มีข้าวกิน

20150118_PenEk

เป็นเอก รัตนเรือง เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ผมชอบมากที่สุด

ผมดูหนังของเขาเกือบทุกเรื่อง ทั้ง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” “เรื่องตลก 69” “มนต์รักทรานซิสเตอร์” “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” “พลอย” “ฝนตกขึ้นฟ้า” และ “ประชาธิปไทย” (เรื่องสุดท้ายมีพูดถึงพ่อผมด้วย!)

พลาดแค่เรื่อง คำพิพากษาของมหาสมุทร และ นางไม้ เพราะไม่มีคนไปดูด้วย

หนังของเป็นเอก หาคนไปดูด้วยยากจริงๆ ครับ

เพราะเดาไม่ถูกว่าเขาจะมาไม้ไหน

และไม่มีทางรู้ว่าเราจะชอบเรื่องถัดไปที่เขาทำรึเปล่า

หนังบางเรื่องดูจบแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ตกลงเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา(วะ)

แต่ที่น่าประหลาดใจ คือหลายฉากในหนังมันยังติดอยู่ในหัวผมมาถึงทุกวันนี้

ถ้าผ่านไปพบเจอหนังเป็นเอกที่ร้านไหน ลองซื้อมาดูซักเรื่องก็ได้นะครับ

ถ้าจะเอาหนังที่ดูง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น มนต์รักทรานซิสเตอร์

และที่สำคัญ ช่วยซื้อมาฝากผมด้วยแผ่นนึง

เพราะ DVD หนังของเป็นเอก หายากมาาาากกก

———

สิ่งที่ผมชอบยิ่งกว่าหนังของเป็นเอกคือบทสัมภาษณ์ของเขา

เป็นคนที่มีทั้งความนุ่มนวลและความเถื่อนดิบอยู่ในตัว

แถมคำพูดบางประโยคของเขาคมยิ่งกว่านิ้วกลมหรือคัตโตะซะอีก

ผมชอบบทสัมภาษณ์ของเป็นเอกมากขนาดที่ว่า ถ้าผมเจอแมกกาซีนเล่มไหนมีบทสัมภาษณ์ของเป็นเอก ผมจะซื้อทันที

แล้วมาวันนึงเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วก็มีหนังสือเรื่อง “อย่างน้อยที่สุด” เล่มนี้ออกมา

เป็นบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงและรวบรวมโดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ระดับพระกาฬ

ถ้าเจอหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้ซื้อมาอ่านนะครับ จะได้ทั้งความบันเทิงและแง่คิดมากมายเลยทีเดียว

ถ้ายังไม่เชื่อผมก็ลอง google “เป็นเอก อย่างน้อยที่สุด” ก็ได้ครับ มีคนดึงบทสัมภาษณ์บางส่วนมาให้อ่านเรียกน้ำย่อยไว้ให้แล้ว

ในยุคสมัยที่แผงหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือสอนให้รวย

ผมเชื่อว่าคำพูดของเป็นเอกจะเป็นเสื้อชูชีพให้คุณได้ใส่เมื่อต้องล่องอยู่ในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้ครับ

PenEkBook

ป.ล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับซีเอ็ดนะครับ เพียงแค่อยากจะโชว์หน้าตาของปกหนังสือ และเมื่อเอารูปมาจากซีเอ็ดผมก็ควรจะให้เครดิตเขาด้วยซะเลย

Sharing from Quora: บางทีเราก็ทำให้ชีวิตยากเกินไปรึเปล่า

จากคำถามใน Quora นะครับ How can I make a habit of waking up early in the morning?

จะทำยังไงถึงจะนอนตื่นเช้าได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดคือนาฬิการุ่นนี้ครับ

Alarm clock connected to your bank account and to a charity you hate. Every time you press a snooze button money gets deducted from your account. Buy this one. SnuzNLuz | Incredible Things

เป็นนาฬิกาที่เราสามารถใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและมูลนิธิที่เราไม่ชอบลงไปได้ ถ้าเรากดปุ่ม Snooze button (เพื่อจะนอนต่ออีกหน่อย) เงินของเราก็จะถูกหักเข้าบัญชีของมูลนิธินั้นๆ ครับ

ผมอ่านครั้งแรกก็อดที่จะ Upvote (คล้าย Like ใน Facebook) ไม่ได้ เพราะวิธีการมันช่าง Genius จริงๆ

แต่พอผ่านไปซักพักก็เริ่มคิดได้ว่า นี่เรากำลังทำเรื่องให้ยากกว่าที่มันควรจะเป็นรึเปล่า?

เพราะถ้าคุณอยากตื่นเช้า คุณก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้นมันก็จบแล้วรึเปล่า?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้สมองเยอะ

บางทีก็เยอะเกินไป

อาจเป็นเพราะเรา “เพลิดเพลิน” กับการคิดอะไรใหม่ๆ คิดอะไรที่มัน “ฉลาดๆ”

และผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานของการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่ยากเกินความจำเป็น

อยากนอนตื่นเช้า ก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้น

มันก็แค่นั้นเอง

ที่มา: Quora: http://qr.ae/3XKW1

Pic & Pause: Photo taken after a 23-hour long heart transplant surgery

ZbigniewRelica_1987_HeartTransplantation

นี่คือหนึ่งในภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของนิตยสาร National Geographic

ถ่ายโดย James Stanfield ในปี 1987 (พ.ศ.2530)

เป็นภาพถ่ายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจที่ใช้เวลายาวนานถึง 23 ชั่วโมง

ด้านซ้ายคือศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดที่กำลังจ้องไปที่อะไรซักอย่าง ผมเดาว่าเป็นจอมอนิเตอร์ที่บ่งบอกความเป็นไปของคนไข้

ตรงกลางคือคนไข้ที่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด คนไข้น่าจะเป็นผู้ชายสูงอายุ เพราะผมสีขาวและหัวเถิกๆ

และด้านขวามือสุด ด้านหลังของห้อง มีผู้ช่วยที่นอนสลบอยู่

ผมดูภาพนี้แล้วได้อารมณ์หลายอย่าง

ทั้งความรู้สึก “นิ่ง” หลังพายุเพิ่งผ่านพ้นไป แต่ก็ยังไม่สงบซะทีเดียว

ความรู้สึก “ทึ่ง” ในตัวศัลยแพทย์ผู้นี้ที่อดหลับอดนอนทำงานติดต่อกัน 23 ชั่วโมง

และความรู้สึก “อยากรู้” ว่าศัลยแพทย์ผู้นี้เป็นใคร และคนไข้รอดมั้ย

นายแพทย์ผู้นี้ชื่อ Zbigniew Religa ครับ อ่านว่า ซบิ๊กเนี้ยฟ ราลิก้า เป็นศัลยแพทย์คนแรกในโปแลนด์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจได้สำเร็จ

นอกจากจะเป็นหมอที่เก่งมากแล้ว เขายังได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย (Minister of Health)

คุณหมอราลิก้า เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2009 ครับ

ส่วนคนไข้ของเขานั้นยังมีชีวิตอยู่จนถึงบัดนี้

ข้าน้อยขอคารวะ

ZbigniewRelica_Patient
ภาพถ่ายจาก
http://news.distractify.com/people/complex-humans/

ข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Zbigniew_Religa

อย่าเป็นพัดลม

20150115_Fan

สมัยหนุ่มๆ ผมเป็นคนอ่อนไหวพอสมควรเลย

ถ้าผมตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ลงไป แล้วคนที่เราหวังดีด้วยไม่เห็นค่า ผมจะเฮิร์ทมาก

จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง ผมเคยเขียนจดหมายเปิดผนึกหาเพื่อนร่วมรุ่นใน Asian U

ตอนนั้นเรามีกันอยู่แค่ 20 คนเท่านั้น

ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าผมเขียนเรื่องอะไรไป แต่น่าจะเป็นการขอความร่วมมืออะไรซักอย่าง

แต่ที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือเพื่อนบางคนเอาจดหมายของผมไปพับเป็นเครื่องบินแล้วปาเล่นกัน

โหย ทั้งเจ็บ ทั้งอาย

กลับมามองตอนนี้ก็เฉยๆ แล้วนะครับ ออกจะตลกตัวเองมากกว่า ว่าตอนนั้นคงทำอะไรเชยๆ ออกไป และเพื่อนๆ ก็คงได้รับสาส์นเรียบร้อยแล้ว เลยเอากระดาษไปใช้ประโยชน์ต่อ

มาเข้าประเด็นกันดีกว่า

คุณเป็นเหมือนผมมั้ย

เวลาเห็นข่าวเศร้าๆ ในทีวี เราก็หดหู่

เวลาใครชม เราก็ลิงโลด

เวลาใครพูดจาไม่เข้าหู เราก็โกรธ

พอมีแรงกระทบจากภายนอกเมื่อไหร่ เราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามมาทันทีเลย

โอเคล่ะ เขาพูดจา “น่า” โมโหก็จริง

แต่เราเอง “ต้อง” โมโหด้วยรึเปล่า

เพราะถ้าเราต้องโมโหทุกครั้งเวลาที่ใครทำไม่ดีกับเรา

เราก็ไม่ต่างอะไรกับพัดลม ที่พอถูก “กดปุ่ม” เมื่อไหร่ ก็ต้องหมุนส่ายเรื่อยไป

เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานไปตามกลไกและคำสั่งจากภายนอก  ไม่ต้องใช้สติปัญญาใดๆ

———–

ผมขอเสนอทางเลือกใหม่

พอมีใครมาพูดจาไม่เข้าหู

ก่อนที่เราจะตอบโต้อะไรออกไป

บอกตัวเองว่า ขอเวลาหนึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคิดบัญชี

พอผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณอาจจะเริ่มลังเล

และถ้าปล่อยให้ผ่านไปซักสามชั่วโมง คุณก็อาจจะเลิกคิดที่จะกลับไปตอบโต้คนที่ทำให้คุณโกรธ เพราะเริ่มเห็นแล้วว่าเสียเวลาเปล่าๆ

และไม่แน่ ในคืนวันนั้น หากคุณมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ

คุณอาจจะนึกขอบคุณเขาก็ได้

ที่ให้โอกาสคุณได้เห็นความโกรธของตัวเอง

และให้คุณได้เห็นความโกรธนั้นหายไป

บางคนอาจจะเถียงว่า โอ๊ยไม่จริงหรอก เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว แต่นึกถึงทีไรชั้นก็ยังของขึ้นทุกที

ที่รู้สึกอย่างนั้น อาจเป็นไปได้ว่า ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น คุณปล่อยให้ตัวเองมีปฏิกิริยา

ไม่ทางกาย ก็อาจจะเป็นทางคำพูด

ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาอีก

โต้กลับไปกลับมา จนทำให้ความโกรธหรือความรู้สึกไม่ดีนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้น

หรือแม้กระทั่งคุณไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป

แต่คุณเก็บความขุ่นข้องหมองใจนั้นกลับไปคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ความคิดนั่นแหละที่ทำให้เชื้อความโกรธมันใหญ่ขึ้นและฝังรากลึกขึ้นเรื่อยๆ จนแม้จะผ่านไปนานแล้วเชื้อนั้นก็ยังหลงเหลืออยู่

เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับความโกรธ ความน้อยใจ หรือความรู้สึกไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว อย่าเพิ่งตอบโต้ หาช่องว่างให้เจอ แล้วให้เวลาตัวเองอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

ถ้ามันหยุดคิดไม่ได้ ก็ให้หาอะไรทำ

ถ้าอยู่กับตัวเองแล้วฟุ้งซ่านก็หาเพื่อนคุยเรื่องอื่น

เมื่อทำอย่างนี้แล้ว คุณจะพบว่าความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น มันมาไว-ไปไว

ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องลงไปคลุกกับมันให้เสียพลังงานฟรีๆ

เข้าใจครับว่าพูดง่าย ทำยาก

แต่ก็คุ้มที่จะลองใช่มั้ย?

หรือจะยอมเป็นพัดลมให้ใครมากดปุ่มได้ตามอำเภอใจ?

———–

โพสต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง The Buddha Said ประพันธ์โดย Osho

Forget about making a million dollars

.20150114_MillionPeople

คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลที่เพิ่งคว้ารางวัล FIFA Ballon D’Or (เป็นภาษาฝรั่งเศษอ่านว่า บัลลงดอร์ แปลว่าลูกบอลทองคำ) ไปเมื่อสัปดาห์นี้ มีเงินเดือนเท่าไหร่ทราบมั้ยครับ?

17 ล้านยูโรต่อปี หรือ 657 ล้านบาทเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์พวกยาสระผมขจัดรังแคเลยนะ!)

หมายความว่าแต่ละสัปดาห์ โรนัลโดจะมีเงินไหลเข้าบัญชี 12 ล้านบาท จากการเตะไอ้ลูกกลมๆ นี่

โรนัลโดเตะบอลแค่ 90 นาที ได้เงินมากกว่าที่บางคนหาได้ทั้งชีวิต

อาจจะมีใครแอบตำหนิโลกทุนนิยมที่สร้างความแตกต่างทางรายได้อันมหาศาลขนาดนี้นะครับ

แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า ผลตอบแทนของเรา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เราสร้างคุณค่าให้ (the return is proportional to the number of people you impact)

กลับมามองที่งานของเรา เราอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับคนในทีม และให้กับผลประกอบการของบริษัท ซึ่งตัวเลขของคนที่เรามี impact ด้วยก็น่าจะไม่เกิน 100 คน

ขณะที่ นักฟุตบอลอย่างโรนัลโด ที่เล่นให้ยอดทีมอย่างเรียล มาดรีด และมีแฟนบอลตามดูอยู่ทั่วโลกนั้น ย่อมสร้างผลกระทบกับคนนับล้านๆ คนทุกสัปดาห์ (ไม่รวมที่เขาไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมขจัดรังแคนะ!)

ผมลองพิมพ์คำว่า Ronaldo ลงไปใน Youtube.com วีดีโอที่โชว์ขึ้นมาก็คือ Cristiano Ronaldo ● Amazing Skills Show ● 2013-2014 ||HD|| ซึ่งมีคนดูไปแล้ว 17 ล้านครั้ง!

ขณะที่บล็อกของผมแต่ละตอน มีคนอ่านแค่ 20 ครั้ง!

เพราะโรนัลโดมี impact กับคนในวงกว้าง ผลตอบแทนจึงมหาศาลตามมา

มันก็เลยสอดคล้องกับคำพูดหนึ่งที่ผมอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องหาเงินหนึ่งล้านเหรียญ เอาเวลาไปทุ่มเทกับการช่วยเหลือคนหนึ่งล้านคนดีกว่านะไอ้น้อง”

ซึ่งผมว่ามันก็จริง

ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องหาเงิน ชีวิตอาจจะมีแต่เรื่องตัวเลขและกำไร และคงจะโดดเดี่ยวพิลึก

แต่ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องสร้างประโยชน์ให้คนอื่นๆ ชีวิตเราจะมีความหมายและทางที่เราเดินน่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพ

ส่วนเรื่องเงินจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

บล็อกของผมอาจจะมีคนอ่านไม่ถึงหนึ่งล้านคน

แต่ถ้าซักหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะพอเป็นไปได้

ถึงวันนั้นแล้วผมจะมารายงานผลนะครับว่า ผมมีรายได้เป็นกี่เสี้ยวของโรนัลโด