นิ่งเสียตำลึงทอง

20150217_SilenceGoodAnswer

บางทีความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

แต่ละวัน เราจะเจอสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เราอ้าปากเสมอๆ

เคยมั้ย ที่ใครเอาเรื่องอะไรที่เรารู้แล้วมาบอกเรา เราจะตอบออกไปว่า “รู้แล้ว” หรือ “อ๋อ เคยคิดแล้วล่ะ”

ทั้งๆ ที่จริงๆ คำตอบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นคำว่า “ขอบคุณ” มากกว่า วันหลังเขาจะได้เอาเรื่องอื่นๆ มาเล่าอีก

อัตตาคือสิ่งที่ผลักให้เราพูดคำว่า “รู้แล้ว” ออกไป เพราะมันต้องการจะเติบใหญ่ด้วยการโชว์คู่สนทนาว่าเราเก่งแค่ไหน

และยิ่งเราตามใจอัตตาบ่อยเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งตัวโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเราเลย

—–

เวลาใครโพสต์อะไรไม่ถูกใจเราใน Facebook

ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ตรงข้ามกับเรา หรือการโจมตีบุคคลที่เราชื่นชม เราก็อดไม่ได้ที่จะลงไป “ปกป้อง”

คำถามคือปกป้องใคร?

ปกป้องคนที่เราเคารพ หรือปกป้องความคิดตัวเอง?

เถียงกันร้อยครั้ง จะมีสักกี่ครั้งที่เรามีเจตนาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเรียนรู้จากคนที่เราเถียงด้วย

ส่วนใหญ่เป็นการเถียงกันเพื่อจะเอาชนะเสียมากกว่า

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงไหนถึงจะเรียกว่าชนะ

สุดท้ายจึงก็ได้แค่ความสะใจ  ได้อวดรู้  และได้ความขุ่นมัวไปนอนกอดเล่นๆ

พอตื่นขึ้นมา ต่างฝ่ายต่างก็ยังยึดมั่นความเชื่อเดิมอยู่ดี เผลอๆ ยึดแน่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและสิ้นเปลืองเวลาที่ไร้สาระขั้นเทพเลยนะผมว่า

—–

เวลาทะเลาะกับแฟน ถ้าแฟนพูดอะไรออกมาด้วยอารมณ์และไม่ตรงความจริง เราก็จะมีแรงผลักดันที่จะอธิบาย “ข้อเท็จจริง”

แต่สิ่งเดียวที่คำอธิบายของเราก่อให้เกิด ก็คือการทำให้แฟนรู้สึกว่าเรากำลังโทษเขาอยู่

ซึ่งก็ยิ่งจะทำให้แฟนโกรธหนักกว่าเก่า และใช้อารมณ์ยิ่งกว่าเดิม

สองชั่วโมงก็คุยกันไม่จบล่ะครับอย่างนี้

จะดีกว่ามั้ย ที่จะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ให้เขาระบายสิ่งที่อัดอั้นให้หมดก่อน

ไว้อารมณ์เย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยกลับมาจับเข่าคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง

—–

การไม่พูดเป็นเรื่องยากมาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อปกป้องความคิดของตัวเอง

แต่ถ้าเราไม่พยายามปกป้องความคิดของเราล่ะ?

เค้าจะมองว่าเราคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา

เราจะมองว่าเขาคิดผิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขาเช่นกัน

ถ้าทำได้ ชีวิตน่าจะง่ายขึ้นนะ

โดมิโนสู่ดวงจันทร์

20150216_DominoesToTheMoon

เมื่อสองวันก่อนนี้ผมเขียนถึงดวงจันทร์ของแต่ละคน

วันนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์มาเล่าให้ฟังอีกเช่นกัน

ถ้าใครเข้าร้านหนังสือสัญชาติฝรั่งอย่าง Kinokuniya หรือ Asia Books อาจจะเห็นหนังสือเล่มนี้ผ่านหูผ่านตาบ้าง

หนังสือชื่อเชยๆ เรื่อง The ONE Thing เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านเมื่อปีที่แล้วครับ

ในช่วงแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้ แกรี่ เคลเล่อร์ (Gary Keller) ได้เปรียบเปรยคววามหมายของการทำ The One Thing กว่าคล้ายๆ กับโดมิโน

เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยเอาโดมิโน่มาวางเรียงกัน แล้วพอสะกิดให้ตัวแรกล้ม โดมิโนตัวถัดไปก็จะล้มตามกันไปเรื่อยๆ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

ในทศวรรษ 1980 (ยุคเอทตี้ส์) นักฟิสิกส์เคยทำการทดลองเอาโดมิโนมาวางเรียงกัน แต่โดมิโนแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยโดมิโนตัวถัดไปจะใหญ่กว่าโดมิโนชิ้นก่อนหน้า 1.5 เท่า

สมมติว่าโดมิโนชิ้นแรกสูง 2 นิ้ว
ชิ้นที่สองก็จะสูง 3 นิ้ว (2×1.5)
ชิ้นที่สามสูง 4.5 นิ้ว (3×1.5)
ชิ้นที่สี่สูง 6.75 นิ้ว (4.5×1.5)
ฯลฯ

และในการทดลอง นักฟิสิกส์กลุ่มนี้สามารถจัดเรียงโดมิโนจากเล็กไปใหญ่ และเมื่อล้มโดมิโนตัวแรกแล้ว มันก็พาโดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามไปด้วย  ซึ่งรวมถึงตัวสุดท้ายที่โดมิโนขนาด 3 ฟุต หรือ 36 นิ้ว

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า geometric progression หรือการก้าวหน้า/เติบโตแบบทวีคูณ

ถ้าโลกมีพื้นที่พอ และเราสามารถสร้างโดมิโนที่ใหญ่ขึ้น 1.5 เท่าไปได้เรื่อยๆ ลองเดามั้ยครับว่า ต้องใช้โดมิโนกี่ตัวถึงจะล้มโดมิโนที่สูงเท่าหอไอเฟลได้?

คำตอบคือ 23 ตัวครับ

น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ย?

แล้วคุณลองเดาซิว่า โดมิโนตัวที่เท่าไหร่ที่จะล้มไปแตะดวงจันทร์ได้?

57 ตัวครับ* (น้อยกว่าที่คิดอีกแล้วใช่มั้ย)

The One Thing คือการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดเดี๋ยวนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายปัจจุบัน อันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป

และนี่คือความเจ๋งของ geometric progression ครับ เพราะแม้ในช่วงแรกเราอาจจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง แต่ถ้าเราเพียรทำในสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างไม่ลดละ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว อาจจะติดลมบนจนฉุดไม่อยู่เลยก็ได้

คล้ายกับบล็อกที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เพียงแค่เราทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานแค่ 1% พอครบปีเราจะเก่งขึ้นถึง 36 เท่า

หากเราจัดเรียงโดมิโนให้ดีๆ แล้วมุ่งความสนใจไปที่การล้มโดมิโนแต่ละตัวอย่างตั้งใจ

ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะไปถึงดวงจันทร์ได้เช่นกันครับ

—–

* หมายเหตุ 57 ตัวจริงรึเปล่า? ในฐานะเด็กเก่งเลขอย่างเราต้องขอพิสูจน์หน่อย วิธี เพียงเอา 1.875 (ความสูงมาตรฐานของโดมิโน หน่วยเป็นนิ้ว) คูณ 1.5 ไป 56 ครั้ง แล้วคูณด้วย * 0.0000254 เพื่อแปลงเป็นกิโลเมตร

1.875*1.5^56*0.0000254 = 345,896 กิโลเมตร

ส่วนระยะทางจากโลกถึงพระจันทร์คือประมาณ 384,400 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย (ระยะทางระหว่างพระจันทร์กับโลกจะอยู่ในช่วง 363,104 ถึง 405,696 กิโลเมตร)

Source: The ONE Thing

กังวลไปไย

20150215_WorryingWorks

Worrying works! 90% of the things I worry about never happen.
– Unknown

ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ผมตั้งใจจะจัดงานมินิมาราธอนของบริษัท

ที่จัดเดือนนี้ เพราะอากาศเย็นสบาย (เช้านี้ก็อากาศเย็นสบาย) และเราอยากให้สอดคล้องกับวันวาเลนไทน์ด้วย ถึงขนาดดีไซน์เสื้อที่มีโลโก้รองเท้าวิ่งผูกเชือกรองเท้าเป็นรูปหัวใจ และมีคำขวัญว่า Love to Give, Live To Run.

แต่บังเอิญงานของเราจัดที่สวนลุม

แล้วบังเอิญสวนลุมไม่ว่าง เพราะมีคนชุมนุมอยู่

เราจึงจำเป็นต้องเลื่อนงานมาราธอนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดรัฐประหารปลายเดือนพฤษภาคม พอมั่นใจว่าสวนลุมน่าจะว่างแล้วแน่ๆ เราจึงประกาศว่างานมินิมาราธอนที่เลื่อนมาหลายรอบจะกลับมาจัดวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฏาคม

จริงๆ แล้วตอนแรกผมอยากจะให้เลื่อนไปจัดสิ้นปี จะได้ไม่ต้องลุ้นเรื่องฝน แต่ที่ประชุมเห็นว่าเราควรจะมีกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันได้แล้ว หลังจากต้องคร่ำเครียดกับเรื่องการเมืองมาหลายเดือน

สุดท้ายก็เลยต้องเดินหน้า แม้มีความเสี่ยงว่างานจะล่มเพราะฝนก็เถอะ

หัวหน้าชาวอังกฤษของผมเป็นคนค่อนข้างขี้กังวลอยู่แล้ว ช่วงสองสัปดาห์ก่อนงาน เขาเลยเปิดพยากรณ์อากาศเกือบทุกวัน เพื่อดูว่าโอกาสที่ฝนจะตกมีเท่าไหร่

ส่วนผมตัดสินใจไม่เปิดดูเลย เพราะถึงจะบอกว่าโอกาสฝนตกน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่ตก หรือถ้าเขาบอกว่าโอกาสฝนตกมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะตก

ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนงานนั้น ฝนตกแทบทุกวันเลยครับ และชอบตกเวลาใกล้ๆ เลิกงานด้วย (เหมือนจะแกล้งให้พวกเรารถติด) ช่วงเช้าอากาศจะดี ตอนบ่ายจะเริ่มครึ้มๆ และสี่ห้าโมงค่อยเทลงมา

ตามกำหนดการ เราจะออกวิ่งกันตอน 5 โมงเย็น เป็นช่วง Prime Time ของฝนเลยก็ว่าได้

วันที่มีงานนั้น ผมไปถึงลานตะวันยิ้มที่สวนลุมพินีตั้งแต่บ่ายสองโมง เพื่อเตรียมสถานที่ให้เรียบร้อย เห็นเมฆดำครึ้มๆ ลอยอยู่ไกลๆ

บ่ายสาม เมฆดำก้อนใหญ่เริ่มลอยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ผมเงยหน้ามองเมฆทุก 5 นาทีเลยก็ว่าได้ จนใกล้ๆ สี่โมงเย็นแล้วนั่นแหละ ที่เริ่มเห็นว่าลมจะพาเมฆก้อนนั้นไปทางอื่น ผมเลยโทร.ขึ้นไปบอกหัวหน้าว่า งานนี้น่าจะเดินต่อไปได้

สี่โมงครึ่งพนักงานในชุดวิ่งร่วม 400 ชีวิตก็มารวมตัวกันที่ลานตะวันยิ้ม และออกวิ่งพร้อมกันตอนห้าโมงพอดี

6 โมงครึ่ง งานวันนั้นก็จบลงด้วยดีครับ

ต้องขอบคุณพระพิรุณที่ทรงมีเมตตา และช่วย “อั้น”เอาไว้

เพราะวันถัดมา (ซึ่งเป็นวันศุกร์) จำได้เลยว่าฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นสวนลุม ทั้งๆ ที่ออฟฟิศผมและสวนลุมห่างกันแค่ความกว้างของถนนพระราม 4

—–

เขียนมาซะยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่า กังวลไปก็เท่านั้น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราเพียงแต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ

กิต เพื่อนของผมที่เรียนป.ตรีด้วยกัน เคยพูดประโยคนี้ตอนพวกเราหนุ่มๆ ว่า

“ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน”

ทำตามความฝัน

20150213_HadIKnown

นี่คือประโยคหนึ่งในหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ที่มีคำโปรยด้วยว่า “เหมาะกับมนุษย์เดินดินที่มีความฝัน แต่ชอบคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้ “กินขาด” ที่สุดเล่มหนึ่ง

แค่เห็นชื่อก็อยากซื้อแล้ว แม้จะราคาถึง 255 บาทก็ตาม

ผมอ่านคิดจะไปดวงจันทร์ฯ ช่วงหยุดปีใหม่ ร่วมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของคุณบอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

หนังสือทั้งสองเล่มถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมตั้งใจเขียนบล็อกนี้อย่างจริงๆ จังๆ จนผมต้องส่งข้อความไปขอบคุณท่านทั้งสองทาง Facebook

เพราะผมเองก็มีความฝันของผมเหมือนกัน แต่ผมขออุบไว้ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไว้ดูเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง

ไม่ใช่อะไร กลัวหน้าแตกครับ

—–

ผมอ่านประโยคด้านบนนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหนังเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ที่นำแสดงโดยติ๊ก เจษฎาพร ผลดี กับนางเอกหน้าใหม่ชื่อโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

นางเอกเป็นเด็กติสท์เอามากๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของพระเอก

พระเอกเป็นผู้บริหาร เป็นยอดมนุษย์เงินเดือนตัวเอ้ มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร และขยันทำงานสุดๆ

พระเอกมีแฟนอยู่แล้วคนหนึ่ง แฟนก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเปิดร้านเบเกอรี่ แต่เพราะพระเอกดูจะทุ่มเทให้กับงานบริษัทเสียเหลือเกิน แฟนของพระเอกจึงห่างเหินกับพระเอกขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งพระเอกก็เลยปรับทุกข์ให้นางเอกฟังว่า

“ถามอะไรหน่อยสิ…ไอ้ที่เค้าเรียกว่าความฝันน่ะ มันต้องเป็นแบบ…เปิดร้านขนม…เขียนหนังสือ…แต่งเพลง…ทำหนัง…อะไรแค่นั้นเหรอ แล้วไอ้ที่ผมอยากจะมีเงินเก็บมากๆ อยากจะดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด มันเรียกว่าความฝันไม่ได้เลยหรือไง”

เออ…จริง

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียครองโลก ทางเลือกมีมากมาย

Passive Income, Financial Freedom, New Rich, ทำงานที่บ้าน คือแฟชั่นใหม่ล่าสุดที่หลายคนเลือกสวมใส่

อาชีพที่อินเทรนด์และดู cool สุดๆ คือการออกหนังสือมาซักหนึ่งเล่ม และทำหน้าที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินตามฝันของตัวเอง มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องยึดติดกับการเข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น มีเวลาเล่นกับลูกได้เต็มที่ และไม่มีเพดานของรายได้

พอเจอกระแสนี้หนักๆ เข้า การเป็นมนุษย์เงินเดือนเลยดู uncool สุดๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ

ทุกคนต่างก็มีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน ความเชื่อแตกต่างกัน และให้ความสำคัญในแต่ละมิติของชีวิตไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อะไร ตราบใดที่เรายังพอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้

และเหล่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการ เป็นโค้ช หรือเขียนหนังสือ โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ต้องพึ่งพามนุษย์เงินเดือนอยู่ดี ถ้าไม่ใช่ในฐานะคนที่ทำงานให้ ก็ในฐานะลูกค้า

ผมไม่ได้ต่อต้านวิถีชีวิตแนวใหม่นะครับ

เพียงแต่เราไม่ควรไปดูแคลนคนที่ยังเต็มใจที่จะเป็นพนักงานประจำ ว่าเขาไม่มีความฝัน หรือฉลาดไม่เท่าเรา

คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย…

แต่ดวงจันทร์ไม่ได้มีดวงเดียว

นักเขียนก็มีดวงจันทร์ของเขา
คนขายของออนไลน์ก็มีดวงจันทร์ของเขา
เจ้าของกิจการก็มีดวงจันทร์ของเขา
ครูประถมเงินเดือนหมื่นเศษก็มีดวงจันทร์ของเขา
พนักงานบริษัท ก็มีดวงจันทร์ของเขาเช่นกัน

เราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าดวงจันทร์ดวงไหนสวยที่สุดครับ

Sources: คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย, ยอดมนุษย์เงินเดือน

Pic & Pause: Taylor Morris and Danielle Kelly

20150213_TaylorMorrisK

รูปนี้ถูกถ่ายขึ้นเมื่อปี 2012 หรือเมื่อสามปีที่แล้ว โดยช่างภาพชื่อทิม ด๊อด (Tim Dodd)

ในภาพนี้ ผู้บ่าวชื่อเทย์เล่อร์ มอร์ริส ผู้สาวชื่อแดเนี่ยล เคลลี่

สองคนนี้คบกันตั้งแต่ปี 2005 หรือสมัยยังเรียนอยู่มัธยมปลายเท่านั้น ในเมืองเล็กๆ ชื่อ ซีดาฟอลส์ (Cedar Falls) รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา (จำนวนประชากรในเมืองซีดาฟอลส์มีประมาณ 40,000 คน พอๆ กับจำนวนคนในเขตสัมพันธวงศ์ เขตที่เล็กที่สุดของกทม.)

ตอนเรียนม.ปลายนั้นเทย์เล่อร์ก็ยังมีอวัยวะครบถ้วนเหมือนคนทั่วๆ ไปนะครับ

แต่เมื่อจบม.ปลายแล้ว เทย์เล่อร์เข้าร่วมกองทัพเรือของสหรัฐเมื่อปี 2007 และเข้ารับการฝึกฝนจนได้เป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการ EOD (Explosive Ordinance Disposal) หรือหน่วยกู้ระเบิดนั่นเอง

20150213_TaylorMorris4

มกราคมปี 2012 เทย์เล่อร์ถูกส่งตัวไปประจำการที่อัฟกานิสถานเป็นเวลา 8 เดือน

แต่เทย์เล่อร์อยู่ไม่ครบแปดเดือนครับ

วันที่ 3 พฤษภาคมในปีนั้น เทย์เล่อร์เหยียบกับระเบิด แรงระเบิดนั้นทำให้เทย์เล่อร์เสียขาทั้งสองข้าง มือข้างขวา และแขนซ้ายตั้งแต่บริเวณข้อศอกลงไป

ตอนที่เกิดเหตุนั้นทั้งคู่ยังอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

วันที่แดเนี่ยลได้ข่าวว่าเทย์เล่อร์ถูกระเบิด เธอบอกว่าเธอหายใจไม่ออกและถึงขั้นอาเจียนออกมา

เมื่อกลับมารักษาตัวที่วอชิงตันดีซี แดเนี่ยลก็ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลเทย์เล่อร์ทุกวัน

20150213_TaylorMorris1020150213_TaylorMorris11

20150213_TaylorMorris9

—–

ชีวิตของคนเราเจอจุดพลิกผันได้เสมอ

และผมได้ยินหลากหลายเรื่องราว ที่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง คนที่คบหาอยู่ด้วยนั้นเลือกที่จะเดินจากไป

…ออกจากชีวิตไปในช่วงเวลาที่อีกคนต้องการใครซักคนในชีวิตมากที่สุด

แต่มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะ

เพราะไม่มีใครอยากลำบากหรอก

ผมหันไปมองที่ภรรยาที่กำลังหลับอยู่ตอนนี้

ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งผมต้องเจอแบบเทย์เล่อร์ขึ้นมา ภรรยาจะทำเช่นไร

หรือถ้าภรรยาต้องเจอเหตุการณ์คล้ายเทย์เลอร์ ผมจะทำเช่นไร

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่เจอวิบากเช่นนั้น (คงต้องเร่งทำบุญและขออโหสิกรรมกันหน่อย)

แต่ถ้าโชคไม่ดีจริงๆ ขอให้เราทำได้ซักครึ่งนึงของคู่นี้ ผมว่าก็โอแล้วนะ

มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์แล้วไม่ทิ้งกัน คงไม่ขออะไรมากไปกว่านี้

—–

มีข่าวดีด้วยครับ

ทั้งเทย์เล่อร์และแดเนียล ได้กลับไปใช้ชีวิตที่ Cedar Falls แล้ว และกำลังจะสร้างบ้านไม้ริมทะเลสาบที่ทั้งคู่เคยฝันไว้ตั้งแต่สมัยก่อนเทย์เล่อร์จะไปประจำการที่อัฟกานิสถาน

และเมื่อวันที่ 14 กันยายนปีที่แล้ว เทย์เล่อร์ได้ขอแดเนี่ยลแต่งงาน และเธอตอบตกลง

งานแต่งงานของทั้งคู่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ครับ (น่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่สามนะครับ)

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับทุกคน

20150213_TaylorMorris3

Sources: Taylor Morris , Tim Dodd Photography, Waterloo Cedar Falls Courier