หัวหน้า 4 ประเภท

1.หัวหน้าที่แคร์แต่ไม่ตรง

เป็นหัวหน้าที่ “ใจดีเกินไป” เห็นใจลูกน้องและไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ผลลัพธ์คือเวลาลูกน้องทำผิดหรือประพฤติไม่เหมาะสมก็ไม่กล้าฟีดแบ็คลูกน้องตรงๆ คนที่ผลงานไม่ดีจึงอยู่ต่อไปได้ คนที่ผลงานดีก็เสียกำลังใจเพราะรู้สึกว่าโดนเพื่อนร่วมงานกินแรงอยู่แต่หัวหน้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

2. หัวหน้าที่ตรงแต่ไม่แคร์

เป็นหัวหน้า “ปากเสีย” คือแม้จะพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนฟังเลย แถมยังสร้างความชอบธรรมด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงๆ อีกด้วย แม้ว่าฟีดแบ็คจะสอดคล้องกับความจริง น้องก็ไม่ได้เต็มใจเอาไปปรับปรุงเพราะรู้สึกว่าเป็นการด่าเพื่อความสะใจมากกว่า

3. หัวหน้าที่ไม่แคร์และไม่ตรง

เป็นหัวหน้า “ปากหวานก้นเปรี้ยว” ต่อหน้าพูดจากับน้องดี แต่เอาลูกน้องไปบ่นให้คนอื่นฟัง จึงเป็นหัวหน้าที่ขาดความจริงใจและหวังเพียงจะใช้ประโยชน์จากลูกน้องเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

4. หัวหน้าที่ตรงและแคร์

เป็นหัวหน้าประเภท “tough love” คือรักนะ แต่เมื่อผิดก็ต้องลงโทษ เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกให้ชัดเจน แม้น้องจะเจ็บที่โดนดุ แต่น้องก็รู้ว่ามันคือการติเพื่อก่อเพราะเบื้องหลังของคำที่ไม่อยากฟังนั้นมีแต่ความปรารถนาดี

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากมีหัวหน้าแบบที่ 4 เพราะนั่นคือหัวหน้าที่จะทำให้เราเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง

สำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก่อนจะพูดอะไรตรงๆ กับน้องอย่าลืมดูด้วยว่าน้องเค้ารู้รึยังว่าเราแคร์ เพราะถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่ได้แคร์เขา การพูดอะไรตรงๆ ออกไปก็อาจจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่ควรจะเป็นครับ


ขอบคุณต้นทางไอเดียจากหนังสือ Radical Candor by Kim Scott

ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง

วันก่อนผมไปเจอโพสต์ที่เป็นแก๊กตลกสามเฟรม

ภาพแรกเป็นภาพเครื่องบินรันเวย์พร้อมคำโปรยว่า “My email is well written, reviewed, and ready to be sent”

ภาพที่สองเป็นภาพเครื่องบินกำลังทะยานอยู่บนฟากฟ้าพร้อมประโยค “My email is sent”

และภาพสุดท้ายคือภาพบันไดเหล็กที่เอาไว้ลำเลียงผู้โดยสารเข้าตัวเครื่องบิน บนบันไดเต็มไปด้วยผู้โดยสาร พร้อมคำว่า “Attached file”

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หนึ่งในโมเมนต์ที่เราต้องเจอสักครั้งในชีวิตก็คือการส่งเมลโดยลืมแนบไฟล์ไปด้วย ต้อง reply all เมลเดิมและ attach ไฟล์ไปให้แบบเขินๆ

เมื่อต้องเจอปัญหานี้หลายครั้ง หลังๆ เวลาผมเขียนเมลผมเลยมักจะเรียงลำดับแบบนี้

  1. Subject
  2. Attachment
  3. Content
  4. Recipients

เพราะสิ่งที่เรามักหลงลืมคือการเขียน Subject (ทำให้บางทีก็ส่งเมล subject เปล่า) หรือไม่ก็ลืมแนบไฟล์ (หรือแนบไฟล์ผิด) ดังนั้นควรจะเอาขึ้นมาทำก่อนเป็นสองข้อแรก

ส่วนข้อ 3 & 4 นั้น ยังไงเราก็ไม่ลืมอยู่แล้ว เราจึงควรเขียนเนื้อหาก่อน แล้วเก็บรายชื่อคนที่เราจะส่งไว้เป็นเรื่องสุดท้าย

เหตุผลที่เราควรเก็บรายชื่อผู้รับไว้เป็นอย่างสุดท้าย เพื่อป้องกันการ “มือลั่น” ไปกดโดนปุ่มส่งโดยไม่ตั้งใจ (เช่นจะใช้ shortcut ทำอะไรบางอย่างแล้วเผลอกดส่งเฉยเลย) เราจึงไม่ควรจะพิมพ์รายชื่อใดๆ จนกว่าเราจะตรวจทานจนมั่นใจแล้วว่าเรามีข้อ 1-3 ครบแล้วครับ

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ป.ล.แม้ผมจะจั่วหัวว่า “ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง” แต่จริงๆ แล้วคำตอบที่ถูกไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่อาจช่วยลดความผิดพลาดในการส่งอีเมลเท่านั้นเอง

ป.ล.2 ในความเป็นจริง เราอาจต้องเขียนเนื้อหาก่อนประมาณหนึ่งถึงจะนึกได้ว่าต้อง attach ไฟล์อะไรบ้าง ดังนั้น 2 & 3 จึงทำไปพร้อมๆ กัน แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรใส่ชื่อ recipients เป็นลำดับสุดท้ายเสมอครับ

Empathy คือทักษะสำคัญที่สุดของผู้นำยุคนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีบทความหนึ่งของ Forbes ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

บทความนี้มีชื่อว่า Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research เขียนโดย Tracy Brower

ในบรรดาทักษะทั้งหมดที่ผู้นำจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างทีมงานที่พนักงานรู้สึก engaged มีความสุข และปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่นั้น empathy หรือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นคือทักษะที่สำคัญที่สุด

เหตุผลที่ empathy สำคัญกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะ COVID-19 ส่งผลให้สภาพจิตใจของคนทำงานนั้นย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

จากการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกของ Qualtrics พบว่า 42% ของผู้คนรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลง

ถ้าเจาะให้ลึกไปกว่านั้น 67% ตอบว่ารู้สึกว่าเครียดขึ้น 57% มีความกังวลใจมากกว่าเดิม 54% รู้สึกหมดแรงทางอารมณ์ (emotionally exhausted) และ 28% รู้สึกว่าไม่สามารถโฟกัสกับงานได้

อีกงานวิจัยหนึ่งก็พบว่า ความเครียดจากงานทำให้นอนหลับไม่สนิท และมักทำให้เผลอปล่อยพลังงานลบใส่คนอื่นโดยเฉพาะกับแฟนหรือคู่สมรส

จากการศึกษาของ Carleton University ก็พบว่า เมื่อพนักงานต้องเจอกับ “ความป่าเถื่อน” (incivility) จากเพื่อนร่วมงาน ก็จะส่งผลให้ตัวเองทำหน้าที่พ่อแม่ได้แย่ลง ส่วนงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Georgetown University ก็พบว่าความเถื่อนในที่ทำงานนั้นกำลังขยายวงกว้างและส่งผลให้พนักงานไม่ค่อยร่วมมือกัน

เมื่อเราต้องลำบากกับสภาวะ burnout และหาความสุขจากการทำงานไม่ค่อยได้ การมีเจ้านายที่มี empathy คือแสงสว่างสำหรับคนทำงานโดยแท้ทรู

ในงานวิจัยล่าสุดของ Catalyst ที่สำรวจพนักงาน 889 คนได้พบความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ผู้นำมีหรือไม่มี empathy ดังนี้

หัวข้อ / องค์กรที่ผู้นำมี empathy / องค์กรที่ผู้นำไม่มี empathy

Engagement ความรู้สึกผูกพันกับองค์กร / 76% / 32%

Ability to be Innovative ความสามารถที่จะคิดใหม่ทำใหม่ / 61% / 13%

Retention ความรู้สึกอยากอยู่กับองค์กรต่อไป / 57% / 14%

Inclusivity ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร / 50% / 17%

Work-Life Navigation ความสามารถในการจัดสรรเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว / 86% / 60%

Empathy เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด งานวิจัยของ Lund University นั้นพบว่าเด็กอายุแค่ 2 ขวบก็รู้แล้วว่าคนอื่นๆ ไม่ได้คิดและรู้สึกเหมือนตัวเอง

Empathy ของผู้นำนั้นมีได้สองแบบ:

Cognitive Empathy รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง

Emotional Empathy รู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง

แต่ผู้นำที่ดีต้องไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกยังไง เขาต้องแสดงออกด้วยว่าเป็นห่วงเป็นใยและถามลูกทีมกันตรงๆ พร้อมทั้งตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกน้องจะพูดด้วย

เราสามารถเป็นหัวหน้าที่มี empathy โดยไม่จำเป็นต้องเรียนด้านจิตวิทยามาก่อน เพียงแค่คุยกับลูกทีมบ่อยๆ และหัดสังเกตสังกา และหากหัวหน้ารู้ว่าองค์กรที่อยู่นั้นมีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยซัพพอร์ตสภาพจิตใจของพนักงานได้บ้างก็ยิ่งเป็นเรื่องดี

การเป็นผู้นำที่มี empathy จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรือการเล่นวาทะ แต่มันต้องแสดงออกมาจากใจและลงมือทำจนคนเชื่อว่าเราแคร์

เหมือนคำฝรั่งที่บอกว่า people may not remember what you say, but they will remember how you made them feel.

คนคนหนึ่งอาจจะลืมสิ่งที่เราพูด แต่เขาจะไม่มีวันลืมว่าเราเคยทำให้เขารู้สึกอย่างไรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research by Tracy Brower

ความลับของตัวท็อปในวงการ

เคยมีคนทำการศึกษานักเทนนิสมืออาชีพ ว่าความแตกต่างระหว่างมือวางอันดับต้นๆ กับมือวางอันดับท้ายๆ นั้นคืออะไร

ตอนแรกนักวิจัยก็ไม่เข้าใจ เพราะนักเทนนิสทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็มีพรสวรรค์และฝึกซ้อมหนักพอกัน

จนวันหนึ่งนักวิจัยก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด นั่นคือเขาเห็นว่านักเทนนิสตัวท็อปนั้นเข้าสู่ “สภาวะสงบ” หลายครั้งในระหว่างเกม

วันถัดมาเขาจึงติดเครื่องตรวจชีพจรนักเทนนิส และพบว่าระหว่างแต้มแต่ละแต้ม นักเทนนิสตัวท็อปมี ritual หรือวิธีการอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบได้ และความเร็วการเต้นของหัวใจลดลงไปประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

ขณะที่นักเทนนิสกลุ่มรั้งท้ายนั้นหัวใจเต้นเร็วตลอด ไม่เคยมีช่วงที่ชีพจรดร็อปลงเลย พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเกม นักเทนนิสกลุ่มนี้มักจะทำพลาดบ่อยขึ้นและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษานักไวโอลินที่เรียนในโรงเรียนฝึกสอนดนตรีระดับโลก เพื่อจะทำความเข้าใจว่าทำไมบางคนเรียนจบไปแล้วถึงเป็นนักไวโอลินชั้นนำของวงการ บางคนได้เป็นนักไวโอลินในวงดนตรี และบางคนได้เป็นเพียงครูสอนไวโอลิน ทั้งๆ ที่คนทั้งสามกลุ่มนี้ก็เริ่มต้นจากคนที่มีแววเหมือนกัน แถมยังเรียนหลักสูตรเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ นักไวโอลินชั้นนำของวงการนั้นนอนเยอะกว่าคนอื่น คือนอนวันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง โดยรวมไปถึงเวลาที่พวกเขางีบหลับกลางวันด้วย

แม้ว่าบริบทในการวิจัยจะเป็นวงการกีฬาและวงการดนตรี แต่ผมก็เชื่อว่าการพักผ่อนก็จำเป็นสำหรับคนทำงานเช่นกัน

ยิ่งช่วงที่เรา Work from Home เรามีแนวโน้มที่จะทำงานจนไม่ได้มีเวลาหยุดพักเลย ซึ่งร่างกายและจิตใจของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้มาใช้งานต่อเนื่องยาวนานเหมือนเครื่องจักรแบบนี้

เราควรทำงานแบบเข้มข้นเป็นช่วงๆ แล้วมีจังหวะหยุดพักเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ชาร์จแบตจริงๆ สลับกันแบบนี้ไปทั้งวัน

ถ้าอยากเป็น top performer จริงๆ เราต้องนอนให้หลับและพักให้เป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Full Engagement by Jim Loehr & Tony Schwartz และ Peak by Anders Ericsson

เมื่อธนาคารต้องขายของหลายอย่าง

หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วเจอเจ้าหน้าที่ชักชวนให้ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือเปิดบัตรเครดิต

นี่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย ที่ประเทศอื่นก็ทำเช่นกัน เรียกว่า cross-selling คือขายสินค้าเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างอื่น

ในช่วงปี 2011-2015 นั้น ธนาคารสัญชาติอเมริกันอย่าง Wells Fargo ก็กดดันให้พนักงานทำ cross-selling อย่างเข้มข้น จนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ นั่นก็คือบัญชีปลอมถึง 3.5 ล้านบัญชี!

บัญชีปลอมในที่นี้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เปิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ทั้งเรื่องบัญชีเพื่อบัตรเครดิตและบัญชีเพื่อจ่ายเช็ค

นี่จึงเป็นอุทธาหรณ์ให้ผู้บริหาร ว่าการตั้งเป้าหลายๆ อย่างโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นการจูงใจให้พนักงานต้องทำสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงมาเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น แต่กลับส่งผลเสียหายให้บริษัทในระยะยาวครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก NPR Wells Fargo Admits To Nearly Twice As Many Possible Fake Accounts — 3.5 Million