอนและผ้านวมชุดสำรองไปให้คนที่เช่าห้องคอนโด

– นัดโค้ชชิ่งกับน้องที่มาขอให้เราโค้ชให้

– อ่านและรีวิวหนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย (ที่พิมพ์หนังสือของผม)

และอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมๆ กันแล้วนับสิบเรื่อง

เรื่องที่เรามักติดค้างคนอื่น มักจะมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

1. เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการงานหรือหน้าที่ของเราโดยตรง เพราะถ้าเกี่ยวกับงาน มันมักจะมีเดดไลน์ และเราเบี้ยวไม่ได้อยู่แล้ว

2. มักมีผลตอบแทนต่ำต่อเราเอง นั่นคือทำไปแล้วก็ไม่ได้อะไรมาก หรือถึงไม่ทำก็ไม่เสียอะไรเท่าไหร่

3. คนที่เรารับปากเอาไว้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะ(กล้า)มาทวงถามอะไรกับเรา

พอไม่รีบ ไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีใครตาม เราก็เลยมักจะหลงลืม

แต่เรื่องเหล่านี้แหละที่ทำให้ข้างในของเราไม่สงบสุข เพราะแม้จะ “ลืม” ไปแล้ว แต่ลึกๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีเรื่องที่เรารับปากไว้แต่ยังไม่ได้ทำ และมันมักจะผุดขึ้นมาตอนที่จิตใจเราไม่ได้วุ่นวาย เช่นตอนวิ่งออกกำลังกายเป็นต้น

เราจึงควรพยายามเคลียร์เรื่องเหล่านี้ซะ

อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อนเช่นส่งนัดโค้ชชิ่งกับน้อง หรือเริ่มทำจากสิ่งง่ายๆ ก่อนเช่นนั่งเลือกรูปของครอบครัวซัก 10 รูป

ไม่ใช่เพื่อจะได้อะไรมา และไม่ใช่แม้กระทั่งเพื่อคนที่รอเราอยู่

แต่เพื่อรักษาความเป็นคนมีสัจจะของตัวเองครับ