3 เคล็ดลับการพักเบรคให้มีประสิทธิภาพ

20161120_break

วันนี้มีบทความดีๆ จากเว็บ 99u.com มาฝากครับ

บทความมีชื่อว่า A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks ซึ่งแนะนำว่าคนที่ทำงานออฟฟิศอย่างพวกเราควรจะพักเบรคอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ยิ่งจำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะมนุษย์เราก็เหมือนรถ ที่ต้องคอยเติมน้ำมันเรื่อยๆ ถ้ามัวแต่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็อาจไปไม่ถึงปลายทางนะครับ

Dr. Christian Jarrett ผู้เขียนบทความ ได้แนะนำเคล็ดลับการพักเบรคเอาไว้สามข้อด้วยกัน

1. Fully switch off
2. Take short breaks early and often
3. Get out of the office

มาเจาะดูแต่ละข้อกันดีกว่า

1. เบรคทั้งทีก็ขอให้สมองได้พัก – Fully switch off 

หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเบรคด้วยการทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็มักไม่พ้นการเช็คเฟซบุ๊ค เข้าเว็บหรือเปิดแม็กกาซีนอ่านโน่นอ่านนี่ให้บันเทิงใจ แต่ผลการวิจัยได้ระบุว่าการพักเบรคจะเติมพลังเราได้จริงก็ต่อเมื่อเราใช้สมองให้น้อยที่สุด

ยกตัวอย่างผลงานวิจัยจาก University of Illinois at Urbana-Champaign และ George Mason University ที่ทำการศึกษาพนักงานออฟฟิศชาวเกาหลีกว่า 100 คน โดยให้แต่ละคนจดไดอารี่เป็นเวลา 10 วัน ว่าช่วงพักเที่ยงนั้นทำอะไรบ้าง และงานตอนบ่ายนั้นมีความกดดันสูงแค่ไหน และสุดท้าย ตอนหมดวันนั้นมีความเหนื่อยระดับเท่าไหร่

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นักวิจัยก็แบ่งกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำระหว่างพักเที่ยงออกเป็น 4 ประเภทคือ Relaxing เช่นยืดเส้นยืดสาย, Nutrition-based เช่นกินกาแฟ, Social เช่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และ Cognitive เช่นอ่านข่าวบนเว็บไซต์

นักวิจัยพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานตอนบ่ายไม่กดดันและตอนเย็นยังมีพลังเหลือเฟือ มักจะเป็นคนที่ได้เบรคแบบ Relaxing และแบบ Social เท่านั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งจาก Ajou University ในเกาหลีก็พบว่า คนที่เล่นมือถือตอนพักเที่ยงอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนพอๆ กับคนที่ได้คุยเฮฮากับเพื่อน แต่คนที่เล่นมือถือนั้นจะรู้สึกว่าหมดแรงกว่าในช่วงบ่าย

2. เบรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเบรคบ่อยๆ Take short breaks early and often

ตอนเช้าเรามักจะมีแรงเหลือเฟือ เราจึงมักจะทำงานโดยไม่ค่อยได้หยุดพัก แต่งานวิจัยได้ระบุแล้วว่าการหยุดพักเบรคช่วงเช้านั้นจะมีประโยชน์มากกว่า

Baylor University ได้ทำการศึกษาเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 95 คนเป็นเวลา 5 วันโดยให้จดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังจากได้พักแล้ว

ผลก็คือ คนที่ได้พักเบรคช่วงเช้านั้นจะรู้สึกว่าทั้งกายและใจมีแรงกว่า และถ้าได้พักบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักนานๆ แค่เพียงสองนาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพลังของเรากลับมาเหมือนเดิม

3. ออกไปนอกออฟฟิศเสียบ้าง – Get out of the office 
คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่อาจแทบไม่เคยได้ออกจากตึกเลย เวลาพักเบรคก็อาจจะแค่ได้เดินไปที่โต๊ะเพื่อนหรือที่มุมกาแฟเท่านั้น แต่ถ้าเราอยู่ในออฟฟิศ เราก็ยังต้องคอยระวังว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ

การได้ออกไปเดินข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เจอต้นไม้เขียวๆ บ้าง ก็จะช่วยเพิ่มพลังกายและพลังใจได้เป็นอย่างดีครับ


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ครบทั้งสามข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสาม) เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าเรามีเวลาว่างมากนักหรือไง แต่จริงๆ แล้วการได้พักเบรคทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเองและกับบริษัทครับ

ถ้ากลัวว่าทำไปแล้วหัวหน้าจะไม่เข้าใจ ก็ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านด้วยก็ได้นะครับ

เผื่อหัวหน้าเห็นดีเห็นงามจะได้ชวนมาเป็นแนวร่วม!


ขอบคุณข้อมูลจาก 99U.com: A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามติดต่อพนักงานนอกเวลางาน

20161106_french_law

วันนี้มีข่าวจากเว็บ True Activist มาฝากครับ

ฝรั่งเศสเพิ่งออกกฎหมายเพื่อมอบ “สิทธิ์ที่จะไม่โดนติดต่อ” (right to disconnect) ให้พนักงานในองค์กรที่ขนาดใหญ่กว่า 50 คน

ผมเชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเคยเจอสถานาการณ์ที่ “ไม่อาจหยุดทำงานได้แม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ตาม”

การมาถึงของอินเตอร์เน็ต แล็ปท็อป และสมาร์ทโฟน ได้ทำให้หลายๆ องค์กรคิดว่าการให้พนักงานทำงานนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นตอนดึกๆ ดื่นๆ หรือวันเสาร์อาทิตย์ที่เราควรได้นอนตีพุง เราก็ไม่สามารถวิ่งหนีอีเมล์หรือเมสเสจจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเราได้

นายเบอนัวท์ อามง (Benoit Hamon) ส.ส.คนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า

“งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าคนทำงานยุคนี้ต้องพบเจอกับความเครียดมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา และความเครียดนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย แม้ว่าร่างกายของพนักงานจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศแล้ว แต่ใจก็ยังคงกังวลเรื่องงาน พวกเขาเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่อิเลคโทรนิคส์ (electronic leash) ไม่ต่างอะไรจากสุนัข ทั้งอีเมล์ ทั้ง sms ได้เข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนตัวจนคนทำงานแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว”

แม้ว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้ยังไม่ได้มีบทลงโทษองค์กรที่ยังคงรบกวนพนักงานนอกเวลา แต่มันก็บังคับให้องค์กรเหล่านี้ต้องระบุใน “มารยาทการปฏิบัติงาน” (Charters of Good Conduct) อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่องค์กรจะต้องไม่ติดต่อพนักงาน

ผมเดาว่าฝรั่งเศสน่าจะเป็นที่แรกที่ออกกฎหมายแบบนี้ออกมา

และผมก็เชื่อว่ามันจะไม่ใช่ที่สุดท้ายครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก True Activist: New French Law makes it illegal to contact employees after work hours

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เคล็ดลับการทำงาน: จิบน้ำก่อนปากแห้ง

20161110_drymouth

สมัยเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนโดราเอมอนภาคพิเศษ ถ้าพวกโดราเอมอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอมอนจะเป็นคนคอยคุมจังหวะว่า ควรจะพักตอนไหน

เพราะถ้าบินยาวๆ โดยไม่พักเลย คอปเตอร์ไม้ไผ่จะแบตหมดเร็ว

ตอนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการหยุดพักบ่อยๆ มันทำให้ใช้แบตได้ยาวนานขึ้นยังไง


คนที่ติดตามบล็อกของผมมาซักพัก อาจจะเคยได้อ่านตอนที่ผมเล่าถึงการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกของผม ที่กว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ

หนึ่งในคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการวิ่งคราวนั้นของผมอย่างมาก มาจากรุ่นน้องที่ชื่อพีธซึ่งวิ่งแทบจะเป็นอาชีพไปแล้ว

ตอนที่ผมซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน ผมมักจะซ้อมวิ่งรวดเดียวจบแล้วค่อยกลับมาดื่มน้ำที่บ้าน ผมเลยถามพีธว่า ตอนวิ่งแข่ง ควรจะวิ่งไปไกลๆ ก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ หรือควรจิบน้ำตามสเตชั่นที่มีทุกสองกิโลเมตร

พีธรีบบอกผมทันทีว่า “จิบไปเรื่อยๆ เลยพี่ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง”

เรื่องนี้สำคัญต่อการวิ่งอย่างมาก เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้ง ก็แสดงว่าร่างกายของเราเริ่มขาดน้ำแล้ว

ถ้าไม่ได้คำแนะนี้ ผมอาจจะวิ่งไม่ครบ 21 กิโลก็ได้


ผมเคยอ่านเจอมาว่า ถ้าเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าตอนบ่ายแก่ๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรง หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้ก็คือการลุยงานแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเช้า

ดังนั้น ถ้าอยากจะมีแรงทำงานได้ตลอดวัน เราจึงต้องคอยเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าให้หยุดพักบ่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เหนื่อยก็ตาม

โดยเราอาจจะใช้เทคนิค Pomodoro ที่ทำงาน 25 นาที่ และหยุดพัก 5 นาที เป็นต้น


หยุดพักก่อนที่จะล้า

จิบน้ำก่อนที่ปากจะแห้ง

หยุดบินก่อนที่แบตจะหมด

ถนอมร่างกายของเราไว้ จะได้มีแรงทำงานได้อย่างตลอดรอดฝั่งครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชีวิตเกินร้อย

20160911_150

ทำงานมา 22 ปี เจอสัจธรรมอะไรในการทำงานหรือในชีวิตของคนทำธุรกิจนี้ไหม
คุณเมฆ: สิ่งที่จะเทียบเท่ากับสัจธรรมในชีวิตเลยก็คือ การที่เราพบว่าไม่มีอะไรที่ทำได้ 100% จริงๆ โดยเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ คือคุณต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่างานอีเวนต์หรืองานครีเอทีฟนี่จะได้ให้ได้ 100% มันไม่มีหรอก มันต้องมีปัจจัยอะไรสักอย่างที่ทำให้ไอเดียของเราไปไม่สุดเสมอ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นระหว่างทางทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ทำใจไว้ว่า เอาสัก 80-90% นี่แหละ โอเคแล้ว ก็ถือว่าสุดๆ แล้วสำหรับงานประเภทนี้

แล้วไม่เสียดายหรือที่ไม่ได้  100%
คุณเมฆ: ไม่เสียดาย เพราะ 80-90% ของเรามันคือ 150% ของคนอื่น สแตนดาร์ดของเราอยู่ตรงนี้ เพราะเวลาเราตั้งเป้ามันคือ 200% ถ้าถูกลดลงมาเราก็ยังเกิน 100% อยู่

– เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012
สัมภาษณ์: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, อาทิตย อาศิรวาท
ถ่ายภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

อ่านคำพูดนี้แล้วก็ทำให้ผมได้นั่งนึกถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตวัยเรียนและวัยทำงาน

ตอนเราเป็นนักเรียน พ่อแม่จ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราทำงาน บริษัทจ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราเป็นนักเรียน อาจารย์จะสอนบทเรียนก่อน แล้วให้เราทำข้อสอบทีหลัง

ตอนเราทำงาน เรามักต้องทำข้อสอบก่อน แล้วถึงจะได้บทเรียนทีหลัง

ตอนเราเป็นนักเรียน ทุกคนจะได้ข้อสอบเหมือนกันหมด และนักเรียนที่เรียนเก่งมากๆ ก็จะทำได้ 100 คะแนนเต็ม

ตอนเราทำงาน แต่ละคนจะได้ข้อสอบแตกต่างกันไป และคนที่ทำงานเก่งมากๆ จะนิยาม “100 คะแนนเต็ม” ของตนเองแตกต่างจากคนอื่น

การตั้งมาตรฐานให้สูง จน 100% ของเราเท่ากับ 200% ของคนอื่นนั้นย่อมทำให้เราเหนื่อยกว่าแน่นอน

แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้เราได้เติบโตในหน้าที่การงาน

ที่สำคัญกว่านั้น การตั้งมาตรฐานให้สูง จะทำให้ทำงานสนุกขึ้นเยอะ เพราะเราจะได้ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของเราอย่างเต็มที่

แต่แม้ว่าเราจะทำเต็มที่แล้ว ก็ต้องเผื่อใจไว้ก่อนเลยว่ามันจะไม่ออกมาเพอร์เฟ็กต์หรอก เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยอีกร้อยพันที่เราคุมไม่ได้

ใช้ชีวิตเกินร้อยให้เป็นนิสัย และปล่อยวางกับผลลัพธ์

จะได้ทั้ง สุข สนุก และ สำเร็จครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”