นิทานชอล์กแท่งเดียว

20151006_Chalk

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมรอคอยวันอาทิตย์ให้มาถึงเสมอๆ

เพราะเป็นวันที่ผมจะได้อ่าน “มติชนหน้า 14” ซึ่งรวบรวมคอลัมน์นักเขียนเจ๋งๆ ไว้มากมาย อาทิเช่น ‘ปราย พันแสง, บินหลา สันกาลาคีรี, บัวไร, เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ศุ บุญเลี้ยง

และคอลัมน์ที่ผมชอบที่สุดคือคอลัมน์ “คุยกับประภาส” โดยคุณประภาส ชลศรานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Workpoint และต้นทางไอเดียของรายการในตำนานอย่างเกมทศกัณฑ์ แฟนพันธุ์แท้ และ คุณพระช่วย

เมื่อวานพอดีได้คุยกับน้องสองคน ว่าจะทำยังไงถึงจะกระตุ้นให้คนในทีมมีความกระตือรือล้นมากขึ้น ผมเลยเล่าเรื่องชอล์กแท่งเดียวที่ผมเคยอ่านในคอลัมน์คุยกับประภาสให้น้องเค้าฟังครับ

วันนี้เลยอยากจะเอามาแชร์ในบล็อกนี้ด้วย เลยลองไป google แล้วก็เจอเรื่องนี้ถูกแบ่งปันไว้หลายที่มาก แต่แหล่งที่ดูจะแชร์บทความนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุดกลับเป็นเว็บไซต์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซะนี่!

ผมลอง Google เรื่องนี้เพื่อจะหาต้นทางภาษาอังกฤษดู ก็เจอเรื่องนี้ถูกเล่าไว้หลายที่เช่นกัน เช่นใน Business Insider

เรื่องจริงที่กลายเป็นตำนานนี้ว่าด้วยชายที่ชื่อว่า ชาร์ลส์ ชวาป (Charles Schwab) ซึ่งเป็นผู้บริหารคนสำคัญของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) เจ้าพ่อโรงงานเหล็กกล้าสมัยที่อเมริกากำลังสร้างรางรถไฟทั่วประเทศ  โดยคาร์เนกี้นั้นได้รับการจัดอันดับว่ารวยเป็นอันดับสองของ 20 คนที่รวยที่สุดตลอดกาล (บิล เกตส์ได้ที่ 6 และ บัฟเฟตต์ได้ที่ 19)

มาฟังนิทานจากคุณประภาสกันเลยดีกว่า

—–

ปี พ.ศ.2455 ชาร์ลส์ ชวาป ได้เข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ในอเมริกา ในขณะที่บริษัทอยู่ในสภาพย่ำแย่ การผลิตตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ได้น้อยลงจนไม่ได้ดุลกับค่าใช้จ่าย ฐานะของบริษัทจึงเริ่มง่อนแง่น

เย็นวันหนึ่ง ชวาปเดินเข้าไปในโรงงานเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าคนงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“ผมพูดไปไม่รู้กี่ครั้ง คนงานใช้แรงงานก็อย่างนี้แหละครับ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คิดไม่เป็น ถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่ผมก็ทำมาแล้ว ก็ไม่เห็นพวกเขาจะขยันขึ้นเลย” หัวหน้าคนงานตอบชวาป

ในตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเลิกงาน และคนงานกะกลางคืนกำลังจะเข้าเวรแทน ชวาปเอ่ยปากขอชอล์กแท่งหนึ่งจากหัวหน้าคนงาน “วันนี้พวกคุณหลอมเหล็กได้เท่าไร”

“6 ตัน” หัวหน้าคนงานตอบ

ชวาปเอาชอล์กเขียนตัวเลข 6 ขนาดใหญ่ลงไปที่พื้น แล้วเดินกลับไป

ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงงอยู่ คนงานกะกลางคืนก็เริ่มทยอยกันมาเข้าเวร หลายคนสงสัยในเลข 6 ที่อยู่บนพื้น “มันคืออะไร”

“คุณชวาปเข้ามาถามว่าวันนี้หลอมเหล็กได้กี่ตัน อั๊วก็บอกไปว่า 6 ตัน คุณชวาปแกก็เลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้” หัวหน้าคนงานตอบพลางเกาหัวด้วยความงง

วันรุ่งขึ้นชวาปกลับไปที่โรงงาน เขาพบว่าเลข 6 ที่เขาเขียนไว้ที่พื้นได้ถูกคนงานกะกลางคืนลบออกไป และพวกเขาก็เขียนเลข 7 ลงแทนที่

เมื่อคนงานกะกลางวันเดินทางมาเข้าเวร และเห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขาก็รู้แล้วว่าคนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่าพวกเขา เย็นวันนั้น เลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ที่ถูกลบไปอีก

ไม่ถึงเดือน โรงงานเหล็กกล้าคาร์เนกี้ก็สามารถหลอมเหล็กได้วันละถึง 20 ตัน และเพียงผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจเหล็กกล้าของอเมริกา เงินเดือนและสวัสดิการของคนงานดีขึ้นจนบริษัทอื่นต้องอิจฉา

ชอล์กแท่งเดียวแท้ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Idlelog 

ขอบคุณที่มาของบทความ Breastfeedingthai

จ้าง 500 เล่น 5,000

20150530_500_5000

จงสร้างนิสัย จ้าง 500 แต่เล่น 5,000 แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

– บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

—–

คำว่าจ้าง 500 เล่นซะ 5000 นี่ถือเป็นคำแซวคนที่ทำอะไรโอเว่อร์เกินไป

แต่คุณบอย วิสูตร แสงอรุณเ ผู้เขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “อิสระเราราคาเท่าไหร่” สามารถพลิกมุมมองให้เป็นประโยคชวนคิดได้

ชวนให้นึกถึงเพลง “สุดสุดไปเลย” ของนูโว

ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแต่ ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่ลังเล ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไปไม่ต้องยั้ง

ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เขาจ้างจะจ้างเรามาด้วยเงินกี่มากน้อยก็แล้วแต่ เมื่อเราตัดสินใจรับข้อเสนอแล้ว ก็ควรจะซื่อตรงกับวิชาชีพของตัวเอง

ถ้ามัวคิดแต่คิดว่า เจ้านายลำเอียง ให้เงินเดือนเราน้อยกว่าคนอื่น ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำงานในแต่ละวันด้วย “เกียร์หนึ่ง” เป็นเพียงรถหวานเย็นฉิ่งฉับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ไปสนใจว่ารายได้ของเราจะมากหรือน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแค่ไหน

แต่สนใจเพียงแค่ว่า แต่ละวันเราได้ใช้ “เกียร์สี่” และได้ลงมือสุดฝีมือแล้วหรือยัง

ไม่มีบ่น ไม่เป็นคนงอแง ไม่มัวแต่มานั่งสงสัย

ความสามารถของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งงานและเงินเดือนที่เหมาะสมก็จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง

ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

คนทำงานดึก 8 ประเภท

20150528_LateNightWorkers

คนทำงานดึก 8 ประเภท

เชื่อว่าทุกคนที่ทำงานในบริษัทจะมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ชอบอยู่ออฟฟิศจนดึกจนดื่นเป็นประจำ

เท่าที่ผมสังเกตดู สามารถจำแนกแจกแจงคนที่ชอบทำงานจนดึกจนดื่นออกมาได้ 8 ประเภท โดยที่บางคนอาจจะอยู่ได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ถ้าคุณรู้จักใครที่ทำงานดึก (ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวคุณเองด้วย) ลองดูนะครับว่าเขาอยู่ในกลุ่มที่กล่าวมาหรือเปล่า

1. พวกมนุษย์ค้างคาวโดยธรรมชาติ
กลุ่มนี้เราจะเห็นได้เฉพาะในองค์กรที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้างาน หรือเป็นเจ้าของกิจการซะเอง เป็นพวกไม่ชอบตื่นเช้า (ซัก 8 โมงนี่ถือว่าเช้าสำหรับเขาแล้ว) เข้างานสิบโมงหรือสิบโมงครึ่ง แล้วก็ทำงานไปจนถึงสองสามทุ่ม กลับบ้านแล้วก็ยังมีชีวิตช่วงกลางคืนต่อไปจนถึงตีหนึ่งหรือตีสองถึงจะเข้านอน

2. พวกติดกับดักงานเร่งด่วน
คนกลุ่มนี้คือคนที่ใช้ชีวิตเหมือนมีไฟลนก้นตลอดเวลา พรุ่งนี้ต้องไปนำเสนองานกับลูกค้าแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มทำสไลด์เลยซักหน้า ก็เลยต้องอยู่ทำงานจนดึกจนดื่น และงานชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ในคิวก็จะรวนไปด้วย เพราะจะ “ไม่มีเวลาทำ” จนกว่ามันจะจวนตัวจริงๆ

คนเหล่านี้มักจะเหนื่อยหนักและสุขภาพไม่ค่อยดีเพราะนอนไม่ค่อยพอ ดื่มกาแฟจัด และกินข้าวดึก

3. พวกตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน
ที่งานไม่เดินอาจจะเพราะความจำเป็นเช่นมีประชุมเยอะ หรือระหว่างวันต้องช่วยเหลือคนอื่นจนต้องเก็บงานของตัวเองมาทำตอนที่เพื่อนร่วมงานกลับบ้านไปหมดแล้ว

หรืออีกประเภทหนึ่งคืองานไม่ค่อยเดินเพราะระหว่างวันมัวแต่เมาธ์หรือเล่นเน็ตซะเพลิน รู้ตัวอีกทีก็สี่ห้าโมงเย็นแล้ว เลยต้องอยู่ปั่นงานให้เสร็จ

4. พวกทุ่มเท
มาทำงานเช้าตรู่ และกลับเป็นคนเกือบสุดท้าย ผมเรียกคนเหล่านี้ว่าซุปเปอร์แมน ทำงานเสร็จเยอะและมีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ จนกลายเป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมงานทุกคน

5. พวกอยากให้เจ้านายเห็นว่าทุ่มเท
พวกนี้จะไม่ขยันเท่าไหร่หรอก ตอนเย็นอาจจะไปหาอะไรกินหรือทำกิจกรรมสันทนาการจนถึงทุ่มกว่าๆ แล้วค่อยมาทำงานต่ออีกหน่อย อาจมีส่งเมล์ตอนดึกๆ บ้าง โดยแอบหวังลึกๆ ว่าเจ้านายจะเห็นว่าเราทำงานดึกแค่ไหน

ทำอย่างนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะเจ้านายอาจจะมองว่าที่ต้องทำงานดึกเพราะระหว่างวันไม่ค่อยทำงาน หรือจัดการเวลาไม่ดีก็ได้ หรือร้ายไปกว่านั้นเจ้านายเค้าฉลาดพอที่จะมองออกว่าเราแกล้งทำเป็นทำงานดึกไปอย่างนั้นเอง

6. พวกต้องทำงานกับฝรั่ง
ถ้าต้องทำงานกับบริษัทที่ “truly international ” การทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ยุโรปหรืออเมริกาอาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก เวลานัดประชุมกัน กว่าเพื่อนร่วมงานที่นิวยอร์คจะถึงออฟฟิศ ที่บ้านเราก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว

ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยการผลัดกันอยู่ดึก เช่นเดือนนี้เรายอมประชุมตอนสองทุ่มบ้านเรา-แปดโมงบ้านเค้า ส่วนเดือนหน้าก็ประชุมแปดโมงบ้านเรา สองทุ่มบ้านเค้า หรืออีกวิธีที่นิยมใช้กันคือประชุมที่บ้านครับ เพราะส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีประชุมผ่านโทรศัพท์ที่เรียกว่า teleconference อยู่แล้ว

7. พวกติดร่างแหวัฒนธรรมองค์กร
องค์กรบางแห่งต้องทำงานดึกเป็นประจำ อย่างพวกเอเจนซี่โฆษณานี่ปั่นงานกันเลยเที่ยงคืนเป็นว่าเล่น

ถึงงานเราจะเสร็จแล้ว แต่ถ้าเพื่อนอยู่ดึก แถมหัวหน้าก็อยู่ดึก หากเรากลับเร็วก็อาจจะกลายเป็นแกะดำได้

8. พวกไม่มีชีวิตนอกที่ทำงาน
กลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่ม “ผู้หญิงเก่ง” (ทำไมเราไม่มีคำว่า “ผู้ชายเก่ง”?) ที่ทำแต่งาน จนงานกลายมาเป็นอัตลักษณ์และเป็นตัวชี้วัดหลักสำหรับความสำเร็จหรือความสุขของเขา กลุ่มนี้จะน่าเห็นใจตรงที่ “ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากงาน” หรือ “ไม่รู้จะกลับบ้านเร็วไปทำอะไร” เพราะไม่มีแฟน ไม่มีงานอดิเรก ไม่ค่อยได้เจอเพื่อน ก็เลยเอาเวลาและความสนใจมาลงกับงานอย่างเดียว กลุ่มนี้ดูไม่ยากเพราะหายใจเข้าออกเป็นเรื่องงาน ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนหรือเป็นวันอะไรของสัปดาห์

—–

ถ้าใครติดกับการทำงานดึกแล้วอยากจะออกจากวงจรนี้ ผมก็มีข้อเสนอมาให้พิจารณานะครับ

– ในกรณีที่ทีมอยู่ดึก อาจจะต้องเลิกแคร์สายตาคนอื่นบ้าง เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เขาเข้าใจในความต้องการ/ความจำเป็นของเรา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องแสดงฝีมือให้เขาเห็นว่า ถึงเราจะกลับบ้านเร็วแต่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเรานั้นยังเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

– ในกรณีที่คุยกับหัวหน้าแล้วเขาไม่ยอมให้เราเปลี่ยน อาจต้องลองหาทางย้ายทีมหรือย้ายองค์กร

– ในกรณีที่ตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน หรือติดกับดักงานเร่งด่วนตลอดเวลา ขอให้ลองใส่ใจกับงานที่ “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” ให้มากขึ้น เพราะมันจะทำให้เราป้องกันเรื่องเร่งด่วนได้ไม่น้อย

– ในกรณีที่ “งานเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมี” ก็ลองหาสิ่งอื่นทำดูบ้าง เช่นไปลงเรียนโยคะ เข้าคอรส์ฟิตเนส เข้ากลุ่ม Meetup หรือนัดเจอเพื่อน ผมว่านี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะทำให้ชีวิตเรามีมิติ และมีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจครับ

เคยพูดไปแล้วแต่ขอพูดอีกครั้ง:

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 เรื่องราวที่อาจจะช่วยให้คุณได้มองโลกในมุมใหม่ๆ ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

เก็บพาสเวิร์ดอย่างไรดี

20150505_Password

ผมว่าเราหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องการจัดการพาสเวิร์ด

เพราะเรามี account มากมายเหลือเกิน เอาเฉพาะพื้นฐานก็ Email / Facebook / LINE / Twitter / Instagram / Internet Banking / ยื่นภาษี

นี่ยังไม่ร่วมพาสเวิร์ดที่ต้องใช้ที่บริษัทเลยนะครับ

ผมเชื่อว่าเราหลายๆ คนมี account และ password ที่ต้องจัดการไม่ต่ำกว่า 50 รายการ

เวลาลืมพาสเวิร์ดกันทีก็วุ่นวายกันไปรอบนึง

วันนี้ผมเลยขอมาแชร์วิธีการเก็บพาสเวิร์ดของผมนะครับ อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่เผื่อใครอยากจะลองเอาไปใช้ดูครับ

เอาเรื่องพื้นฐานของพาสเวิร์ดก่อน

พาสเวิร์ดของเราควรจะมีไม่น้อยกว่า 8 ตัวอักษร ไม่ใช่คำที่มีอยู่จริงในภาษาอังกฤษ ควรจะมีตัวเลข และควรจะมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่ A-Z อยู่ด้วย เช่น !, @, $

ผมใช้วิธีการตั้งพาสเวิร์ดดังนี้ครับ

1. ใช้ชื่อคนหรือกลุ่มบุคคล อาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือดาราก็ได้ แต่ขอให้เป็นชื่อไทย เช่น Fahsai (ที่ไม่ควรใช้ชื่อฝรั่งเพราะว่ามันถูก hack/แกะ/โดนขโมย ได้ง่ายกว่า)

2. ใส่อักษรประหลาดๆ ลงไปเช่น !

3. ใส่ตัวเลขต่อท้าย ที่ผมใช้บ่อยคือวันที่ อาจจะเป็นวันเกิด หรือวันสำคัญของคนๆ นั้น (โดยใช้ปีพ.ศ. เพราะปีค.ศ.อาจจะเดาง่ายเกินไป) เช่น ถ้าเขาเกิด 24 กรกฎา 2524 ก็ใช้เป็น 25240724 หรือถ้าขี้เกียจมานั่งจำก็อาจจะใช้วันเกิดหรือวันสำคัญอื่นๆ ของเราเองก็ได้

4. เอาข้อ 1+2+3 มาต่อกันก็จะได้พาสเวิร์ดที่ค่อนข้างแข็งแรงอย่าง Fahsai!25240724

5. จดพาสเวิร์ดลงใน Notepad หรือถ้าให้ดีใช้โปรแกรมอย่าง Evernote ก็จะสะดวกเพราะเราเปิดดูจากที่ไหนก็ได้ แต่เวลาจดห้ามจดทั้งหมด แค่ใส่ตัวหน้ากับตัวหลังแทนเช่น Account Facebook ของเราใช้ Gmail ในการล็อกอินและพาสเวิร์ดที่ใช้คือ Fahsai!25240724 เราก็จดว่า

Facebook /gmail / F*************4

หรือถ้ากลัวว่าจะลืมก็อาจจะเพิ่มอะไรลงไปอีกหน่อยก็ได้เช่น

Facebook /gmail / Fa****!******24

คราวนี้มันจะมีอีกสองประเด็นคือ จะเลือกยังไงว่าเว็บไซต์ไหนใช้พาสเวิร์ดอะไร แล้วสมมติถ้าเขาบังคับให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดทุกสามเดือน เราจะเปลี่ยนยังไงเพื่อให้ระบบยอมรับ (คือต้องห้ามเหมือนของเดิมเกินไป และเราเองต้องจำได้)

6. ดูตัวอักษรแรกของเว็บไซต์เพื่อเลือกชื่อภาษาไทย เช่นเราอาจจะทดไว้ในใจเลยว่า

Facebook = Fahsai
Twitter = Taweesak
Line = Lalita
Instagram = Inthira
Outlook = Oranuch

(อันนี้แค่ตัวอย่างนะครับ ให้ดีเลือกชื่อที่คุณเองรู้จักหน้าจะดีที่สุด)

ส่วนวันที่เราอาจจะเอาเหมือนกันหมดเลยก็ได้โดยเอาแค่ปีกับเดือนพอเช่น

Fahsai!255805
Taweesak!255805
Lalita!255805
Inthira!255805
Oranuch!255805

7. พอครบสามเดือน ถึงเดือนสิงหาคมต้องเปลี่ยนพาสเวิร์ด เราก็เปลี่ยนยกชุดเป็น

Fahsai!255808
Taweesak!255808
Lalita!255808
Inthira!255808
Oranuch!255808

และแน่นอนเวลาเราจดพาสเวิร์ดของเราลง Evernote เราก็จดแค่นี้

Facebook / gmail / F***********8
Twitter / yahoo / T*************8
LINE / gmail / L***********8
Instagram / gmail / I************8
Outlook / corporate email / O************8

เท่านี้เราก็จะมีพาสเวิร์ดที่แข็งแรง จำได้ไม่ยาก และสามารถอัพเดตได้บ่อยๆ อย่างมีหลักการครับ

นาฬิกายังไม่ตาย

20150403_WorkLifebalance

“ผมว่าชีวิตคนเรามันไม่มีช่วงที่สมดุล
คนเราต้องเอียงซ้ายและเอียงขวาตลอดเวลา
ถ้ามันอยู่สมดุลตรงกลางก็คงเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา
ที่ถ้าจะให้อยู่ตรงกลางได้นานๆ ก็คงเป็นตอนที่นาฬิกาตาย”
– เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข

ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจกับการใช้ชีวิตแบบมี work-life balance (ความสมดุลระหว่างการมีชีวิตกับการทำงาน) เสมอมา

แต่ก็มีบางคำพูดที่ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Work-life balance เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น

1. หัวหน้าผม ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยบอกว่า “Work-Life balance is a myth” (myth = เรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริง คล้ายๆ นิทานปรัมปรา) ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาอธิบายความต่อว่ายังไง แต่คงเป็นเพราะด้วยเนื้องานที่ต้องคุยกับคนในหลายทวีป ทำให้หลายๆ ครั้ง การประชุมจนดึกดื่นและการเอางานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. โจนาธาน ฟีลด์ (Jonathan Fields) ผู้สร้าง Good Life Project ด้วยการไปสัมภาษณ์คนที่เจ๋งๆ ในหลายๆ วงการว่า ชีวิตที่ดีคืออะไร มีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ผมไม่คิดว่าชีวิตที่ดีคือแค่การได้เลิกงานห้าโมงเย็นแล้วไปเล่นโยคะนะ ชีวิตที่ดีคือการได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำในสิ่งที่เราเชื่อ แม้มันจะเหนื่อยมาก แต่เราก็เข้านอนด้วยความอิ่มเอมใจ”

3. แกรี่ เคลเล่อร์ (Garry Keller) ผู้เขียนหนังสือ The One Thing เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตแบบ Work Life Balance นั้นคือจะทำให้เราทำทุกอย่างกลางๆ ไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน (Magic doesn’t happen in the middle) ลองมาคิดดูว่า ถ้าไอน์สไตน์หรือสตีฟจ๊อบส์ใช้ชีวิตแบบมี Work-life balance ทำงานห้าโมงกลับบ้านไปดื่มชา โลกเราจะเป็นอย่างทุกวันนี้มั้ย

4. ผู้บริหารใหญ่อีกคนหนึ่งของบริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยพูดไว้ว่า “People talk about work-life balance, as if they are two different things. But work IS life! So you’d better enjoy your work to enjoy your life. “คนเราพูดถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานราวกับว่ามันเป็นสองสิ่งที่แยกขาดออกจากกัน แต่การทำงานก็คือชีวิตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราก็ควรสนุกกับงานที่ทำด้วย”

5. ลองเข้าไปที่ https://books.google.com/ngrams แล้วพิมพ์คำว่า work-life balance ลงไปดู แล้วจะพบว่า คำๆ นี้เพิ่งจะเริ่มมีการใช้งานช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง หรือจะพูดในอีกแง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพียงวาทะประดิษฐ์ที่เข้ามาอยู่ในแฟชั่นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ผมไม่ได้จะบอกว่า work life balance ไม่ดี หรือไม่มีอยู่จริง

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนจะต้องนิยามเองว่า อะไรคือความ “พอดี” ของตัวเอง เพราะคนที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง อาจจะมี work-life balance ที่ดีกว่าคนทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็ได้

ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำอะไร และมีความสุขกับชั่วโมงเหล่านั้นแค่ไหนมากกว่า

—–

Credits

a day bulletin issue 290, 7-13 February 2014