เมื่อลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ

ให้กลับมาดูตัวเองว่าเราเองก็เป็นลูกน้องที่ไม่ได้ดั่งใจของหัวหน้าเราเช่นกัน

ดูว่าเรายังขาดตกบกพร่องตรงไหน แล้วปรับปรุงตัวเองก่อน

เมื่อเราดีขึ้น ลูกน้องก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราเก็บห้องให้เรียบร้อย แล้วคนอื่นๆ ในบ้านก็หันมาเก็บห้องของตัวเองบ้าง

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องด้วย

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อแฟนไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราใช้ความบกพร่องของคนอื่นเป็นตัวเตือนสติให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ครับ

สำเร็จเพราะมั่นใจ มั่นใจเพราะเตรียมตัว

ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราต้องเจอบททดสอบ

ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนต์ขายโปรเจ็ค การสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งการจีบสาว

ระดับความมั่นใจของเรานั้นส่งผลอย่างมากต่อโอกาสที่จะสอบผ่านบททดสอบนั้น

เหมือนที่ใครเคยบอกว่า ผู้หญิงไม่ได้ชอบ bad boy เขาแค่ชอบคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง

เพราะคนที่มั่นใจนั้นดูแข็งแรง น่าเชื่อถือ พึ่งพาได้

กลับกัน กับคนที่ดูไม่มั่นใจ เราก็ไม่อยากที่จะฝากงาน ฝากเงิน หรือฝากชีวิตไว้กับเขาเหมือนกัน

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจ และคิดว่าคงเป็นอย่างนี้ไปทั้งชาติ อยากให้รู้ว่าแม้กระทั่งคนอย่าง Steve Jobs ยังต้องใช้เวลาซ้อมพูดอยู่หลายวันกว่าจะพร้อมขึ้นพูดเปิดตัวสินค้าใหม่

ที่เขาดูมั่นใจ ไม่ใช่เพราะว่าเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะว่าซ้อมมาอย่างเยอะ

ถ้าเรายังไม่ประสบความสำเร็จกับบางเรื่อง อาจเป็นเพราะเรายังมั่นใจไม่พอ

และหากเรายังมั่นใจไม่พอ ทางหนึ่งที่จะช่วยได้ คือให้เวลากับการเตรียมตัวมากกว่าที่เคยครับ

ความเร็วของทีมขึ้นอยู่กับความเร็วของหัวหน้า

“The speed of the boss is the speed of the team.”

-Lee Iacocca

เวลาเข้าค่ายลูกเสือ แล้วต้องเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง นายหมู่ต้องไปยืนอยู่หน้าสุด เพื่อให้ลูกหมู่ยืนต่อด้านหลัง ความห่างหนึ่งช่วงแขนจากคนข้างหน้า ส่วนรองนายหมู่จะต้องไปยืนอยู่ด้านหลังสุด

ความเร็วของการจัดแถวของแต่ละหมู่ รวมถึงความเร็วของหมู่ตอนเดินทางไกล ล้วนขึ้นอยู่กับความเร็วและความคล่องแคล่วของนายหมู่และรองนายหมู่ ถ้านายหมู่ช้า ลูกหมู่ก็ช้าไปด้วย ต่อให้ลูกหมู่อยากเดินเร็วแค่ไหน ก็ไม่สามารถเดินเร็วกว่านายหมู่ที่อยู่หัวแถวได้

การทำงานในองค์กรก็มีความคล้ายกันอยู่ในที ต่อให้ลูกทีมจะอยากขยับตัวเร็วแค่ไหน แต่ถ้าหัวหน้าไม่ขยับให้เร็วเท่ากันหรือเร็วกว่า ทั้งทีมก็จะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้

นี่คือความยากของการเป็นหัวหน้า ว่าจะวางบทบาทของตัวเองอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าทีมไม่แตกแถวและไม่หลงทาง

แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กลายเป็นคอขวดจนทำให้โมเมนตั้มของทีมเสียไปครับ

ทำงานหนักแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

“Work as hard as you can. Even though who you work with and what you work on are more important than how hard you work.”

-Naval Ravikant

เรามีคนทำงานหนักมากมายที่ชีวิตยังใช้เงินเดือนชนเดือน

ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยมีใครมานั่งถามว่าคนอย่าง Warren Buffett ทำงานหนักแค่ไหน

การทำงานหนักหรือ work hard จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ แต่ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์

งานที่เราทำคืออะไร มันส่งผลแค่ไหน เจ้านายเห็นคุณค่า ลูกค้า appreciate รึเปล่า

แน่นอนว่าหลายครั้งเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกงาน งานที่คุณค่าต่ำ ถ้าไม่มีใครทำ เราก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ดี

ขอเพียงแต่ให้เรามีความเข้มแข็งพอ ที่จะไม่ปล่อยให้งานที่คุณค่าต่ำมาเบียดบังเวลาของเราจนไม่มีเวลาทำงานคุณค่าสูง

งานคุณค่าต่ำมันมีข้อดีตรงที่มันง่าย ไม่ต้องออกแรงสมองอะไรมาก ใช้แต่แรงกายอย่างเดียว

งานคุณค่าสูง อาจจะใช้แรงกายพอๆ กับหรือน้อยกว่างานคุณค่าต่ำด้วยซ้ำ แต่มันต้องใช้แรงใจมหาศาล

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า สุดท้ายก็เหนื่อยเท่ากันและใช้เวลาเท่ากัน เราก็อาจจะพอกัดฟันทำงานที่คุณค่าสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มเหนื่อยมากกว่าที่เคยครับ

ทำงานให้ช้าลง

ช่วง work from home หลายคนทำงานจนไม่ได้กินข้าวกินปลา

ซูมก็ต้องเข้า เมลก็ต้องเช็ค ไลน์ก็ต้องตอบ

รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมาก แต่พอมองย้อนกลับไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับไม่รู้สึกว่าทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน รู้แค่ว่าทำเยอะนะ แต่ทุกอย่างมันเร็วๆ เบลอๆ ไปหมด

บางทีอาจจะดีกว่า ถ้าเราทำอะไรให้ช้าลง

ไม่ต้องรีบตอบเมล ไม่ต้องรีบตอบไลน์ แต่ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าสัปดาห์นี้อะไรคือเป้าหมายใหญ่ วันนี้มีอะไรที่เราจะทำเพื่อเข้าใกล้มันได้มากขึ้น

ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะตอบไลน์เร็วที่สุด

“The secret to being productive is to work on the right thing—even if it’s at a slow pace.”

James Clear

หาให้เจอว่า the right thing คืออะไร แล้วจงให้เวลากับมัน

ถ้าได้ทำสิ่งที่ใช่ ต่อให้ทำช้าๆ ก็อาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าทำเร็วๆ ครับ