To-Do List 3 มิติ

วันก่อน James Clear ผู้เขียน Atomic Habits แชร์เรื่องการทำ to-do list ของนักเขียนที่ชื่อ Jenée Desmond-Harris

เจเน่ (@jdesmondharris) เคยทวีตไว้ว่า

“ฉันลองแบ่ง to-do list ออกเป็น

1) สิ่งที่ฉันต้องทำ

2) สิ่งที่ฉันอยากทำ

3) สิ่งที่คนอื่นอยากให้ฉันทำ

มันเปลี่ยนชีวิตฉันเลยนะ! หลายครั้งฉันก็ทำไปไม่ถึงส่วนที่ 3 หรอก แล้วฉันก็เลยเข้าใจว่า อ๋อ การไม่ให้คนอื่นล้ำเส้นมันเป็นอย่างนี้เองสินะ”

ผมเคยเห็นแต่การแบ่ง to-do list ตามความสำคัญ/เร่งด่วน/โปรเจ็ค/ธรรมชาติของเนื้องาน แต่ยังไม่เคยเห็นการแบ่ง to-do list ในสามมิติแบบนี้

แน่นอนว่าหลายคนอาจจะติดใจกับประโยคสุดท้าย ว่าการทำไม่ถึงส่วนที่ 3 – สิ่งที่คนอื่นอยากให้เราทำ มันถูกต้องและทำได้จริงหรือ ผมเลยลองไปตามอ่านใน replies ของ Twitter ที่เขาคุยกันต่อ

@jdesmondharris:

“คุณคงเคยได้ยินกันมาว่าเราจำเป็นต้องขีดเส้นให้ตัวเอง ฉันเคยคิดว่ามันหมายถึงการที่เรา say no และบอกคนอื่นว่าอย่ามายุ่ง แต่บางทีมันอาจจะหมายความว่าเราก็แค่ทำเรื่องของเราอย่างเมามันเท่านั้นเอง”

@ok_post_guy มาคอมเมนต์ว่า:

“ความยากอยู่ที่การสื่อสารกับคนที่ขอให้เราทำและมันไปตกอยู่ในข้อ 3 โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนที่ชอบพลีสคนอื่นและชอบรับปากอะไรเกินตัว มันแย่เหมือนกันนะที่ความตั้งใจดีของเรามักสร้างปัญหา”

@jdesmondharris:

“ใช่เลย แต่สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจว่าฉันจะเลิกพลีสคนอื่น แล้วก็แบกรับกับความรู้สึกไม่สบายใจนั้นเอาไว้ ดีกว่าที่ฉันจะไม่มีเวลาทำสิ่งที่ฉันรักเลย เพราะการไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำนั้นมันรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเสียอีก”

@ok_post_guy

“และส่วนใหญ่แล้ว การปฏิเสธคนก็ไม่ได้รู้สึกแย่อย่างที่เรากลัวด้วย คนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าเวลาเขาขอให้เราทำอะไร ก็ย่อมต้องได้รับการปฏิเสธบ้างอยู่แล้ว และถ้าเราปฏิเสธทันทีตอนที่เขาขอ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีเวลาไปขอคนอื่นที่พร้อมจะช่วยเหลือได้”


ส่วนตัวผมเห็นว่า ข้อ 2) สิ่งที่ฉันอยากทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องส่วนตัวเสมอไป มันเป็นเรื่องงานได้เช่นกัน อาจจะเป็นงานที่สอดคล้องกับ KPI หรือ OKR ของเราหรือเป็นงานที่เราทำแล้วได้ใช้ทักษะและความสามารถของเราอย่างเต็มที่

อีกข้อควรระวังก็คือ Jenée เป็นนักเขียน ดังนั้น ข้อ 3) สิ่งที่คนอื่นอยากให้ฉันทำ อาจไม่ได้มีความเข้มข้นสำหรับเขาเท่าพนักงานประจำ ที่ต้องรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือแผนกอื่น แม้ว่าเราจะไม่ค่อยอยากทำก็ตามที

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก James Clear และจาก Twitter ของ Jenée Desmond-Harris

5 กับดักของคน Productive

ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่อง productivity มาเป็นสิบปี อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายสิบเล่ม ลอง to do list app มาแล้วหลายตัว และจัดเวิร์คช็อปเรื่อง Time Management มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง จะให้นิยามตัวเองว่าเป็น productivity geek ก็ไม่ผิด

มีผู้ติดตามบล็อกคนหนึ่งถามผมว่า จะเปิดสอน Time Management อีกเมื่อไหร่ ผมตอบไปว่าผมลังเล เพราะระยะหลังผมเริ่มตั้งคำถามเรื่อง time management และ productivity มากขึ้นทุกที

วันนี้เลยอยากจะมาแชร์กับดักของคน productive ที่ผมประสบพบเจอมากับตัวเองครับ

1. ยิ่งทำงานเร็ว ยิ่งมีงานมากขึ้น

เมื่อเรา productive คนก็จะวิ่งหาเรามากขึ้น เอางานมาให้เราทำมากขึ้น

เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตัน ที่ action = reaction

ยิ่งเราเคลียร์ to do list ของเราได้เร็วเท่าไหร่ to do list อันใหม่ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยสปีดเดียวกัน

โอเคแหละว่าทำมากก็ได้มาก ทั้งในแง่ค่าตอบแทนหรือโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน

แต่เราจะใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นตลอดไปไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องถึงขีดจำกัดอยู่ดี

2. เรามักจะ overcommit

คนที่ productive มักจะมีความสนใจหลายอย่าง งานก็อยากทำให้ดี สังคมก็ต้องมี บล็อกก็อยากเขียน พอดแคสต์ก็ชอบฟัง หนังสือก็ต้องอ่าน วิ่งก็ต้องให้ได้ต่ำกว่าเพซ 6

พอเรารู้สึกว่าเราเป็นคน productive และมี time management ที่ดี เราก็มักจะไม่ค่อยปฏิเสธอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา เพราะเชื่อมั่นว่าเราจะจัดการได้และเอาอยู่

แต่เมื่อสิ่งที่เราอยากทำมันมีไม่จำกัด แต่แรงและเวลาของเรามีจำกัด เราก็มักจะมารู้ตัวเมื่อสายว่าเรา overcommit ไปเสียแล้ว และต้องมานั่งทนทำงานหรือกิจกรรมที่เราไม่ได้อยากทำและไม่ได้มีความสุขไปกับมัน

3. เริ่ม 10 เสร็จ 3

อีก side effect หนึ่งของคนที่ productive ก็คือ เราจะริเริ่มและลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน

แน่นอนว่าช่วงแรกก็ทำได้ดีเพราะเราขยันและมี time management ที่ดีอยู่แล้ว แต่ด้วยธรรมชาติของเราที่มักจะ overcommit เป็นทุนเดิม ก็จะนำไปสู่สถานการณ์ที่เราทำหลายอย่างพร้อมกันจนเกินไป ทำ 10 โปรเจ็ค อาจจะแท้งซัก 7 โปรเจ็คแล้วเสร็จแค่ 3 อย่าง

ถ้าเรา productive น้อยกว่านี้ ประเมินตนเองต่ำกว่านี้ เราอาจจะเริ่มทำแค่ 5 โปรเจ็คแล้วทำเสร็จ 4 อย่างก็ได้

4. กิจกรรมที่มากมายจะกลบฝังเรื่องที่สำคัญจริงๆ

เมื่อเราได้สร้างชื่อเสียงในความ productive ที่คนพร้อมจะเอางานมาให้ แถมเราก็มั่นใจจนมักจะรับงานมามากกว่าที่เราจะทำไหว งานและกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ย่อมเบียดบังสิ่งสำคัญในมิติอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือความสัมพันธ์ แม้ว่าเราจะเชื่อมั่นว่าเราสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านการตั้ง OKR หรือการสร้าง habits มารองรับ แต่ผลรวมสุดท้ายเราก็จะเจอโมเมนต์ที่ถามตัวเองว่า “ทำไมเราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ด้วย” อยู่ดี

5. วันนี้จะถูกใช้เพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไป

เมื่อเราอยาก “ใช้เวลาให้คุ้มค่า” เราจะมองทุกอย่างด้วยสายตาของนักลงทุน เราจะทำอะไรบางอย่างในตอนนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างในอนาคตเสมอ

เราออกไปวิ่ง เพื่อจะทำเวลาได้ดีในการแข่งขัน

เราอ่านหนังสือ เพื่อจะได้เอาไปเขียนบล็อกหรือเล่าในพอดแคสต์

เราพักผ่อน เพื่อที่เราจะได้มีแรงกลับไปทำงานอย่างเต็มที่

เราแทบไม่เคยจะวิ่งเพื่อวิ่ง อ่านหนังสือเพื่ออ่านหนังสือ หรือพักผ่อนเพื่อพักผ่อนเลย

เพราะมันคือการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน มันคือการยอมแลก “วันนี้” เพื่อ “วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”

ซึ่งเราทำแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าเราจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบจนสิ้นอายุขัย

แต่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า วันที่เราจะมีเงินเก็บมากพอ วันที่ to-do list เราจะเป็นศูนย์ วันที่เราจะรู้สึกว่า “เอาอยู่” แล้วและพร้อมที่จะเริ่มใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นจริงๆ นั้นมันไม่เคยมาถึง และอาจจะไม่มีวันมาถึง

ดังนั้นให้ระวังตรงนี้ให้มาก ถอดแว่นตาของนักลงทุนออกเสียบ้าง ไม่ต้องทำอะไรเพื่อวันพรุ่งนี้ไปเสียทุกอย่าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราเหลือวันพรุ่งนี้อีกกี่วัน

ขอให้ทุกท่าน productive กันอย่างมีสตินะครับ

เมื่องานกลายมาเป็นสรณะหนึ่งเดียวในชีวิต

Danielle Steele คือหนึ่งในนักเขียนนิยายโรแมนติกที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา

สตีลพิมพ์หนังสือมาแล้วถึง 190 เรื่อง ขายไปแล้วว่า 800 ล้านเล่ม และแม้ว่าวันนี้เธอจะอายุ 74 ปีแล้ว ก็ยังสปีดไม่ตกลงเลย

นี่คือรายชื่อนิยายที่เธอตีพิมพ์ในปี 2019-2021

2019
Turning Point
Silent Night
Blessing in Disguise
Lost and Found
The Dark Side
Child’s Play
Spy

2020
Moral Compass
The Numbers Game
The Wedding Dress
Daddy’s Girls
Royal
All That Glitters

2021
Neighbors
The Affair
Finding Ashley
Nine Lives
Complications
The Butler
Flying Angels

ต้องเป็นคนวัยเจ็บสิบกว่าแบบไหนถึงจะเขียนนิยายได้ปีละ 7 เรื่อง!

สตีลเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Glamour ว่าเธอทุ่มเทกับงานเขียนหนังสือมาก แต่ละวันเธอจะไม่เข้านอนจนกว่าจะเหนื่อยระดับที่หลับบนพื้นก็ยังได้ ทั้งปีเธอจะหยุดพักแค่สัปดาห์เดียว บางทีเธอก็เขียนหนังสือ 24 ชั่วโมงติดต่อกัน และถ้าคืนไหนได้นอน 4 ชั่วโมงก็ถือว่าเยอะแล้ว

แม้ว่าจะ productive ขั้นเทพขนาดนี้ แต่สตีลเองก็ยอมรับเธอใช้ความ productive เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับด้านมืดมนของตนเอง เธอเคยสูญเสียลูกชายเพราะเสพยาเกินขนาด และหย่ามาแล้ว 5 ครั้ง

สตีลให้สัมภาษณ์ว่า งานคือที่พึ่งพิงของเธอ ไม่ว่าจะมีเรื่องแย่ๆ อะไรเกิดขึ้นในชีวิต งานก็ยังเป็นสิ่งที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นหลุมหลบภัยให้เธอได้เสมอ


ผมเชื่อว่าเรารู้จักใครบางคนที่ยึดงานเป็นสรณะ คนที่ตอบเมลหลังเที่ยงคืน ตามงานทางไลน์วันเสาร์อาทิตย์ เหมือนชีวิตทั้งชีวิตโคจรอยู่รอบงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจนำมาซึ่งความสำเร็จ เงินทอง และตำแหน่งที่เป็นเชิดหน้าชูตา

แต่ก็อดถามไม่ได้ว่ามันนำมาซึ่งความอิ่มใจและความพอใจหรือเปล่า

ผมเคยอ่านเจอว่า สิ่งที่สร้างความสุขได้อย่างแท้จริงคือความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งกับคนในครอบครัวและกับเพื่อนสนิทมิตรสหาย

ถ้าเราสัมพันธ์กับงานจนไม่เหลือแรงและเวลาเพื่อสานสัมพันธ์กับมนุษย์ ผมว่านั่นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

เราจึงควรสร้างอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมาบ้าง ลองถอดหมวกการเป็น “คนทำงานที่ยอดเยี่ยม” แล้วสวมหมวกของการเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยม เป็นพ่อที่ยอดเยี่ยม เป็นลูกที่ยอดเยี่ยมดูบ้าง

แรกๆ อาจจะยังไม่ชินและอาจทำได้ไม่ดี เพราะเราเอาตัวตนผูกกับงานมานานเกินไป แต่นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่เราควรปรับเปลี่ยน ไม่อย่างนั้นปลายทางจะอ้างว้างมาก

อย่าให้หน้าที่การงานเป็นสรณะหนึ่งเดียวในชีวิตครับ

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส NBA

เชื่อว่าเราทุกคนเคยผ่านวันทำงานที่สุดแสนจะ unproductive

เช่นเจองานแทรกแต่เช้า หรือเจอเหตุการณ์วุ่นวายที่บ้าน เจอข่าวดราม่าที่เราตามไปเสพต่อในโลกโซเชียล อุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ทำให้เสียเวลาไปหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน พอคิดแล้วก็ท้อ ได้แต่บอกว่า พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่แล้วกัน กลายเป็นว่าวันนั้นกลายเป็นวันที่แทบจะสูญเปล่าไปเลย

ใครที่ดูบาสเกตบอล NBA จะรู้ว่าเขาจะแบ่งเกมออกเป็น 4 quarter แต่ละควอเตอร์มีเวลา 12 นาที และคั่นด้วยพักเบรค 130 วินาที (ตอนจบควอเตอร์ที่สองจะมีพักครึ่ง 15 นาที)

เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้งว่าทีมที่ควอเตอร์แรกๆ เล่นแย่จนคะแนนตามอยู่นั้น ก็อาจจะไปแก้เกมและกลับมา come back เอาชนะในช่วงท้ายได้

เราจึงควรมองวันทำงานเป็น 4 ควอเตอร์เช่นกัน ถ้าเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ความยาวแต่ละควอเตอร์ก็ประมาณ 2 ชั่วโมงพอดี

ถ้าเราผ่าน 4 ชั่วโมงแรกของวันไปแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน แทนที่จะตีอกชกตัวว่า “เราแพ้” เสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ให้คิดเสียว่าเราเพิ่งจบครึ่งแรกไปเอง ยังมีโอกาสแก้ตัวอีกตั้งสองควอเตอร์

ดังนั้น จงออกไปพัก และหาโอกาสแก้เกมเสียใหม่ แล้วกลับมาตีตื้นในควอเตอร์ที่สามหรือควอเตอร์ที่สี่ก็ยังไม่สาย

มองวันทำงานให้เหมือนเกมบาส แล้วเราจะมีโอกาส come back ได้ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Gretchen Rubin หนังสือ Better Than Before: Mastering the Habits of Our Everyday Lives

ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman