มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มทำ Knowledge Sharing ในการประชุมประจำเดือนของทีม โดยจะให้ระดับหัวหน้าทีมผลัดกันมาแชร์เรื่องที่น้องๆ น่าจะได้ประโยชน์ และผมก็เบิกโรงด้วยการพูดเป็นคนแรก

หัวข้อที่ผมหยิบมาคุยก็คือ มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด – what are we looking for?

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย นี่อาจเป็น 3 คำตอบที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด

ความสำเร็จมีมาตรวัดอะไรบ้าง ก็คงหนีไม่พ้นการมีเงินมีทองใช้ (Money) การมีหน้าที่การงานที่ดี (Status) และการมีคนชื่นชมนับหน้าถือตา (Praise)

ผมมีข้อสังเกตมาตรวัดต่างๆ ดังนี้

Money

เงินอาจซื้อความสุขไม่ได้ก็จริง แต่การไม่มีเงินซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

การมีเงินใช้เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่มันไม่ได้ดีอย่างที่เราจินตนาการไว้หรอก ตอนที่เราเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนหมื่นเศษ เราเคยจินตนาการว่าถ้าเงินเดือนห้าหมื่นคงจะสบายน่าดู พอเราเงินเดือนถึงห้าหมื่นแล้ว เราก็จินตนาการว่าถ้ามีเงินเดือนแสนนึงชีวิตคงไม่ต้องการอะไรอีก

แต่เมื่อเงินเดือนเหยียบแสน เราจะพบว่ามันไม่ได้ฟินอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเงินเดือนมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ:

  • ความคาดหวังจากคนรอบตัวเราที่มีมากขึ้น และเราเองก็คาดหวังที่จะทำอะไรให้คนอื่นมากขึ้นด้วย
  • เราเริ่มมีครอบครัว เริ่มวางแผนที่จะมีลูก เงินที่หามาได้ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนเดียวอีกต่อไป
  • ภาษีที่จ่ายแพงขึ้นแบบเห็นแล้วเครียดว่ารัฐบาลเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
  • Lifestyle Inflation เมื่อเงินเดือนมากขึ้น เราก็จะอัปเกรดตัวเอง ซื้อรถ ซื้อคอนโด กินข้าวนอกบ้าน เที่ยวเมืองนอก ดังนั้นค่าใช้จ่ายจึงพุ่งทะยานจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “เงินเดือนก็เยอะนะ หายไปไหนหมด?”

ข้อดีที่สุดของการมีเงินคือเราจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องเงิน

เมื่อเราจัดการอะไรได้ดี เราจะเลิกคิดถึงสิ่งนั้น ถ้าจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยบ่นว่าไม่มีเวลา ถ้าเราจัดการแฟนได้ดีเราจะไม่โดนแฟนโทรจิก และถ้าเราจัดการเงินได้ดีเราจะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

ถ้าเราคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ ไม่ปล่อยให้ lifestyle inflation พุ่งเกินไป เราจะมีเงินเหลือในบัญชีมากเพียงพอที่จะไม่ต้องมาคอยลุ้นทุกวันที่ 25 ว่าเงินเข้าแล้วหรือยัง


Status

นอกจากแข่งกันเรื่องทรัพย์สินเงินทองแล้ว มนุษย์เรายังแข่งกันเรื่องสถานะทางสังคมด้วย

สถานะทางสังคมบอกได้ด้วยตำแหน่งแห่งหนและองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่

แต่ฐานะที่ว่าก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น ตอนอยู่ในบริษัทผมอาจจะเป็นผู้บริหารมีลูกน้องหลายสิบคนก็จริง แต่พอออกจากบ้านไปกินก๋วยเตี๋ยวผมก็เป็นคนธรรมดา และเมื่อเกษียณแล้วผมก็จะอัปเกรดเป็นคุณลุงธรรมดา

ดังนั้นอย่าคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ อย่ายึดติดกับหัวโขนที่เราได้จากการงานมากเกินไป ไม่อย่างนั้นในวันที่เราถอดหัวโขนออก (หรือโดนคนอื่นถอดให้) เราจะสูญเสียตัวตนของเราไปเช่นกัน

เครื่องแสดงสถานะทางสังคมอื่นๆ ก็เช่นเสื้อผ้าที่เราใส่ รถที่เราขับ และมือถือที่เราใช้ ทุกอย่างล้วนเป็น lifestyle inflation เป็นหางนกยูงที่เรากางไว้อวดคนอื่น แต่ถ้ามันทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลังก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการใช้เงินซื้อสถานะนี้มันคุ้มค่ากันรึเปล่า


Praise

คำชื่นชมและความยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่เราถวิลหาอยู่ลึกๆ มาโดยตลอด

หลายคนใช้เวลาค่อนชีวิตเพื่อที่จะพิสูจน์ให้พ่อแม่พอใจและภูมิใจ

ส่วนคำชมจากเจ้านายก็มีความหมาย แค่หัวหน้าตอบเมลมาสั้นๆ ว่า “Well done.” ก็ทำให้เรายิ้มได้ไม่หุบแล้ว

คำชมที่เราต้องระมัดระวัง คือคำชมของคนแปลกหน้า

ในโลกโซเชียลที่เปิดให้มีผู้ติดตามได้ เราอาจจะเผลอให้คุณค่าการกดไลค์กดแชร์ของคนแปลกหน้ามากเกินไป ตัวผมเองยังเข้ามาเช็คเรตติ้งโพสต์ในเพจนี้วันละหลายครั้ง ถ้าคนกดไลค์เยอะใจก็พองฟู ถ้าคนกดไลค์น้อยใจก็แฟบๆ กลายเป็นว่าเราเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่นเสียหมด

อีกคำชมที่ต้องระวัง คือการชมตนเอง

ชื่นชมตัวเองในใจนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่การชื่นชมตัวเองออกสื่อมันไม่ค่อยน่าดู และมักจะให้ผลตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้

พูดเรื่องความสำเร็จที่ประกอบด้วยเงินทอง สถานะ และคำชมไปแล้ว มาพูดเรื่องความสุขบ้าง


Happiness

ความสุขนั้นได้มาจากการเสพและการสร้าง

การเสพนั้นให้ความสุขเราได้ก็จริง แต่เป็นความสุขที่หมดอายุเร็วมาก

ส่วนความสุขจากการสร้างนั้นต้องออกแรงมากกว่าแต่ก็จะมอบความสุขที่ลึกซึ้งและยาวนานกว่าเช่นกัน

ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะเป็น creator – เขียนบล็อก ทำคอนเทนท์ นัดหมายเพื่อนฝูงกินข้าว – ทำอะไรก็ได้เพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง “เกิด” ขึ้นมา

อีกคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าสนใจเรื่องความสุข คือผลลัพธ์ขั้นที่หนึ่งและผลลัพธ์ขั้นที่สอง (first-order and second-order consequences) ซึ่งในหลายครั้งสองอย่างนี้จะขัดกัน

ถ้าตอนที่เราทำเราไม่ค่อยมีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะเป็นความสุข

เช่นวิ่งออกกำลังกาย ตอนวิ่งอาจจะเหนื่อย อาจจะปวดน่อง แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่ามีพลังงานดีไปทั้งวัน

ถ้าตอนที่เราทำเรามีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะทำให้เราไม่มีความสุข

เช่นกินชานมไข่มุก ตอนกินอาจจะฟินมากๆ แต่กินเสร็จแล้วจะหนักๆ หน่วงๆ ร่างกายไม่ค่อยมีแรง ยังไม่นับว่าต้องไปลุ้นค่า LDL ตอนตรวจร่างกายประจำปี

ความสุขมีความแปลกประหลาดของมัน วินาทีที่เราเริ่มออกตามหาความสุข ความสุขจะหายไปทันที

เพราะเมื่อเราวิ่งเร็วเกินไป บางทีความสุขก็วิ่งตามเราไม่ทัน แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหัดนิ่งๆ บ้าง ความสุขอาจจะตามหาเราเจอ

บางสำนักก็บอกว่า ความสุขไม่ควรเป็นเป้าหมายของชีวิต

เช่นการมีลูก ซึ่งอาจนำพาความทุกข์มามากกว่าความสุขเสียอีก ช่วงสามเดือนแรกในการดูแลทารกนี่เหนื่อยนรก พอลูกเริ่มโตแล้วก็ต้องคอยเป็นห่วง และยังต้องเก็บเงินส่งเสียให้เรียนอีก ถ้าความสุขคือสิ่งที่เราตามหากันจริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะอยากมีลูกกันหรอก

หรือมองไปยังคนที่เราชื่นชมก็ได้ อาจจะเป็น คานธี / Elon Musk / ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบัน เขามีความสุขเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตรึเปล่า ผมว่าอาจจะไม่ใช่เพราะทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาก แบกรับภาระและความทุกข์ไว้มหาศาล ถ้ามีความสุขเป็นจุดหมายก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนี้

Money – Status – Praise – Happiness

เงินทอง สถานะ คำชื่นชม และความสุข

หรือถ้าใช้ภาษาธรรมะหน่อยก็คือโลกธรรม 8 ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ที่มนุษย์ปุถุชนล้วนแสวงหา


Meaning

อีกหนึ่งคำตอบที่ฝรั่งมักชอบใช้ คือการหาความหมายของชีวิต – finding a meaning of life.

เราอยากให้ชีวิตของเรามีความหมาย ทั้งที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

ก่อนที่เราจะเกิดมา จักรวาลและโลกใบนี้ก็อยู่มาได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราจากไป โลกก็ยังคงหมุนต่อไปโดยไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด

ต่อให้เราสร้างความสำเร็จไว้แค่ไหน สุดท้ายพวกเราส่วนใหญ่ก็จะถูกลืมไปราวกับว่าไม่เคยได้เกิดมา จะมีก็เพียงคนส่วนน้อยที่จะได้เป็น footnote ในหนังสือเรียน

เมื่อชีวิตไม่มีความหมายในระดับ macro สิ่งที่พอจะทำได้คือการมีความหมายในระดับ micro

เราต้องสร้างความหมายของชีวิตเราขึ้นมาเอง ผ่านงานที่เราทำ ผ่านกิจกรรมที่เราร่วม ผ่านคนที่เรารัก


ผมคิดว่าคนเราจะยึดอะไรเป็นเป้าหมาย คงอยู่ที่ว่าเขาอยู่ในวาระไหนของชีวิต

อายุ 20 กว่าๆ เราอาจจะอยากได้มาซึ่งความสำเร็จ

อายุ 30 ปลายๆ ได้ลิ้มลองความสำเร็จไปบ้างแล้ว เราน่าจะอยากได้ความสุขที่ยั่งยืนขึ้น

อายุ 40 กว่าๆ เมื่อค้นพบว่าเลข 4 มาไวกว่าที่คาด ความสุขอาจไม่ใช่ทุกอย่าง และความตายไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป คนวัยนี้อาจะเริ่มแสวงหาความหมายของชีวิต

แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเจออีกช้อยส์นึงที่ชอบมากๆ และคิดว่าอาจเป็นคำตอบและเป็นเป้าหมายที่ดีเช่นกัน

“People say that what we’re all seeking is a meaning for life. I don’t think that’s what we’re really seeking. I think that what we’re seeking is an experience of being alive.”
-Josheph Campbell

เราอยากรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา

เรามีลูก ทั้งๆ ที่อาจนำทุกข์มาให้มากมาย เพราะการมีลูกทำให้เรามีชีวิตชีวา

Elon Musk รวยระดับที่ว่าไม่ต้องทำงานก็สบายไปทั้งชีวิต แต่ที่เขายังทำอะไรอยู่มากมายเพราะมันทำให้เขามีชีวิตชีวา

คนวัยเกษียณหลายคนจะอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ แต่หลายคนก็ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อความหมาย แต่เพื่อให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา

มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย ความมีชีวิตชีวา

ขอให้คุณผู้อ่านได้พบคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเองนะครับ

เมื่อเล็งผลเลิศจึงมักไม่เกิดอะไร

หนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านในปีนี้คือ Four Thousand Weeks – Time and How To Use It ที่เขียนโดย Oliver Burkeman

หนึ่งในคำแนะนำในหนังสือที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ คือคำแนะนำที่ว่า ถ้าคิดอยากจะทำดีกับใครขึ้นมา ให้ลงมือทำเลย แม้ว่ามันจะไม่ค่อยเรียบร้อยหรือเพอร์เฟ็กต์นักก็ตาม

ที่น่าประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคำแนะนำแบบนี้ในหนังสือด้าน Time Managment และที่น่าประหลาดใจขึ้นไปอีกก็คือคำแนะนำนี้ยังคงวนเวียนกลับมาในหัวผมอยู่เสมอแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเดือนแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวลาใครทำให้เรารู้สึกดีแล้วเราอยากรู้สึกขอบคุณเขามากๆ เราก็อาจจะอยากซื้อของขวัญหรือซื้อการ์ดสวยๆ ให้เขา และก็อยากบรรจงเขียนข้อความดีๆ เพื่อแสดงถึงความตั้งใจว่าเราเห็นคุณค่าเขาแค่ไหน

แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้เวลา เราก็เลยทดเอาไว้ก่อน รอให้มีเวลามากพอที่จะทำออกมาให้ดี มารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว

น่าจะเป็นการดีกว่า ที่เราจะส่งอีเมลหรือยกหูโทรหาแล้วกล่าวขอบคุณเขาง่ายๆ มันอาจจะไม่ได้ดูน่าประทับใจเท่ากับการ์ดสวยๆ พร้อมข้อความที่เราบรรจงเขียนก็จริง แต่ความแตกต่างก็คือเราได้กล่าวขอบคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่เก็บเอาไว้ในใจที่อีกฝ่ายไม่มีทางได้รับรู้

ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกอยากทำสิ่งที่มีน้ำใจ อย่ารอให้มีเวลาที่จะทำให้ดี ให้ทำตอนนี้เลย แม้ว่ามันจะห่างไกลจากความเพอร์เฟ็กต์แค่ไหนก็ตาม


อีกประเด็นนึงที่คล้ายคลึงกัน คือการทำสิ่งที่เราอยากสร้างให้เป็นนิสัยอย่างการออกกำลังกายหรือการนั่งสมาธิ

คนที่วิ่งจะมีปัญหาที่คล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง คือถ้าวันนี้ตื่นสายหน่อย จะไม่ค่อยอยากวิ่งแล้วเพราะว่าแดดมันร้อน

ผมตั้งใจว่าจะวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้งคือวันอังคาร พฤหัสฯ และเสาร์ ธรรมดาผมจะตื่นตีห้าครึ่งเพื่อจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย วอร์มอัพ และวิ่งอย่างน้อย 5 กิโลเมตร วิ่งเสร็จมีเวลาคูลดาวน์ อาบน้ำแต่งตัว และไปส่งลูกที่โรงเรียน

แต่เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ผมตื่นหกโมงสี่สิบ อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องออกไปส่งลูกแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่วิ่งเพราะกลัววอร์มได้ไม่ดีวิ่งได้น้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนชุดไปวิ่งอยู่ดี ได้วอร์มเร็วๆ และได้วิ่งแค่ 3 กิโลเมตร แต่ก็คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง


ฝรั่งจะมีคำขวัญหนึ่งที่เรียกว่า No More Zero Days – จะไม่ปล่อยให้มีวันที่ฉันจะไม่ได้ทำสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะ Zero Days คือวันที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นเลย

ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจว่าจะออกกำลังกายทุกวัน เราก็ควรพยายามทำสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ถ้าวิ่งไกลไม่ได้ ก็วิ่งสั้นๆ ถ้าวิ่งเร็วไม่ไหว ก็วิ่งเหยาะๆ ถ้าวิ่งเหยาะๆ ไม่ไหว ก็แค่เดินก็ยังดี

เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ ถ้านั่งสมาธิ 15 นาทีไม่ไหว ก็นั่ง 5 นาที ถ้านั่ง 5 นาทีไม่ได้ก็นั่ง 1 นาที ถ้านั่ง 1 นาทีก็ยังไม่มีเวลา ก็อยู่กับลมหายใจเข้า-ออกซัก 3 ครั้งก็ยังดี

เพราะหากเรายึดติดกับเป้าหมายมากเกินไป – it’s all or nothing ส่วนใหญ่เราจะได้ nothing

แทนที่จะตั้งเป้าหมายให้ไกลแล้วไปให้ถึง เราตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้จะได้มีกำลังใจลงมือทำในวันนี้ เพราะการได้ลงมือทำต่างหากที่มีความหมายอย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะจิ๊บจ้อยและไม่เพอร์เฟ็กต์แค่ไหนก็ตาม

เมื่อเล็งผลเลิศจึงมักไม่เกิดอะไร

แต่เมื่อเล็งที่การกระทำ เราจะได้ทำสิ่งนั้น และวันนี้ก็จะไม่สูญเปล่าครับ

คนทำความดี 3 ประเภท

มาร์คัส ออเรเลียส หนึ่งในปราชญ์สโตอิก แยกแยะคนทำความดีไว้ 3 ประเภท

ประเภทที่ 1 – ทำดีกับคนอื่นแล้วหวังผลตอบแทนในทันที

ประเภทที่ 2 – ทำดีแล้วไม่ได้เรียกร้องผลตอบแทนเร็วนัก แต่ก็แอบคิดว่าอีกฝ่ายติดหนี้บุญคุณตัวเอง

ประเภทที่ 3 – ทำดีเหมือน “ต้นองุ่นที่ให้ผลองุ่นและไม่ได้ต้องการอะไรอื่น” เหมือนม้าที่แข่งขันเสร็จ เหมือนผึ้งที่ผลิตน้ำผึ้ง

คนประเภทที่ 3 นี้จะไม่ร้องขอสิ่งใด นอกจากทำสิ่งนั้นต่อไป มันคือธรรมชาติของเขาที่จะทำดีกับคนอื่น

เมื่อมองดูตัวเอง เราอาจพบว่าเราเคยเป็นคนดีมาทั้ง 3 อย่างแล้ว เรียกร้องเร็ว เรียกร้องช้า และไม่เรียกร้องเลย

การทำความดีแล้วไม่เรียกร้องเลย ดูเหมือนจะถูกเอาเปรียบได้ง่ายถ้ามองด้วยเลนส์ทุนนิยม

แต่ถ้าจุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การ”ทำกำไร” ให้มากที่สุด แต่เป็นการขัดเกลาตัวเองเพื่อเป็นคนที่ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีและสร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้ การเลือกเป็นคนทำดีประเภทที่ 3 ก็น่าจะตอบโจทย์นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนแรกจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

อะไรที่นำมาซึ่งความสุขก็ทำให้มากขึ้น

อ่านหนังสือที่เราชอบ

ทำงานที่ยากแต่มีคุณค่า

ทำงานอดิเรกแม้ว่ามันจะขายไม่ได้หรืออวดใครไม่ได้

วิ่งรอบสวนสาธารณะยามเช้า

นัดกินข้าวกับคนในครอบครัว

กินสลัด

กอดลูก

โทรคุยกับเพื่อนเก่า ไม่ใช่แค่ไลน์คุยกัน

ถ้าสังเกต ความสุขพวกนี้ต้องออกแรงนิดนึง ก่อนทำอาจมีแรงต้าน แต่พอทำแล้วเรามักจะรู้สึกว่ามันคุ้มค่า

และความสุขพวกนี้มันอาจไม่ได้เว่อร์วัง ไม่เหมือนการได้ไปเที่ยวเมืองนอก ไม่เหมือนได้แก็ดเจ็ทใหม่ ไม่ใช่อะไรที่เป็นโอกาสพิเศษ

แต่เพราะว่ามันไม่ได้พิเศษ มันจึงเป็นความสุขที่เราเข้าถึงได้ทุกวัน และสิ่งที่เราได้ทำทุกวันนี่แหละคือสิ่งที่จะมีความหมายต่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

อะไรที่นำมาซึ่งความทุกข์ก็ทำให้น้อยลง

ท่องโลกโซเชียล

เช็คเรตติ้งโพสต์ของตัวเอง

ซื้อของเล่นราคาแพงด้วยเงินผ่อน

ดูซีรี่ส์หลายๆ ตอนติดกัน (binge watching)

กินของอร่อยที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำเลย แค่บอกว่าลองทำให้น้อยลง

เพราะของพวกนี้ล้วนมี “ผลลัพธ์ขั้นที่สอง” ที่เป็นลบ

ผลลัพธ์ขั้นแรก (first-order consequence) คือความเพลิดเพลิน คือความอิ่มหมีพีมัน คือความสาแก่ใจ

แต่ผลลัพธ์ขั้นที่สอง (second-order consequence) คือความเครียด ความสะโหลสะเหล ความ LDL สูง ความ depressed อยู่ลึกๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ

อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำให้มากขึ้น อะไรที่นำมาซึ่งความทุกข์ก็ทำให้น้อยลง

นี่คือ time management ที่เรียบง่าย และอยากให้ลองนำไปใช้กันครับ

4 ระยะของวัยเกษียณ

เราทุกคนล้วนถูกสอนให้เตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณด้วยการวางแผนทางการเงินให้ดี

แต่ทำไมมีแต่คนสอนให้เตรียมพร้อมทางการเงิน (financial) แต่กลับไม่มีคนสอนให้เตรียมพร้อมด้านจิตใจ (psychological) กันบ้างเลย?

ทุกๆ วันจะมีชาวอเมริกันเกษียณวันละ 10,000 คน และจะเป็นแบบนี้ไปอีก 10-15 ปี คิดเป็นคนหลายสิบล้านคน อารมณ์ไม่ต่างกับสึนามิแห่งคนชรา

และเนื่องจากอายุคาดเฉลี่ยของเราจะยืนยาวขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะต้องใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตเราในวัยเกษียณ

ไรลี่ย์ มอยนส์ (Riley Moynes) ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณเท่าไหร่ เขารู้ว่า “ความสำเร็จ” ในวัยทำงานต้องทำยังไงบ้าง แต่ความสำเร็จในวัยเกษียณนั้นเขาไม่รู้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

เขาจึงไปนั่งคุยกับคนวัยเกษียณหลายสิบคนและได้ข้อสรุปออกมาว่าวัยเกษียณมี 4 ระยะด้วยกัน

ระยะที่ 1 – พักร้อน (Vacation)

นี่คือภาพจำที่คนส่วนใหญ่มีสำหรับวัยเกษียณ จะตื่นกี่โมงก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ จะไปไหนก็ได้ ไม่ต้องทำตามคำสั่งใคร ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ

ระยะที่ 1 นี้จะมีความยาวประมาณหนึ่งปีเท่านั้น แล้วเราก็จะเริ่มเบื่อ แล้วเราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าวัยเกษียณมีแค่นี้เองหรือ และนั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่…

ระยะที่ 2 – สูญเสียและหลงทาง (Loss and Lost)

นี่คือช่วงที่เราจะรู้สึกสูญเสีย Big Five อันได้แก่

สูญเสียกิจวัตร (routine) เนื่องจากตื่นไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา ใช้ชีวิตแบบไร้แบบแผนมานาน

สูญเสียอัตลักษณ์ (identity) เนื่องจากถอดหมวกการทำงานออกไปแล้ว ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ก็เลยเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใครหรือยังเป็นอะไรได้อยู่รึเปล่า

สูญเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ทำงาน (relationships with people at work) เมื่อไม่ได้ทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ย่อมต้องห่างเหินไปด้วย

สูญเสียจุดมุ่งหมาย (sense of purpose) ไม่รู้ว่าวันนี้จะตื่นมาเพื่ออะไร

สูญเสียอำนาจ (power) เมื่อถอดหัวโขนออก สิ่งที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป

นอกจาก Big Five ที่หายไปแล้ว เราอาจยังต้องเจอ 3D อีกด้วย

Divorce – แยกทางกับคู่ชีวิต

Depression – ความซึมเศร้าเหงาหงอยไร้ค่า

Decline – ความทรุดโทรมทั้งทางร่างกายและสติปัญญา

นี่คือระยะที่ยากลำบากที่สุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมใจจะเจอสิ่งเหล่านี้ จึงรู้สึกเจ็บปวดและหลงทางอยู่พอสมควร จนกว่าจะถึงวันที่ลุกขึ้นมาบอกกับตัวเองว่า “เราจะอยู่แบบนี้ไปจนชั่วชีวิตไม่ได้” ก็แสดงว่าเรากำลังจะเข้าสู่…

ระยะที่ 3 – ลองผิดลองถูก (Trial & Error)

นี่คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะกลับมามีคุณค่าได้อย่างไร

ช่วงนี้เราอาจจะได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างที่เคยอยากทำ เช่นไปลงเรียนเพิ่มเติม ไปเป็นอาสาสมัครหรือกรรมการหมู่บ้าน หรือเปิดคอร์สสอนวิชาที่เราช่ำชอง

ช่วงที่ลองผิดลองถูกนั้นเราอาจจะเจอความผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่เราก็ต้องหาให้เจอว่าเหตุผลของการตื่นนอนตอนเช้าของเราคืออะไร ไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจจะกลับไปอยู่ระยะที่ 2 อีกก็ได้

แต่หากไม่หยุดค้นหาและให้เวลากับตัวเองมากพอ เราก็จะเดินทางถึง…

ระยะที่ 4 – สร้างตัวตนใหม่ (Reinvent & Rewire)

นี่คือระยะที่เราสามารถหากิจกรรมที่ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายและได้สัมผัสความสำเร็จ ซึ่งเกือบจะร้อยทั้งร้อยล้วนเป็นการทำอะไรเพื่อคนอื่น

บิลเป็นชายวัยเกษียณที่เชื่อว่าเราควรทำกิจกรรมที่ลับสมองอยู่เป็นประจำ เขาจึงไปชวนเพื่อนวัยเดียวกันมาเปิดคลาสสอนเรื่องที่พวกเขาถนัด

ปีแรกเปิดสอนไป 9 วิชา มีคนเข้าเรียน 200 คน

ปีที่สองเปิดสอน 45 วิชา คนเรียน 700 คน

ปีที่สามเปิดสอน 90 วิชา และมีคนเรียน 2,100 คน

วิชาที่สอนก็เช่นวาดรูป ปั่นจักรยาน ไพ่บริดจ์ ไพ่นกกระจอก รวมถึงสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กต่างชาติด้วย แน่นอนว่าต้องใช้พลังมหาศาลทั้งคนสอนและคนเรียนแต่ก็สนุกสนานกันมากเลยทีเดียว

ที่สำคัญ Big Five ที่เคยทำหล่นหายไปในระยะที่ 2 ก็กลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตร อัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ จุดมุ่งหมาย และความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์มีเสียง

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังจะเกษียณ:

ขอให้สนุกกับการพักร้อนในระยะที่ 1

เตรียมใจพบกับความสูญเสียในระยะที่ 2

พร้อมจะลองผิดลองถูกในระยะที่ 3

และใช้วัยเกษียณให้คุ้มค่าและอิ่มเอมในระยะที่ 4 ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก TedX Talks: The 4 phases of retirement | Dr. Riley Moynes | TEDxSurrey