6 สิ่งที่ต้องปรับสำหรับการ WFH (ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป)

Gwen Moran เป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ด้าน Leadership ให้กับนิตยสารชั้นนำอย่าง Fast Company

เธอทำงานที่บ้านมานานแล้ว แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนในด้านเศรษฐกิจทำให้คุณ Moran รู้สึกไม่มั่นคง เธอจึงรับงานเยอะกว่าเดิมเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น

แต่ผลของการทำงานอยู่กับโต๊ะนานเกินไป ทำให้วันหนึ่งเธอมีอาการหายใจลำบากและต้องเข้าไอซียูเพราะโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism – มักเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานานเช่นผู้ป่วยติดเตียง)

แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หมอก็เตือนว่าถ้าเธอไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ครราวหน้าเธออาจจะไม่ได้โชคดีอย่างนี้

Moran จึงขอแนะนำ 6 เรื่องที่เราควรทำเพื่อให้ยังมีสุขภาพที่ดีช่วงที่เรา WFH ครับ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้เราลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียม ช่วยให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวอีกด้วย

แต่เราไม่จำเป็นต้อง “ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” อย่างที่เราได้ยินได้ฟังกันมา เพราะปริมาณน้ำที่จำเป็นนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราทำกิจกรรมอะไรและกินอาหารประเภทไหนบ้าง (ผลไม้อย่างแตงโมหรือสตรอเบอรี่นั้นมีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 90%)

สิ่งที่ควรทำคือหาน้ำไว้ใกล้ๆ มือ และจิบน้ำเมื่อรู้สึกว่าปากเริ่มแห้ง

2. พักเบรค

บริษัทด้านสุขอนามัยในที่ทำงานอย่าง Tork เคยทำการสำรวจและพบว่า 91% ของคนทำงานในสหรัฐทำงานหนักขึ้นในช่วง WFH และ 40% ไม่ได้พักเบรคตอนเที่ยง แถมมีถึง 1 ใน 5 ที่รู้สึกว่าจะโดนคนอื่นมองไม่ดีถ้าตัวเองไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตลอดเวลา

แต่การพักเบรคนั้นช่วยเพิ่ม productivity ให้เราได้ ถ้ารู้สึกว่าเราใช้เวลาติดอยู่กับโต๊ะมากเกินไป เราควรบล็อคเวลาพักไว้ทุกๆ 60 หรือ 90 นาที

3. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

การออกกำลังกายคือยาวิเศษทั้งในเชิงป้องกันและการรักษา เราจึงควรให้เวลากับการออกกำลังกายวันละ 30 ถึง 60 นาที

สิ่งที่ควรระวังคืออย่าออกกำลังกายโดยใช้ร่างกายเพียงส่วนเดียวทุกวัน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราควรออกกำลังกายหลากหลายประเภทสลับกันไป เช่นวันนี้ทำ bodyweight training ส่วนพรุ่งนี้ก็ไปจ็อกกิ้ง และวันถัดมาก็เล่นโยคะเป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราควรจะเปลี่ยนท่านั่งทุก 30 นาที เพราะการนั่งนานเกินไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและเพิ่มโอกาสการเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) และระหว่างที่เปลี่ยนอิริยาบถก็ควรใช้โอกาสนี้ยืดเส้นด้วย

สำหรับคนที่พอมีสตางค์และมีพื้นที่ในบ้าน อาจจะหา standing desk หรือโต๊ะที่ใช้ยืนทำงานมาติดตั้งเอาไว้ แต่ถ้าใครปัจจัยไม่เอื้ออำนวย ก็หาโอกาสที่จะยื่นคุยโทรศัพท์หรือยืนคุยตอนประชุมก็ยังดี

4. หาความสงบให้จิตใจ (finding calm)

จากการสำรวจของ Gallup ในปี 2021 พบว่าคนทำงานในสหรัฐถึง 45% บอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้มีผลกระทบต่อชีวิต “เป็นอย่างมาก” และ 57% บอกว่าประสบภาวะเครียดทุกวัน

ดังนั้นเราจึงควรมี “ท่าลดความเครียด” ติดตัวเอาไว้ เช่นสูดลมหายใจลึกๆ โทรหาเพื่อน หางานอดิเรกทำ หรือหาสิ่งที่ทำแล้วได้เป็นตัวของตัวเอง

การตกอยู่ใต้ภาวะเครียดนานๆ คือทางด่วนสำหรับการ burnout ดังนั้นเราจึงต้องสังเกตร่างกายของเราให้ดี เช่นถ้ารู้สึกตึงๆ ที่หัวไหล่ หรือหัวใจเต้นแรงขึ้น เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลาย

5. ขีดเส้นเวลางานและเวลาส่วนตัว

ช่วง WFH จำนวนชั่วโมงการทำงานของหลายคนสูงขึ้นมาก บางทีค่ำแล้วเราก็ยังกลับมานั่งที่โต๊ะเพื่อเตรียมงานสำหรับโปรเจ็คถัดไป

เราจึงควรเซ็ตเวลาว่าจะเริ่มงานและเลิกงานเมื่อไหร่ แล้วหาทางที่จะใช้เวลาให้สอดคล้องกับตารางนั้น

วิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้ คือการ “กลับบ้านเทียม” (fake commute) ตอนหมดวัน ด้วยการเปลี่ยนชุดและออกไปเดินเล่นหรือทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับตัวเองว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำงานแล้วนะ

6. ใส่ใจเรื่องการตรวจสุขภาพ

สมาคมการแพทย์อเมริกันพบว่า ช่วง WFH ที่ผ่านมา มีคนถึง 40% ที่ “โดด” การตรวจสุขภาพ

หากเราไม่ได้ตรวจสุขภาพมานานเกินหนึ่งปี ก็ควรหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น เผื่อเจออะไรที่ผิดปกติจะได้รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

เราไม่จำเป็นต้องพยายามปรับเปลี่ยนทั้ง 6 ข้อโดยทันที เพราะถ้าเราพยายามเปลี่ยนอะไรมากเกินไปเราก็อาจจะล้มเหลวอยู่ดี แค่เลือกขึ้นมาทำสัก 1 หรือ 2 ข้อจนกลายเป็นนิสัยแล้วค่อยทำข้ออื่นๆ ต่อน่าจะได้ผลมากกว่า

เราน่าจะยังต้อง WFH หรือ Hybrid Work ไปอีกนาน – เผลอๆ จะตลอดไปด้วย

เราจึงควรจะมีอุปนิสัยที่เหมาะสม เพื่อจะได้ WFH ได้อย่างยั่งยืนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Fast Company: After a health scare, here’s how I’m changing up my remote work habits by Gwen Moran

องค์กรยุคนี้ควรมีผู้นำ On-Demand

ศัพท์คำหนึ่งที่เราเห็นบ่อยขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือคำว่า on-demand

On-demand printing คือธุรกิจที่รับผลิตสิ่งของตามจำนวนที่เราสั่งในเวลาอันรวดเร็วและในจำนวนที่พอดีกับความต้องการ ต้นทุนจึงไม่จม และเราไม่ต้องแบกสต๊อคเยอะ

On-demand transportation คือบริการเรียกรถเพื่อไปส่งเราให้ถึงที่หมาย

ส่วน On-demand delivery ก็อย่างเช่น food delivery ที่รับสั่งอาหารและส่งให้ถึงบ้าน

คำว่า on-demand คืออะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

องค์กรยุคใหม่ก็ควรมี on-demand leadership เช่นกัน

องค์กรยุคเดิม จะมีลำดับขั้นและขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

แต่ในยุค New Normal ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไว มีโจทย์ใหม่ๆ ให้แก้ โดยที่เราไม่แน่ใจว่าโจทย์นี้ใครควรเป็นคนดูแล จนเกิดเป็น grey area และอาจกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง

On-demand leadership จะเข้ามาเติมคำในช่องว่างได้

คนที่เป็น on-demand leader จะมองเห็นว่างานนี้ยังไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นจึงอาสาขึ้นมาเป็น project manager/project coordinator โดยที่ไม่มีใครแต่งตั้ง

เขาแต่งตั้งตัวเองเพราะสถานการณ์มันจำเป็น และเพราะทนไม่ได้ที่เห็นปัญหาอยู่ตรงหน้าโดยไม่มีใครทำอะไร

On-demand leader ก็เลยสวมบทบาทเป็น owner ของปัญหานี้ นัดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง สรุป actions ที่ชัดเจน และสร้างความคืบหน้าให้กับการหาทางออก

เมื่อถึงจุดที่การแก้ปัญหาเริ่มมีโมเมนตัม หรือผู้บริหารได้มอบหมายให้มีคนดูแลอย่างเป็นทางการ on-demand leader ก็จะลดบทบาทตัวเองลงมาเป็นทีมงานธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเดิม

ผู้นำสมัยเก่า ต้องรอการแต่งตั้งจากเบื้องบน และแม้เมื่อผ่านพ้นก็ยังปล่อยวางบทบาทตัวเองไม่ได้

ผู้นำสมัยใหม่ ไม่ต้องรอให้ใครแต่งตั้ง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายก็พร้อมจะเดินลงจากเวที

On-demand leadership จึงเป็นอะไรที่ทันใจ ตอบโจทย์ และไม่ได้มีภาระผูกมัด

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโจทย์ใหม่อันท้าทายและปัญหาที่ไม่มีใครเคยพบเจอ หากองค์กรใดมีพนักงานที่พร้อมจะเป็น on-demand leader ในจำนวนที่มากเพียงพอ ก็ย่อมจะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ดีกว่าองค์กรอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

เรา Burnout แบบไหน (คำใบ้: มี 3 แบบ)

ช่วงสองปีที่ผ่านมาหลายคนคงเคยเจออาการ burnout กันมาบ้างไม่มากก็น้อย

หากอยากจะรักษาอาการ burnout เราควรต้องรู้ก่อนว่าสาเหตุเกิดจากอะไร จะได้เกาให้ถูกที่คัน

อาการ burnout นั้นเกิดได้จากสามปัจจัย

หนึ่งคือความเหนื่อยล้า (exhaustion) ทั้งทางกายและทางสมอง

สองคือความชังโลก (cynicism) มองคนอื่นในแง่ร้าย ไม่อยากสุงสิงกับใคร

และสามคือความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า (helplessness/incompetence)

ซึ่งอาการ bunrout อาจจะเกิดจากปัจจัยหนึ่งในสามข้อนี้ หรือมากกว่าหนึ่งข้อก็ได้

เราสามารถวัดได้ว่าตัวเอง burnout แบบไหนด้วยการทำเทสต์อย่าง Maslach Burnout Inventory เพื่อให้เห็นว่าปัจจัยไหนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด

วิธีรักษาตัวจากอาการ burnout มีดังนี้

  1. ถ้าเหนื่อยก็พัก – ถ้าปัจจัยหลักคือ exhaustion ก็อาจจะลางาน ให้คนอื่นช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนให้มากที่สุด
  2. ถ้าชังโลก ให้เชื่อมสัมพันธ์ – ถ้าปัจจัยหลักคือ cynicism มองบริษัทและคนรอบกายด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจหรือดูหมิ่นเหยียดหยาม การหยุดไปพักผ่อนอาจไม่ได้ช่วยมากนัก วิธีที่จะช่วยได้มากกว่า คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (connect with people in a meaningful way) เช่นทำงานอาสา โทรไปหาเพื่อนเก่า หรือทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น
  3. ถ้ารู้สึกว่าไร้ค่า ให้มองหา “งานใหม่” – ความรู้สึกว่าไร้ค่า อาจเกิดขึ้นได้เพราะว่างานที่ทำปัจจุบันไม่ได้เปิดโอกาสให้ได้ใช้ความสามารถหรือใช้สมองเท่าที่ควร หรือในอีกฝั่งหนึ่งก็คือ งานที่ได้รับมันไม่ได้ fit กับตัวเรา ทำให้เรารู้สึกว่าทำเท่าไหร่ก็ทำได้ไม่ดีเสียที

ซึ่งหากกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ให้ลองอาสารับโปรเจ็คใหม่ๆ ที่เราสนใจ หรือให้เวลามากขึ้นกับการออกกำลังกายหรืองานอดิเรกที่เราทำได้ดี และถ้างานหลักที่เราทำอยู่มันเหลือจะทนจริงๆ พยายามปรับแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ก็ลองหาทางที่จะ rotate ตำแหน่งงานภายในบริษัท หรือไม่ก็มองหางานใหม่

คำแนะนำข้อ 2 และ 3 อาจจจะขัดกับ common sense อยู่บ้าง เพราะเวลาเรา burnout ปฏิกิริยาแรกของเราคืออยากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

แต่ในบางครั้ง เราสามารถรักษาอาการ burnout ได้ด้วยการทำสิ่งที่ใช่ให้มากขึ้น (recovery is about doing more of the right things)

และเหมือนกับโรคอื่นๆ ถ้าเรารักษาแต่เนิ่นๆ ได้ก็จะดี เพราะในระยะแรกเริ่มเรายังพอมีความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ที่จะหาทางออก แต่ถ้าปล่อยให้อาการ burnout มันเรื้อรังไปเรื่อยๆ ความคิดสร้างสรรค์ของเราก็จะหดหายไปเช่นกัน

ขอให้ทุกคนพ้นภัยจาก burnout นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Lifehacker What Kind of Burnt Out Are You? (And Why It Matters) by ByRachel Fairbank

การเพิ่ม Headcount อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป

Wiseman Group บริษัทด้าน talent development ในซิลิคอนแวลลีย์ เคยทำการสำรวจพนักงาน 120 คนจากหลากหลายประเทศ หลากหลายภาคธุรกิจ ว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่พวกเขาจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จ

ผลปรากฏว่า มี 6 ปัจจัยที่คะแนนสูงพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในภาคธุรกิจไหน

  1. การเข้าถึงข้อมูล
  2. Actions ของผู้บริหาร
  3. การให้ฟีดแบ็คและการโค้ชชิ่ง
  4. การได้เข้าร่วมการประชุมที่จำเป็นและการได้พูดคุยกับคนสำคัญในองค์กร (access to key meetings & key people)
  5. เวลา
  6. ความช่วยเหลือในการสร้างความน่าเชื่อถือ

แต่มี 2 ปัจจัยที่รั้งท้ายในทุกประเทศและในทุกภาคธุรกิจ นั่นก็คือ

  1. Budget
  2. Headcount

แม้กลุ่มตัวอย่างจะค่อนข้างเล็ก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นข่าวดีขององค์กรที่มีเงินถุงเงินถังไม่มากนัก เพราะ 6 ข้อแรกนั้นไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ความเคารพ และใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

ประมาณปี 2013-2017 คือช่วงที่กระแสการลาออกจากงานประจำนั้นมาแรงมาก มีหนังสือหลายเล่มออกมาเขียนเชียร์ว่าการได้เป็นนายของตัวเองนั้นดีกว่าอย่างไร

จะว่าไป หนังสือเล่มแรกของผมที่ชื่อว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2017 ก็เกิดขึ้นเพราะอยากจะทวนกระแสนี้

ผ่านมา 5 ปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เลยอยากจะมาแชร์มุมมอง เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังคิดอยากลาออกจากงานประจำไปเป็นนายของตัวเอง ซึ่งในที่นี้อาจจะหมายถึงการรับงานฟรีแลนซ์เป็นหลักนะครับ

.

เมื่อการ Work from Home กลายเป็นเรื่องปกติ

ข้อดีสำคัญที่สุดประการหนึ่งของงานฟรีแลนซ์ คือไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติด ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์ม

แต่การมาของโควิด ทำให้คนทำงานประจำต้อง WFH เป็นเวลายาวนาน และแม้จะมีวัคซีนแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่องค์กรส่วนใหญ่จะใช้นโยบาย Hybrid workplace คือเข้าออฟฟิศแค่บางวัน หรือบางที่ก็ไม่ต้องเข้าเลย

ดังนั้น “ข้อได้เปรียบ” ของการเป็นฟรีแลนซ์ในมิตินี้จึงแทบจะหมดไปเป็นที่เรียบร้อย

.

สงครามราคา

ผมเองไม่ได้อยู่ในวงการฟรีแลนซ์อย่างการรับจ้างถ่ายภาพหรือทำรูปกราฟิก แต่สัญญาณที่พอจะจับได้ก็คือค่าชิ้นงานเหล่านี้ราคาคงที่มาหลายปีแล้ว ในขณะที่ค่าครองชีพก็ขึ้นเอาๆ

มีน้องคนหนึ่งกลับไปเปิดสตูดิโอถ่ายรูปที่บ้านเกิด แต่ปรากฎว่าไม่นานก็ต้องปิดตัวลง เพราะคู่แข่งพร้อมตัดราคา รับงานถ่ายรูปพรีเวดดิ้งราคาแค่หลักพัน

ผมว่าคนไทยเราถูก train ให้ “หาของถูกที่สุดในตลาด” เวลาเราซื้อของออนไลน์ สินค้าหนึ่งรุ่นมีคนขายหลายสิบเจ้า เราก็จะดูเจ้าที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยดูว่าเขาขายมาแล้วกี่ชิ้นและมีรีวิวเป็นอย่างไรบ้าง

คนไทยในฐานะลูกค้าก็เลยเคยตัวกับการหา “ของดีราคาถูก” ซึ่งบางทีมันก็ลามไปถึงธุรกิจบริการด้วย

แต่การขายของ (products) กับการขายบริการ (service) นั้นมีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ variable cost

คนที่จำเป็นต้องขายของราคาถูกนั้น ก็จะยอมได้กำไรต่อชิ้นน้อยลง และเน้นขายปริมาณให้มากขึ้น

ขายของ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาแพ็คของ 5 นาที ส่งของ 30 นาที รวมเป็น 35 นาที

ขายของ 10 ชิ้นใช้เวลาแพ็คของ 50 นาที ส่งของ 40 นาที รวมเป็น 90 นาที

ขาย 10 ชิ้น รายได้มากขึ้น 10 เท่า แต่ใช้เวลามากขึ้นไม่ถึง 3 เท่า

แต่งานขายฝีมืออย่างงานถ่ายรูปหรือทำกราฟิกนั้น ถ้าอยากได้รายได้มากขึ้น 10 เท่า ก็มักต้องใช้เวลามากขึ้น 10 เท่าเช่นกัน

สงครามตัดราคาเพื่อหาของดีราคาถูกในธุรกิจบริการจึงเป็นเกมที่ทุกคนจะพ่ายแพ้ (race to the bottom) เพราะคนตั้งใจทำงานคุณภาพดีก็อยู่ไม่ได้ ส่วนลูกค้าก็จะเจอของถูกแต่ไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

.

การเป็นตัวท็อปในวงการ

บางคนอาจบอกว่า ถ้าผลงานของเราดีจนติดตลาด ลูกค้าบอกต่อหรือกลับมาซื้อซ้ำ เราก็ไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งในสงครามราคา

เราสามารถ “จับตลาดบน” ที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้งานคุณภาพ

แต่การจะได้เป็นตัว “ตัวท็อปในตลาด” ที่สามารถตั้งราคาได้ตามใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

กราฟิกดีไซเนอร์ตัวท็อปในวงการอาจจะมีซัก 100 คน แต่เมืองไทยน่าจะมีกราฟิกดีไซเนอร์อย่างน้อย 5,000 คน ดังนั้นคุณต้องเป็น Top 2% หรือ 1 ใน 50 ถึงจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อเทียบกับการทำงานประจำ คนที่จะมีอนาคตในหน้าที่การงานที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็น Top 2% ก็ได้ แค่เป็น Top 20% หรือ 1 ใน 5 ก็ถือว่าเป็น “ตัวท็อปในทีม” ที่มีโอกาสเติบโตที่ดีมากๆ แล้ว

.

กำแพง 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในธุรกิจบริการ การเป็นตัวท็อปในวงการก็เป็นทุกขลาภอย่างหนึ่ง คืออาจมีลูกค้าอยากใช้บริการของเราเยอะ แต่มนุษย์นั้นมีขีดจำกัด ต่อให้ขยันแค่ไหนก็ทำงานได้ไม่เกินวันละสิบกว่าชั่วโมง

สิ่งที่จะตามมาคือทำงานแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ได้เงินเยอะก็จริงแต่สุขภาพก็เสียไปไม่ใช่น้อย

วิธีแก้อย่างหนึ่งคือจ้างทีมงาน แต่ถ้าลูกค้ายังต้องการให้เราเป็นผู้เล่นตัวหลัก เราก็หลุดไม่พ้นกับดักนี้อยู่ดี

.

ต่อให้เป็นตัวท็อปก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

ลองถามตัวท็อปถ่ายรูป pre-wedding ดูก็ได้ว่าสองปีที่ผ่านมาโควิดทำรายได้หดหายไปแค่ไหน และยิ่งถ้าเป็นทีมใหญ่ มีลูกน้องเยอะ การจัดการเรื่องพวกนี้น่าจะเครียดกว่าการเป็นพนักงานกินเงินเดือนเสียอีก

.

เรื่องราวของคนเรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จนั้นมี suvivorship bias

เรื่องที่ฟังกันจนเบื่อ คือคนอย่างบิล เกตส์ สตีฟ จ๊อบส์ หรือมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก นั้นเรียนไม่จบแต่ก็ประสบความสำเร็จได้

เราจึงมักจะลืมความจริงที่ว่า คนที่เรียนไม่จบแล้วไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีเยอะกว่าเป็นพันเท่า เพียงแต่พวกเราไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพวกเขาเลย

คนที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จจนโด่งดังและเกิดเป็นเรื่องราวบันดาลใจนั้นอาจจะมีแค่ 1% ส่วนอีก 99% อาจจะสำเร็จแค่กลางๆ หรือล้มเลิกไปนานแล้ว และคนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีใครไปทำข่าวหรือถอดรหัสความล้มเหลวของพวกเขาเช่นกัน

.

โอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ถ้าเราไม่ใช่คนที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศเป็นทุนเดิม การที่เราจะผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตราบใดที่เรายังต้องวิ่งหางาน วิ่งหาเงิน เวลาที่จะเอามา craft ฝีมือหรือผลงานของตัวเองก็ย่อมมีไม่มาก

ยิ่งถ้าเจอลูกค้าที่ไม่มีรสนิยม หรือเน้นของราคาถูก ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เราจะย่ำอยู่กับที่ หรือสร้างผลงานที่เราเองก็ไม่ได้ภูมิใจ

ในขณะที่ถ้าเราทำงานประจำ แล้วได้เจอคนเก่งๆ เช่นหัวหน้าหรือรุ่นพี่ที่สอนเราหรือเป็นแบบอย่างที่ดี เราจะโดนผลักดันให้เก่งขึ้นไปโดยปริยาย ต่อให้ตัวตนของเราจะไม่ใช่คนขยันหรือฉลาดอะไรนักก็ตาม

.

อิสระทางเวลาต้องแลกมาด้วยการไม่มีสังคม

อีกหนึ่งข้อดีของการเป็นนายตัวเอง คือเราจะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ เราสามารถหยุดในวันที่คนอื่นเขาไม่ได้หยุดกัน เวลาไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันใช้กับใคร

ซึ่งมันก็มีข้อดีของมันประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่ของเราเป็นพนักงานประจำ เราว่างแต่พวกเขาไม่ว่าง เราก็จะต้องเดินห้างหรือกินข้าวคนเดียว ซึ่งมันก็เป็นวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวอยู่เหมือนกัน

ขณะที่คนทำงานประจำนั้น แม้ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้กับคนอื่นบ้าง แต่วิถี WFH และ food delivery service ก็ลดความเข้มข้นตรงนี้ไปเยอะ เอาเข้าจริงแล้วคนทำงานประจำที่ WFH นานๆ นั้นน่าจะอยากออกไป “แย่งกันกินแย่งกันใช้” บ้างด้วยซ้ำ เพราะการทำงานคนเดียวมันเฉา โชคดีที่อย่างน้อยช่วงนี้ก็กลับมาเจอกันที่ออฟฟิศ หรือนัดกันไปทำงานตามร้านกาแฟได้

การได้เดินห้างวันธรรมดาคือความสะดวก แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเติมเต็มมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

.

แม้จะหลุดพ้นจากเจ้านายงี่เง่า ก็ยังหนีไม่พ้นลูกค้างี่เง่า

การเป็นนายของตัวเอง คือการไม่ต้องมาทนกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้างี่เง่า

แต่คนงี่เง่านั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ต่อให้เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเป็นฟรีแลนซ์ เวลาเจอลูกค้างี่เง่าก็ปวดหัวไม่แพ้กัน เผลอๆ ปวดหัวกว่าด้วยซ้ำ

เจอเจ้านายงี่เง่า แต่ถ้าองค์กรไม่งี่เง่า ก็ยังได้เงินเดือนตรงเวลา

เจอลูกค้างี่เง่า บางทีได้เงินช้า หรือได้น้อยกว่าที่คุยกันไว้

.

พนักงานประจำนั้นมี Optionality มากกว่าฟรีแลนซ์

Optionality ถ้าแปลง่ายๆ คือการมีทางเลือก

ถ้าเราเป็นพนักงานประจำและจัดสรรเวลาได้ดี ก็ยังหารายได้เสริมจากการเป็นฟรีแลนซ์ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์ และอยากหางานประจำเป็นรายได้เสริม เช่นงาน part-time ที่ได้เงินเท่ากันทุกเดือน ดูจะทำได้ยากกว่า

เพราะองค์กรส่วนใหญ่ก็อยากหาคนที่ commit กับเขา ถ้าเราไม่พร้อม commit กับใคร เขาก็ไม่อยาก commit กับเราเช่นกัน

Optinality ในอีกมุมหนึ่งก็คือ ถ้าเราเป็นพนักงานประจำ เราจะลาออกไปเป็นฟรีแลนซ์เมื่อไหร่ก็ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์มา 4-5 ปี การกลับไปทำงานประจำนั้นยากกว่ามาก เพราะห่างหายจากวงการไปนาน ต้องไปแข่งกับเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกว่าและเรียกเงินเดือนถูกกว่า และถ้าเราได้รับเข้าทำงาน ก็อาจจะได้หัวหน้าที่เด็กกว่าและไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากเท่าไหร่

ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมา ไม่ใช่เพื่อจะโจมตีงานฟรีแลนซ์ เพียงแต่อยากบอกว่าให้คิดให้รอบด้าน อย่าไปอ่านบทความสร้างแรงบันดาลใจแล้วกระโจนไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

เราควร “เป็นฟรีแลนซ์เมื่อพร้อม” จะได้ไม่ไปเพิ่มคู่แข่งในตลาดให้คนที่เขาอยู่มาก่อนแล้วต้องลำบากกว่าเดิมครับ

—–

Disclaimer: ผู้เขียนเป็นพนักงานประจำในสาย HR ดังนั้นจึงไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจชีวิตและความเป็นไปของ freelance เท่าไหร่นัก นี่จึงเป็นเพียงมุมมองของคนนอก ควรฟังไว้หู หากใครมีมุมมองที่อยากเสริมหรือเห็นแย้ง สามารถใช้พื้นที่ในช่องคอมเม้นท์ได้เต็มที่ครับ