48 เคล็ดวิชาจากหนังสือสกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง

  1. การจัดการเวลาแบบ 1 มิติที่พยายามประหยัดเวลา 30 นาทีตรงนั้นตรงนี้ไม่สามารถทลายกำแพงที่ว่าวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมง
  2. การจัดการเวลาแบบ 2 มิติ คือมองว่า เวลา x สมาธิ (ประสิทธิภาพการทำงาน) = ปริมาณงาน ดังนั้นหากเราเพิ่มสมาธิได้ เราจะทำงานเสร็จได้เพิ่มเป็น 2-3 เท่า
  3. เวลา 2-3 ชั่วโมงตอนเช้าหลังตื่นนอน คือช่วงเวลาทองของสมอง เพราะข้อมูลได้รับการจัดระเบียบมาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำงานที่ต้องคิด หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  4. เวลาในช่วงเช้า มีค่ากว่าเวลาตอนกลางคืนถึง 4 เท่า ดังนั้นการเอาเวลาช่วงเช้า 30 นาทีไปเช็คอีเมล ก็ไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลาไป 2 ชั่วโมง
  5. คนงานยุ่งส่วนใหญ่จะแลกด้วยการนอนให้น้อยลง แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้สมาธิเราต่ำตลอดวัน มีงานวิจัยในญี่ปุ่นที่บอกว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ช.ม.เป็นประจำนั้น มีอัตราการตายสูงกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงถึง 2.4 เท่า
  6. หากเราบริหารประสิทธิภาพการทำงานจนมีเวลาเพิ่มมากขึ้น 1-2 ชั่วโมง แล้วเอาเวลานั้นไปทำงานเพิ่ม นั่นก็เป็นวิธีที่ผิด เพราะวันๆ จะมีแต่เรื่องงานวนหลูปเรื่อยไป
  7. เทคนิคเรื่องการจัดการเวลาในหนังสือเล่มนี้ คือวิธีการที่ทำให้หลุดพ้นจากความวุ่นวาย โดยกำหนดเวลาการหยุดงานที่แน่นอน และใช้เวลาว่างที่มีมากขึ้นให้เกิดประโยชน์ นี่คือหัวใจของการบริหารเวลาที่หนังสือเล่มอื่นไม่ได้เขียนถึง
  8. ความบันเทิงมีสองแบบ คือ “ความบันเทิงเชิงรับ” อย่างการดูทีวีหรือเล่นเกม และ “ความบันเทิงแบบมีส่วนร่วม” เช่นการเล่นดนตรีหรือเล่นกีฬา หากเราผสมผสานความบันเทิงแบบมีส่วนร่วมไปกับการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
  9. ของบนโต๊ะทำงานควรจะวางเป็นที่เป็นทาง เพราะการเสียเวลาหาของ ก็จะทำให้เราหลุดจากสมาธิและต้องใช้เวลาราว 15 นาทีถึงจะกลับไปมีสมาธิระดับเดิมได้อีกครั้ง
  10. ความฟุ้งซ่านกังวลก็รบกวนสมาธิเช่นกัน ดังนั้นหากมีความคิดแล่นเข้ามาในหัว ให้จดลงกระดาษแล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
  11. หากเขียนลงกระดาษแล้วก็ยังฟุ้งซ่านอยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าสมองส่วนหน้าของเรากำลังอ่อนล้า เราควรกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนินที่สมองส่วนหน้า ซึ่งมีสามวิธีคือการโดนแสงแดด การออกกำลังกาย และการเคี้ยวอาหาร
  12. เมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้น สมองจะหลั่งสาร “นอร์อะดรีนาลีน” ซึ่งสารสื่อประสาทนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้สมองมีสมาธิสูงขึ้น เราสามารถกระตุ้นนอร์อะดรีนาลีนได้ด้วยการใช้นาฬิการจับเวลาการทำงาน แต่ไม่ควรใช้นาฬิกาปลุกเพราะเสียงดังอาจทำให้สมาธิแตกได้ในช่วงที่งานยังไม่เสร็จ
  13. อีกวิธีคือการตั้งเดดไลน์ให้ตัวเอง และเคร่งครัดกับเดดไลน์นั้น แล้วประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ห้ามทำคือขยับเดดไลน์ ไม่อย่างนั้นสมองก็จะบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็เลื่อนได้” ทำให้นอร์อะดรีนาลีนไม่หลั่ง
  14. อีกเทคนิคหนึ่งคือมีแผนการอื่นจ่อเอาไว้เลย เช่นผู้เขียนมีกำหนดส่งต้นฉบับหนังสือตอนสิ้นเดือนกันยายน เขาเลยจองทริปเที่ยวอเมริกาไว้ตอนต้นเดือนตุลาคม ด้วยวิธีนี้ เขาเลยต้องส่งต้นฉบับให้ทันเพราะไม่อยากขนงานไปทำตอนไปเที่ยว
  15. แว่นตารุ่น JINS MEME สามารถวัดสมาธิผู้สวมใส่ได้ เคยมีการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 500 คน พบว่าสมาธิจะพุ่งขึ้นสูงสุดช่วง 6-7 โมงเช้า จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และต่ำลงมากในช่วงบ่ายสอง ก่อนจะพุ่งขึ้นมาอีกทีช่วง 4-5 โมงเย็น
  16. ตอนเช้าควรอาบน้ำก่อนเริ่มทำงาน เพราะตอนที่ร่างกายตื่นนอนใหม่ๆ “ระบบพาราซิมพาเทติก” ซึ่งเป็นระบบประสาทยามค่ำคืนยังทำงานอยู่ การอาบน้ำจะเป็นตัวช่วยเปิด “ระบบซิมพาเทติก” ให้ทำงานอย่างเต็มตัว อีกวิธีที่ช่วยได้คือออกกำลังกายหรือเดินเล่นยามเช้า
  17. ในห้องนอน เราควรเปิดม่านไว้นิดนึง เมื่อตอนเช้าแสงอาทิตย์ส่องเข้ามา แม้ว่าเราจะหลับตาอยู่ แต่แสงแดดจะกระทบจอประสาทตา ทำให้สารเซโรโทนินก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้เรารู้สึกกะปรี้กะเปร่าและอยากตื่นขึ้นมาทำอะไร (คนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะสมองไม่สามารถผลิตเซโรโทนิน ทำให้เกิดอาการตื่นเช้าไม่ไหว ไม่มีเรี่ยวแรง)
  18. เมื่อตอนตื่นนอน ควรเดินเล่นยามเช้า 15-30 นาที ด้วยความเร็วกว่ามาตรฐานซึ่งจะทำให้ได้รับทั้งแสงแดดและออกกำลังกายไปพร้อมกัน ส่งผลดีต่อเซโรโทนินทั้งคู่
  19. ตื่นเช้ามาห้ามเสพข่าว เพราะสมองยามเช้าเหมือนโต๊ะทำงานที่เรียบร้อย การเสพข่าวยามเช้าเหมือนเป็นการเอาเอกสารมากมายมากองไว้เต็มโต๊ะ ช่วงเช้าจึงไม่ควรใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงในหัวสมอง
  20. เวลาเขียน To Do List อย่ามองแค่ความสำคัญหรือความเร่งด่วน แต่ให้มองถึงระดับสมาธิที่ต้องใช้ในงานนั้นด้วย โดยให้ติดดาวงานที่ต้องใช้สมาธิสูง และทำงานนั้นในช่วงเช้า
  21. วิธีปลุกสมองในยามบ่ายทำได้หลายวิธี เช่นออกกำลังกาย 1 นาที (เช่นวิ่งขึ้นบันได) เปลี่ยนสถานที่นั่งทำงาน หรือเปลี่ยนเนื้อหาการทำงาน
  22. นักวิ่งจะจิบน้ำก่อนที่จะหิวน้ำ คนทำงานอย่างเราก็ควรจะหยุดพักก่อนที่จะเหนื่อยเกินไป ซึ่งหากเราหยุดก่อนจะเหนื่อย การพักแค่ 5 นาทีก็เพียงพอที่จะชาร์จแบตให้ไปต่อได้แล้ว
  23. ช่วงพักไม่ควรดูมือถือ หรือใช้สายตามากเกินไป เพราะสมองของเราใช้พื้นที่ถึง 90% ในการประมวลผลข้อมูลที่เรามองเห็น ดังนั้นควรพักด้วยการทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้สายตาเป็นหลัก เช่นฟังเพลง กินของอร่อย ยืดเส้น เดินเล่น หรือแค่นั่งหลับตาเฉยๆ ก็ช่วยพักสมองได้เยอะมากแล้ว
  24. Ultradian Rhythm ของเราจะอยู่ที่ประมาณ 90 นาที เมื่อถึงจุดที่ง่วงที่สุด การได้งีบแค่ 5 นาทีจะทำให้สมองปรอดโปร่งและมีสมาธิสูงไปอีก 90 นาทีได้เลย
  25. ควรกำหนดเวลาเลิกงานให้ชัดเจน จะเป็นหกโมงหรือทุ่มนึงก็ได้ แล้วก็ใช้วิธีวางกิจกรรมอย่างอื่นไว้ล่วงหน้า ผู้เขียนมักจะจองตั๋ววันที่หนังเข้าโรงเอาไว้ จะได้ทำงานอย่างกระตือรือร้นเพื่อให้เสร็จตามเวลาและไปดูหนังให้ทัน
  26. หากเราออกกำลังกายช่วงเย็น เราจะมีช่วงเวลาที่สมองมีสมาธิอีกครั้งในช่วงค่ำ เราสามารถเอาเวลานี้ไปทำงานส่วนตัวที่ต้องใช้สมาธิได้
  27. ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชื่อดังระดับโลก ออกกำลังกายด้วยการวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันมา 20 ปีแล้ว มูราคามิบอกว่า ถ้าไม่ได้วิ่งเขาจะเขียนหนังสือไม่ออก
  28. การออกกำลังกายเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มเวลาได้ดีที่สุด จากงานวิจัยที่ติดตามคน 400,000 คนเป็นเวลา 8 ปี การออกกำลังกายเพียงวันละ 15 นาที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 14% ทำให้คนอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 1,002 วันหรือ 3 ปีเลยทีเดียว
  29. ออกกำลังกายวันละ 15 นาที x 365 วัน x 8 ปี = 43,800 นาทีหรือประมาณ 30 วัน แต่ได้อายุที่ยืนยาวขึ้น 3 ปี ผลตอบแทน 33 เท่า
  30. ควรออกกำลังกายตอนไหนดี – อุณหภูมิร่างกายของคนเราจะขึ้นสูงตอน 16.00 จึงเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเผาผลาญดีที่สุด เหมาะแก่การลดน้ำหนัก แต่สำหรับพนักงานประจำนี่เป็นเรื่องยาก ดังนั้นเวลาที่ดีรองลงมาคือหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่ควรระวังคือต้องออกกำลังกายให้เสร็จอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ
  31. ยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งมีเวลามากขึ้น เพราะช่วยฟื้นฟูเซลล์สมอง เริ่มวันใหม่ด้วยกายและใจที่เต็มร้อย มีสมาธิการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  32. ยิ่งอ่อนล้า ยิ่งต้องออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ร่างกายผลิต growth hormone ที่กระตุ้นการเผาผลาญและชะลอวัย แค่ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ อย่างน้อยในช่วงสุดสัปดาห์ก็ยังดี
  33. คนทำงานทั่วไปพลังงานจะค่อยๆ ตกลงตลอดสัปดาห์ แล้วค่อยไปฟื้นฟูวันเสาร์อาทิตย์ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าเราต้องมี “ชีวิตที่ไม่พกพาความเครียดข้ามคืน” ซึ่งถ้าทำได้ พลังงานเราก็จะถูกฟื้นฟูกลับมาใหม่ทุกวันโดยไม่ต้องรอช่วงสุดสัปดาห์
  34. วิธีการฟื้นฟูที่ดีที่สุดคือการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง คนรัก หรือสัตว์เลี้ยง การมีปฎิสัมพันธ์จะทำให้สมองหลั่งสารออกซิโทซินที่สามารถซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี
  35. เราต้องรู้จักผ่อนช้า ผ่อนเร็ว ช่วงกลางวันระบบประสาทซิมพาเทติก (จังหวะเร็ว) จะทำงาน ช่วงกลางคืนควรจะปล่อยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) ทำงาน เพื่อที่เราจะสามารถพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างแท้จริง
  36. หากเราเอางานกลับมาทำต่อที่บ้าน (หรือทำงานล่วงเวลาในกรณี WFH) เราจะไม่มี “จังหวะช้า” เลย ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ และการติดนิสัยคิดว่า “เดี๋ยวตอนกลางคืนค่อยทำต่อก็ได้” จะทำให้เราไม่จริงจังกับการทำงานช่วงกลางวันเท่าที่ควรอีกด้วย
  37. ชีวิตถูกลิขิตด้วย 2 ชั่วโมงก่อนนอน – สิ่งที่ห้ามทำในช่วงเวลานี้คือทานอาหาร ดื่มเหล้า แช่น้ำร้อนจัด เล่นมือถือ หรืออยู่ในห้องที่สว่างเกินไป เพราะระบบพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) จะไม่ทำงาน ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทจนร่างกายไม่สามารถเยียวตัวเองได้ ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็จะเจ็บป่วยในที่สุด
  38. 15 นาทีก่อนนอนคือเวลาทองของความจำ เพราะเมื่อเราป้อนอะไรเข้าไป มันจะไม่ต้องไปปะทะกับข้อมูลอื่นอีกต่อไป หากต้องการท่องจำคำศัพท์ การใช้ช่วงเวลานี้จะทำให้เราจำได้ดีมาก
  39. เราต้องไม่ทำลายจังหวะของตัวเอง เมื่อเราทำสิ่งใดเป็นกิจวัตรแล้ว ร่างกายจะจำและสร้างจังหวะชีวิตขึ้นมาได้ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ทำให้มีสมาธิสูงสุด แล้วเรามีรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการรับประทานอาหารเที่ยง และรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้เราสามารถควบคุมสมาธิของเราให้อยู่ในระดับสูงได้เกือบทั้งวัน
  40. เทคนิคการทำงานแบบ For You – ผู้เขียนจะให้ความสำคัญกับงานที่คนอื่นรออยู่เป็นอันดับแรก ถ้าเราส่งงานช้ากว่าเดดไลน์ไป 1 วัน นั่นแสดงว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานต่อจากเราจะมีเวลาทำงานน้อยลง 1 วันทันที นี่เป็นการผลักภาระและทำให้คนอื่นเดือดร้อน
  41. ไปถึงก่อนเวลานัด 30 นาที เราจะได้ไม่ต้องรีบ และสามารถใช้เวลาช่วงที่รอทำงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
  42. เวลาจัดสัมมนา ผู้เขียนจะเริ่มตรงเวลาเสมอ เพราะการให้คน 100 คนรอเพิ่ม 3 นาทีเท่ากับต้องเสียเวลาไปทั้งหมด 5 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ขาดทุนเพราะเวลาบรรยายน้อยลง
  43. การประชุมก็เช่นกัน ถ้าเราเริ่มช้า 5 นาทีเสมอ ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ก็จะคิดว่า “ยังไงก็เริ่มช้าอยู่แล้ว” จึงมาไม่ตรงเวลาและกลายเป็นวงจรอุบาทว์
  44. เมื่อเราเคร่งครัดกับเวลา เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายจะเริ่มมาก่อนเวลานัดหมาย และจะไม่มาสายอีกเลย
  45. สิ่งสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อก็คือ “จงทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงกลางวัน และสนุกสนานกับชีวิตในเวลากลางคืนเพื่อเติมพลังให้ตัวเอง”
  46. ดูเหมือนว่าบางคนจะรู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก แต่ที่จริงแล้วคุณสนุกกับชีวิตได้มากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ชีวิตไม่ได้มีแค่คำว่าอดทนอดกลั้นหรือขยันหมั่นเพียร
  47. อย่าทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายโดยหวังว่าจะมีความสุขในอีก 10 ปีข้างหน้า อนาคตเป็นเพียงความฝัน ปัจจุบันต่างหากที่เป็นความจริง
  48. คนที่ไม่สามารถมีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดไป

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง ผู้เขียน ชิอน คาบาซาวะ (Shion Kabasawa) ผู้แปล พนิดา กวยรักษา สำนักพิมพ์ อมรินทร์ How to

การตัดสินใจ 2 ประเภทของ Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เคยเขียนจดหมายหาผู้ถือหุ้นเอาไว้ว่า

“การตัดสินใจบางอย่างนั้นมีผลลัพธ์มหาศาลและกลับตัวไม่ได้ หรือแทบจะกลับตัวไม่ได้ – มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดได้ทางเดียว – และการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่างมีขั้นตอน ด้วยความระมัดระวังและใช้เวลา ถ้าคุณเดินผ่านประตูนี้ไปแล้วคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นอีกฝั่งหนึ่ง คุณจะเดินกลับมาที่เดิมไม่ได้แล้ว เราเรียกการตัดสินใจเหล่านี้ว่า การตัดสินใจประเภทที่ 1

แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กลับตัวได้ มันคือประตูที่เปิดได้สองด้าน ถ้าคุณตัดสินใจประเภทที่ 2 นี้คลาดเคลื่อนไป คุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับผลลัพธ์ของมันไปตลอด คุณยังสามารถเปิดประตูและเดินกลับมาที่เดิมได้ การตัดสินใจแบบนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็วด้วยคนกลุ่มเล็กๆ หรือคนที่มีวิจารณญาณที่ดี

เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรามักมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่ 1 ที่สิ้นเปลืองและใช้เวลาไปกับการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องแบบที่ 2 ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความชักช้า ความกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผล การพลาดโอกาสที่จะได้ทดลองอย่างเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมที่ลดน้อยถอยลง เราต้องระวังที่จะไม่ตกหลุมพรางแบบนี้”


กล่าวโดยสรุปก็คือการตัดสินใจทั้งในชีวิตและในองค์กรนั้นมีอยู่สองแบบ

แบบที่ 1 คือตัดสินใจแล้วย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แบบที่ 2 คืดตัดสินใจแล้วยังย้อนกลับไปแก้ไขได้

เรื่องที่ต้องตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นแบบที่ 2 ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบถ้วนถึงจะตัดสินใจได้ หากเราได้ฝึกกล้ามเนื้อการตัดสินใจมามากพอ เราควรตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ให้รวดเร็วและเชื่อมั่นว่าหากมันไม่เวิร์คก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างทางหรือหากแย่สุดก็ยังกลับตัวได้

ส่วนการตัดสินใจแบบที่ 1 นั้นกลับตัวไม่ได้ เราจึงไม่ควรทำตอนที่เราโกรธหรือใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ควรหาข้อมูลให้ละเอียดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Amazon’s 1997 Letter to Shareholders

ข้อความสำหรับหัวหน้ามือใหม่ที่ชอบทำอะไรเองคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของหัวหน้ามือใหม่ – หรือแม้กระทั่งมือเก่าก็ตาม – คือการที่ตัวเองถืองานเอาไว้เยอะเกินไป

สาเหตุหลักๆ น่าจะมีอยู่สองข้อ

1. เกรงใจน้อง เห็นน้องงานเยอะอยู่แล้ว

2. น้องทำแล้วไม่ได้ดั่งใจ ช้า ทำเองเร็วกว่า

เหตุผลข้อ 1 กับ 2 อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน คือหัวหน้าต้องจัดการเองคนเดียว จนบางทีกลายเป็นคนคอขวด น้องก็ไม่เก่งขึ้นสักที เราก็เลยไม่วางใจน้อง ก็เลยต้องแบกเองต่อไป เป็นวงจรที่ดูน่าสงสารอยู่เหมือนกัน

คนที่ได้โปรโมตเป็นหัวหน้านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานเก่งมากๆ ก็เพราะว่าเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ รับปากแล้วก็จะต้องทำให้ได้ ต่อให้ต้องเสียสละทำงานล่วงเวลาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ตาม

แต่หัวหน้าไม่ควรตีความหมายคำว่า “รับผิดชอบ” หรือการมี ownership ให้แคบเกินไปนัก

เพราะการรับผิดชอบงานไม่ใช่การทำด้วยตัวเองทั้งหมด

นิยามใหม่ที่จะมีประโยชน์กว่าสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็คือ:

การรับผิดชอบงาน = การรู้จักใช้คนอย่างรับผิดชอบ

งานส่วนตัวของเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนงานที่เรามอบหมายไปให้คนอื่น เราก็ต้องคอยกระตุ้น คอยโค้ช และคอยติดตามผลว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดีเพียงพอ

อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “การรับผิดชอบงาน” ในฐานะของหัวหน้าอย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามาชิ

15 วิธีลดความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน

1. เอาปัญหาไปให้หัวหน้าโดยไม่บอกแนวทางแก้ไข

2. รอให้หัวหน้าบอกว่าต้องทำอะไร

3. ปล่อยให้หัวหน้ามาตามงานและคอยเตือนว่าต้องทำอะไรบ้าง

4. ไม่สนใจภาพใหญ่ ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตัวเอง

5. ถามเจ้านายว่าเมื่อไหร่จะได้โปรโมตซักที

6. เขียนเมลยืดยาวอ้อมค้อม

7. นินทาเพื่อนร่วมงาน สร้างดราม่า ยุแยงตะแคงรั่ว

8. ทำให้เจ้านายแปลกใจ…ด้วยข่าวร้าย…ในจังหวะที่จวนตัว…และแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

9. ขอให้ทบทวนเรื่องที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

10. ไม่ยอมเล่าข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ดูไม่ดี

11. โทษคนอื่นในความผิดพลาดของตัวเอง

12. รับปากเมื่ออยู่ต่อหน้า ต่อว่าเมื่ออยู่ลับหลัง

13. บอกหัวหน้าว่างานนี้ไม่ใช่หน้าที่ของตน

14. ฟังฟีดแบ็คของหัวหน้า จากนั้นก็ไม่เอาไปทำอะไร

15. เข้าประชุมสาย ทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้คนอื่นๆ เสียสมาธิ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

Culture Shock ของสะใภ้จีนเมื่อได้ไปทำงานที่สวีเดน

พอดีเจอคำถามใน Quora ที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คำถามคือ “คนจีนช็อคกับสภาพการทำงานในยุโรปหรือไม่?”

นี่คือคำตอบของคุณ Chris Elbert ครับ

“ช็อคสิ ภรรยาชาวจีนของผมยังปั่นป่วนไม่หายกับสิ่งที่เขาได้เจอกับการทำงานในสวีเดนอยู่เลย

ที่นี่คือโลกที่หัวหน้าชวนเธอไปทานบาร์บีคิวที่บ้านของเขาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนเพื่อนร่วมงานก็คาดหวังให้เธอเบรคดื่มกาแฟและนั่งคุยกันยาวๆ วันละสองรอบ บรรยากาศในออฟฟิศนั้นก็คล้ายกับการมาเข้ากลุ่มบำบัดจิตใจมากกว่ามาทำงาน

ไม่มีใครคาดหวังให้เธอทำงานวันเสาร์อาทิตย์ หรือทำอะไรแปลกๆ เพื่อเอาใจเจ้านาย แถมเขายังให้เธอลางานแบบได้เงินเดือนถึง 6 สัปดาห์ต่อปี และมีสัญญาการจ้างงานที่ยาวนานจนกระทั่งเธอเกษียณ

มันน่ากลัวสำหรับเธอมากเลยทีเดียว”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Chris Elbert’s answer to When working in Europe, are Chinese people shocked at the working condition?