เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

ประมาณปี 2013-2017 คือช่วงที่กระแสการลาออกจากงานประจำนั้นมาแรงมาก มีหนังสือหลายเล่มออกมาเขียนเชียร์ว่าการได้เป็นนายของตัวเองนั้นดีกว่าอย่างไร

จะว่าไป หนังสือเล่มแรกของผมที่ชื่อว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2017 ก็เกิดขึ้นเพราะอยากจะทวนกระแสนี้

ผ่านมา 5 ปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เลยอยากจะมาแชร์มุมมอง เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังคิดอยากลาออกจากงานประจำไปเป็นนายของตัวเอง ซึ่งในที่นี้อาจจะหมายถึงการรับงานฟรีแลนซ์เป็นหลักนะครับ

.

เมื่อการ Work from Home กลายเป็นเรื่องปกติ

ข้อดีสำคัญที่สุดประการหนึ่งของงานฟรีแลนซ์ คือไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติด ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์ม

แต่การมาของโควิด ทำให้คนทำงานประจำต้อง WFH เป็นเวลายาวนาน และแม้จะมีวัคซีนแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่องค์กรส่วนใหญ่จะใช้นโยบาย Hybrid workplace คือเข้าออฟฟิศแค่บางวัน หรือบางที่ก็ไม่ต้องเข้าเลย

ดังนั้น “ข้อได้เปรียบ” ของการเป็นฟรีแลนซ์ในมิตินี้จึงแทบจะหมดไปเป็นที่เรียบร้อย

.

สงครามราคา

ผมเองไม่ได้อยู่ในวงการฟรีแลนซ์อย่างการรับจ้างถ่ายภาพหรือทำรูปกราฟิก แต่สัญญาณที่พอจะจับได้ก็คือค่าชิ้นงานเหล่านี้ราคาคงที่มาหลายปีแล้ว ในขณะที่ค่าครองชีพก็ขึ้นเอาๆ

มีน้องคนหนึ่งกลับไปเปิดสตูดิโอถ่ายรูปที่บ้านเกิด แต่ปรากฎว่าไม่นานก็ต้องปิดตัวลง เพราะคู่แข่งพร้อมตัดราคา รับงานถ่ายรูปพรีเวดดิ้งราคาแค่หลักพัน

ผมว่าคนไทยเราถูก train ให้ “หาของถูกที่สุดในตลาด” เวลาเราซื้อของออนไลน์ สินค้าหนึ่งรุ่นมีคนขายหลายสิบเจ้า เราก็จะดูเจ้าที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยดูว่าเขาขายมาแล้วกี่ชิ้นและมีรีวิวเป็นอย่างไรบ้าง

คนไทยในฐานะลูกค้าก็เลยเคยตัวกับการหา “ของดีราคาถูก” ซึ่งบางทีมันก็ลามไปถึงธุรกิจบริการด้วย

แต่การขายของ (products) กับการขายบริการ (service) นั้นมีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ variable cost

คนที่จำเป็นต้องขายของราคาถูกนั้น ก็จะยอมได้กำไรต่อชิ้นน้อยลง และเน้นขายปริมาณให้มากขึ้น

ขายของ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาแพ็คของ 5 นาที ส่งของ 30 นาที รวมเป็น 35 นาที

ขายของ 10 ชิ้นใช้เวลาแพ็คของ 50 นาที ส่งของ 40 นาที รวมเป็น 90 นาที

ขาย 10 ชิ้น รายได้มากขึ้น 10 เท่า แต่ใช้เวลามากขึ้นไม่ถึง 3 เท่า

แต่งานขายฝีมืออย่างงานถ่ายรูปหรือทำกราฟิกนั้น ถ้าอยากได้รายได้มากขึ้น 10 เท่า ก็มักต้องใช้เวลามากขึ้น 10 เท่าเช่นกัน

สงครามตัดราคาเพื่อหาของดีราคาถูกในธุรกิจบริการจึงเป็นเกมที่ทุกคนจะพ่ายแพ้ (race to the bottom) เพราะคนตั้งใจทำงานคุณภาพดีก็อยู่ไม่ได้ ส่วนลูกค้าก็จะเจอของถูกแต่ไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

.

การเป็นตัวท็อปในวงการ

บางคนอาจบอกว่า ถ้าผลงานของเราดีจนติดตลาด ลูกค้าบอกต่อหรือกลับมาซื้อซ้ำ เราก็ไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งในสงครามราคา

เราสามารถ “จับตลาดบน” ที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้งานคุณภาพ

แต่การจะได้เป็นตัว “ตัวท็อปในตลาด” ที่สามารถตั้งราคาได้ตามใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

กราฟิกดีไซเนอร์ตัวท็อปในวงการอาจจะมีซัก 100 คน แต่เมืองไทยน่าจะมีกราฟิกดีไซเนอร์อย่างน้อย 5,000 คน ดังนั้นคุณต้องเป็น Top 2% หรือ 1 ใน 50 ถึงจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อเทียบกับการทำงานประจำ คนที่จะมีอนาคตในหน้าที่การงานที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็น Top 2% ก็ได้ แค่เป็น Top 20% หรือ 1 ใน 5 ก็ถือว่าเป็น “ตัวท็อปในทีม” ที่มีโอกาสเติบโตที่ดีมากๆ แล้ว

.

กำแพง 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในธุรกิจบริการ การเป็นตัวท็อปในวงการก็เป็นทุกขลาภอย่างหนึ่ง คืออาจมีลูกค้าอยากใช้บริการของเราเยอะ แต่มนุษย์นั้นมีขีดจำกัด ต่อให้ขยันแค่ไหนก็ทำงานได้ไม่เกินวันละสิบกว่าชั่วโมง

สิ่งที่จะตามมาคือทำงานแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ได้เงินเยอะก็จริงแต่สุขภาพก็เสียไปไม่ใช่น้อย

วิธีแก้อย่างหนึ่งคือจ้างทีมงาน แต่ถ้าลูกค้ายังต้องการให้เราเป็นผู้เล่นตัวหลัก เราก็หลุดไม่พ้นกับดักนี้อยู่ดี

.

ต่อให้เป็นตัวท็อปก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

ลองถามตัวท็อปถ่ายรูป pre-wedding ดูก็ได้ว่าสองปีที่ผ่านมาโควิดทำรายได้หดหายไปแค่ไหน และยิ่งถ้าเป็นทีมใหญ่ มีลูกน้องเยอะ การจัดการเรื่องพวกนี้น่าจะเครียดกว่าการเป็นพนักงานกินเงินเดือนเสียอีก

.

เรื่องราวของคนเรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จนั้นมี suvivorship bias

เรื่องที่ฟังกันจนเบื่อ คือคนอย่างบิล เกตส์ สตีฟ จ๊อบส์ หรือมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก นั้นเรียนไม่จบแต่ก็ประสบความสำเร็จได้

เราจึงมักจะลืมความจริงที่ว่า คนที่เรียนไม่จบแล้วไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีเยอะกว่าเป็นพันเท่า เพียงแต่พวกเราไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพวกเขาเลย

คนที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จจนโด่งดังและเกิดเป็นเรื่องราวบันดาลใจนั้นอาจจะมีแค่ 1% ส่วนอีก 99% อาจจะสำเร็จแค่กลางๆ หรือล้มเลิกไปนานแล้ว และคนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีใครไปทำข่าวหรือถอดรหัสความล้มเหลวของพวกเขาเช่นกัน

.

โอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ถ้าเราไม่ใช่คนที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศเป็นทุนเดิม การที่เราจะผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตราบใดที่เรายังต้องวิ่งหางาน วิ่งหาเงิน เวลาที่จะเอามา craft ฝีมือหรือผลงานของตัวเองก็ย่อมมีไม่มาก

ยิ่งถ้าเจอลูกค้าที่ไม่มีรสนิยม หรือเน้นของราคาถูก ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เราจะย่ำอยู่กับที่ หรือสร้างผลงานที่เราเองก็ไม่ได้ภูมิใจ

ในขณะที่ถ้าเราทำงานประจำ แล้วได้เจอคนเก่งๆ เช่นหัวหน้าหรือรุ่นพี่ที่สอนเราหรือเป็นแบบอย่างที่ดี เราจะโดนผลักดันให้เก่งขึ้นไปโดยปริยาย ต่อให้ตัวตนของเราจะไม่ใช่คนขยันหรือฉลาดอะไรนักก็ตาม

.

อิสระทางเวลาต้องแลกมาด้วยการไม่มีสังคม

อีกหนึ่งข้อดีของการเป็นนายตัวเอง คือเราจะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ เราสามารถหยุดในวันที่คนอื่นเขาไม่ได้หยุดกัน เวลาไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันใช้กับใคร

ซึ่งมันก็มีข้อดีของมันประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่ของเราเป็นพนักงานประจำ เราว่างแต่พวกเขาไม่ว่าง เราก็จะต้องเดินห้างหรือกินข้าวคนเดียว ซึ่งมันก็เป็นวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวอยู่เหมือนกัน

ขณะที่คนทำงานประจำนั้น แม้ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้กับคนอื่นบ้าง แต่วิถี WFH และ food delivery service ก็ลดความเข้มข้นตรงนี้ไปเยอะ เอาเข้าจริงแล้วคนทำงานประจำที่ WFH นานๆ นั้นน่าจะอยากออกไป “แย่งกันกินแย่งกันใช้” บ้างด้วยซ้ำ เพราะการทำงานคนเดียวมันเฉา โชคดีที่อย่างน้อยช่วงนี้ก็กลับมาเจอกันที่ออฟฟิศ หรือนัดกันไปทำงานตามร้านกาแฟได้

การได้เดินห้างวันธรรมดาคือความสะดวก แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเติมเต็มมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

.

แม้จะหลุดพ้นจากเจ้านายงี่เง่า ก็ยังหนีไม่พ้นลูกค้างี่เง่า

การเป็นนายของตัวเอง คือการไม่ต้องมาทนกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้างี่เง่า

แต่คนงี่เง่านั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ต่อให้เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเป็นฟรีแลนซ์ เวลาเจอลูกค้างี่เง่าก็ปวดหัวไม่แพ้กัน เผลอๆ ปวดหัวกว่าด้วยซ้ำ

เจอเจ้านายงี่เง่า แต่ถ้าองค์กรไม่งี่เง่า ก็ยังได้เงินเดือนตรงเวลา

เจอลูกค้างี่เง่า บางทีได้เงินช้า หรือได้น้อยกว่าที่คุยกันไว้

.

พนักงานประจำนั้นมี Optionality มากกว่าฟรีแลนซ์

Optionality ถ้าแปลง่ายๆ คือการมีทางเลือก

ถ้าเราเป็นพนักงานประจำและจัดสรรเวลาได้ดี ก็ยังหารายได้เสริมจากการเป็นฟรีแลนซ์ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์ และอยากหางานประจำเป็นรายได้เสริม เช่นงาน part-time ที่ได้เงินเท่ากันทุกเดือน ดูจะทำได้ยากกว่า

เพราะองค์กรส่วนใหญ่ก็อยากหาคนที่ commit กับเขา ถ้าเราไม่พร้อม commit กับใคร เขาก็ไม่อยาก commit กับเราเช่นกัน

Optinality ในอีกมุมหนึ่งก็คือ ถ้าเราเป็นพนักงานประจำ เราจะลาออกไปเป็นฟรีแลนซ์เมื่อไหร่ก็ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์มา 4-5 ปี การกลับไปทำงานประจำนั้นยากกว่ามาก เพราะห่างหายจากวงการไปนาน ต้องไปแข่งกับเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกว่าและเรียกเงินเดือนถูกกว่า และถ้าเราได้รับเข้าทำงาน ก็อาจจะได้หัวหน้าที่เด็กกว่าและไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากเท่าไหร่

ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมา ไม่ใช่เพื่อจะโจมตีงานฟรีแลนซ์ เพียงแต่อยากบอกว่าให้คิดให้รอบด้าน อย่าไปอ่านบทความสร้างแรงบันดาลใจแล้วกระโจนไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

เราควร “เป็นฟรีแลนซ์เมื่อพร้อม” จะได้ไม่ไปเพิ่มคู่แข่งในตลาดให้คนที่เขาอยู่มาก่อนแล้วต้องลำบากกว่าเดิมครับ

—–

Disclaimer: ผู้เขียนเป็นพนักงานประจำในสาย HR ดังนั้นจึงไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจชีวิตและความเป็นไปของ freelance เท่าไหร่นัก นี่จึงเป็นเพียงมุมมองของคนนอก ควรฟังไว้หู หากใครมีมุมมองที่อยากเสริมหรือเห็นแย้ง สามารถใช้พื้นที่ในช่องคอมเม้นท์ได้เต็มที่ครับ

ทุกขลาภของคนทำงานเก่ง

สิ่งหนึ่งที่ผมมักเห็นคนทำงานเก่ง และเป็นคนสำคัญของทีมบ่นให้ฟัง คือถืองานเยอะเกินไป

เหมือนคำฝรั่งที่ว่า “If you want anything done, ask a busy man to do it.”

คนที่ยุ่งนั้นมักจะเป็นคน productive ทำอะไรได้หลายอย่าง ใครเอางานอะไรไปให้เขาก็มักจะทำเสร็จออกมาอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี ก็เลยกลายเป็นคนที่หลายคนพึ่งพา ยิ่งชื่อเสียงขจรขจาย ก็ยิ่งมีคนวิ่งมาหาเขาเยอะขึ้น

และสิ่งที่คนเก่งอดคิดไม่ได้ก็คือ “ทำไมไม่ให้คนทำอื่นบ้าง”

แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นยึดเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องสองคนคือ A กับ B

แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า A ทำงานเสร็จไวและคุณภาพดี และ B ทำงานเสร็จช้าและไม่ได้ดั่งใจ เราจะเลือกมอบหมายงานให้ใคร? ก็ต้องให้ A มากกว่า B อยู่แล้ว

แม้จะน่าเห็นใจ แต่แท้จริงแล้ว A ก็มีส่วนช่วยทำให้ปัญหานี้มันดำเนินต่อไปเช่นกัน

หนึ่ง เพราะ A เป็นคนที่จิตใจดี ชอบช่วยเหลือเป็นทุนเดิม

สอง เพราะ A ปฏิเสธใครไม่ค่อยจะเป็น

สาม เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าให้คนอื่นทำแล้วมันจะเละ และสุดท้ายตัวเองก็ต้องกลับมาแก้ A ก็เลยอาสาทำเองดีกว่า

สี่ เพราะ A อาจคุ้นชินกับความรู้สึก “หวานขม” (bitter sweet) คือเหนื่อยกับงานที่ตึงมือ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เป็นคนสำคัญ

ห้า เพราะ A เองอาจไม่ได้คิดจะขอ resource เพิ่มหรือโค้ชคนอื่นๆ ให้ทำได้อย่างตัวเองบ้าง

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนเก่งที่เจอสถานการณ์ “อะไรๆ ก็กู” อยู่ ก็อาจจะลดความเข้มข้นนี้ได้ด้วยการสำรวจตัวเองว่าเรามีหนึ่งในห้าข้อด้านบนอยู่กี่มากน้อย

และวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ก็คือการหัดปฏิเสธให้มากขึ้น ขอตัวช่วยให้มากขึ้น สอนคนอื่นให้มากขึ้น หรือหาคนเก่งๆ มาร่วมทีมให้มากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกองค์กรหรือหัวหน้าทุกคนจะเปิดโอกาสให้เราทำอย่างนั้น

แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าถ้าทำอย่างเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นอย่างเดิมอย่างนี้เรื่อยไปครับ

ถ้าอยากตัดสินใจผิดพลาด ให้ถามความเห็นของทุกคน

“If you want to make the wrong decision, ask everyone.”
-Naval Ravikant

ในการทำงาน แนวคิดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ คือการฟังความเห็นของทุกคนและหาจุดตรงกลาง (compromise) ที่ทุกคนจะพอใจและสบายใจ

แนวคิดนี้มีข้อดีเพียงข้อเดียว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ข้อเสียนั้นมีมากกว่าข้อดีพอสมควร

หนึ่ง มันทำให้การตัดสินใจล่าช้า ในยุคที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ สิ่งที่ถูกวันนี้ เดือนหน้ามันอาจจะผิดแล้วก็ได้

สอง มันไม่ได้ทำให้เราได้ไอเดียที่ดีที่สุด เพราะทุกคนมองเห็นไม่เท่ากัน ความรู้ไม่เท่ากัน เข้าใจเป้าหมายขององค์กรไม่เหมือนกัน เมื่อพยายามหา “ตรงกลาง” ของทุกคน สิ่งที่ได้ออกมาจึงแสนธรรมดาและไม่คุ้มค่ากับแรงและเวลาที่เสียไป

สาม เมื่อเราพยายามจะทำให้ทุกคนพอใจ สิ่งที่ได้คือจะไม่มีใครพอใจเลย

สี่ การที่เราพยายามรับฟังความคิดเห็นของทุกคน จริงๆ แล้วมันอาจถูกขับมาจากความกลัวมากกว่าความกล้า กลัวว่าเราจะดูไม่ดี กลัวว่าจะดูเป็นเผด็จการ

ห้า อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการทำธุรกิจคือการสร้างประโยชน์และสร้างกำไร ดังนั้นเราต้องเอาประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ ถ้าเราเอาอย่างอื่นเป็นที่ตั้ง (เช่นการพยายามทำให้ตัวเองดูดี หรือการพยายามตัดสินใจแบบประชาธิปไตย) ก็อาจจะทำให้เราไปผิดทาง และเป็นการทำร้ายทุกคนในบริษัทไปโดยปริยาย

แล้วจะทำอย่างไร?

ผมเชื่อว่าหน้าที่ของผู้นำคือการตัดสินใจ ซึ่งก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและประสบการณ์ที่เรามี

การหาข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็น เราควรจะทำการบ้าน และควรฟังคนที่ควรฟัง แต่ไม่ใช่ฟังทุกคน

จากนั้น เมื่อเราคิดว่ามีข้อมูลเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแน่ใจ 100% ก็ได้ ก็ผสมผสานกับประสบการณ์ที่แปรรูปไปเป็นสัญชาตญาณ แล้วก็ฟันธง

ถ้าผลออกมาดีก็ให้เครดิตทีม ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ยืดอกรับไว้เอง แล้วกลับมาหาให้เจอว่าตัดสินใจพลาดตรงไหน

เมื่อเราปรับปรุง (refine) วิชาตัดสินใจของเราให้แข็งแรงแล้ว สุดท้ายผลงานที่ดีจะคุ้มครองเราเองครับ

ทำงานให้ถูกใจหัวหน้าด้วยการมี Upward Empathy

Empathy แปลว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา

ผมคิดว่า empathy คือทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตและในการทำงาน

ถ้าเราคิดถึงใจเขาใจเราอยู่เสมอ ปัญหาหลายๆ อย่างจะไม่เกิดขึ้น

และถ้าเราใช้มันให้เกิดประโยชน์ไปอีกขั้น เราอาจจะกลายเป็นคนทำงานที่โดดเด่นได้เลย

เวลาเราถูกสอนให้มี empathy เรามักจะนึกถึงคนที่อยู่ในสถานะที่เท่ากันหรือต่ำกว่า เช่นเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า upward empathy คือการใส่ใจคนที่อยู่สูงกว่าเราด้วย

ถ้าใครมาถามว่าที่ทำงานเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เรามักจะตอบได้ทันที

แต่ถ้าใครถามว่าหัวหน้าเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้มั้ย?

และถ้าถามต่อว่า หัวหน้าของหัวหน้าหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้รึเปล่า?

การมี upward empathy ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้อง zoom out และ zoom up เพื่อจะได้มองเห็นระดับเดียวกับหัวหน้า ว่าอะไรคือเป้าหมายของทีมที่เขาดูแลอยู่

และถ้าเราอยากเข้าใจหัวหน้าของหัวหน้า ก็ต้องยิ่งถอยออกมาอีกให้เข้าใจว่าธุรกิจกำลังเผชิญกับอะไร สภาพตลาดเป็นแบบไหน อะไรที่ทำให้เขานอนไม่หลับ

ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่คนที่อยู่สูงขึ้นไปให้ความสำคัญ และเราเองก็นำสิ่งนั้นมาอยู่ในใจของเราด้วย เราก็จะทำงานที่ตอบโจทย์ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเราทำสิ่งที่หัวหน้ากำลังสนใจ ข้อดีก็คือเราจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเวลาและงบประมาณที่เขาจะมีให้กับเรา

แน่นอนว่ามันอาจจะเหนื่อยขึ้น แน่นอนว่ามันอาจอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ แต่จริงๆ แล้วคนที่จะเติบโตได้ดีในองค์กรที่มีคุณภาพนั้นคือคนที่ทำเกินหน้าที่ของตัวเองอยู่เสมอ

ฝึกให้มี upward empathy แล้วเราจะเป็นคนทำงานที่ได้ใจหัวหน้าครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

66 เคล็ดลับการเป็นหัวหน้าให้ลูกน้องระอาใจ

1.คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าลูกน้อง
2.ยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเอง
3.ไม่ไว้ใจลูกน้อง
4.พูดจาไม่ให้เกียรติกัน
5.ตำหนิน้องต่อหน้าธารกำนัล
6.ขอโทษใครไม่เป็น
7.ไม่เคยเอ่ยปากชมใคร
8.ไม่ปกป้องลูกน้อง
9.เอาดีใส่ตัว
10.ไม่ให้เครดิตคนทำงาน
11.ชอบประชดประชัน
12.แซวคนอื่นจนเกินพอดี
13.บ่นลูกน้องให้คนอื่นฟัง แต่ไม่เคยบอกเจ้าตัวตรงๆ
14.พูดมากที่สุดในห้องประชุม
15.ฟังน้อยที่สุดในห้องประชุม
16.ไม่บอกให้ชัดว่าต้องการอะไร
17.ชอบเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย
18.ตรวจงานไม่ละเอียด ทำให้ต้องแก้หลายรอบ
19.พี่ถูกเสมอ
20.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
21.ไม่สนใจว่าลูกน้องงานหนักเกินไปรึเปล่า
22.ไม่ empower คนในทีม
23.ตามงานลูกน้องตอนดึกดื่นทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
24.ชอบ message หาในวันที่ลูกน้องลางาน
25.สั่งงานกะทันหันบ่อยๆ
26.เก็บข้อมูลเอาไว้คนเดียว
27.อมงานจนตัวเองกลายเป็นคอขวด
28.Micromanage ลูกน้อง
29.บังคับว่าต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
30.ไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง
31.พูดอย่างทำอย่าง
32.ปากหวานก้นเปรี้ยว
33.ไม่รักษาคำพูด
34.ไม่เคยลงไปดูหน้างาน
35.พิมพ์ไลน์ในเรื่องที่ควรจะโทรหาหรือเดินมาคุย
36.Overreact เมื่อเกิดความผิดพลาด
37.ปล่อยให้คนบางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
38.เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
39.คาดหวังว่าลูกน้องต้องเป็นเหมือนตัวเอง
40.ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า
41.Favor ลูกน้องที่เอาอกเอาใจ
42.ใช้ลูกน้องให้ไปทำธุระส่วนตัวบ่อยๆ
43.ตั้งกฎที่ไม่เมคเซ้นส์
44.คาดหวังให้คนอื่นทำตามกฎ แต่ตัวเองเป็นข้อยกเว้น
45.จำชื่อลูกน้องไม่ได้
46.เขียนชื่อลูกน้องผิดตลอด
47.ไม่เคยถามไถ่ความเป็นไปของลูกน้อง
48.ไม่รับฟังฟีดแบ็ค
49.บอกให้ฟีดแบ็คพี่ตรงๆ ได้ แต่พอน้องบอกก็โกรธ
50.ได้ฟีดแบ็คไปแล้วไม่ทำอะไร
51.ไม่เคยให้ฟีดแบ็คลูกน้อง มาบอกเอาตอนประเมินผล
52.ไม่สร้างโอกาสให้น้องได้เติบโต
53.ใช้ CAPITAL LETTERS สีแดงเวลาส่งอีเมล
54.ไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้บางประโยคที่เชือดเฉือน
55.สื่อสารโดยไม่ให้ context (บริบท)
56.แบ่งพรรคแบ่งพวก
57.ตรรกะวิบัติ
58.ดึงดันใช้ตรรกะกับเรื่องที่ควรใช้ความเป็นมนุษย์
59.ชอบมโนไปเอง
60.ชอบจับผิด
61.น้องพลาดแล้วซ้ำ
62.ขาดความเห็นใจ
63.ไร้อารมณ์ขัน
64.ยึดติดวิธีการแบบเดิมๆ
65.เกรงใจคนที่ทำงานไม่ดี
66.ไม่เกรงใจคนที่ทำงานดี

ทำได้ครบ 66 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องระอาใจได้อย่างแน่นอน

กลับกัน ถ้าเราอยากเป็นหัวหน้าที่ดี ก็หลีกเลี่ยง 66 ข้อนี้ให้ได้มากที่สุดครับ