ไม่มีวันสาย

20150413_NeverTooLate

“Sometimes people say to me, “I missed the boat” or “I am too late”. I think it’s never too late to do what you love. What you love is always on the shore, waiting for you to arrive, waiting with open arms.”

“มีคนชอบพูดกับผมว่า “ผมตกเรือแล้ว” หรือ “สายไปแล้ว” ผมว่าไม่มีวันสายเกินไปที่จะทำในสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณรักนั้นรอคุณอยู่ที่ท่าเรือตลอดเวลา รอให้คุณมาหาและพร้อมต้อนรับคุณอย่างอบอุ่นอยู่แล้ว”

– James Altucher

—–

ตอนเด็กๆ ผมมีเรื่องที่ผมชอบอยู่หลายอย่าง

ผมชอบเตะบอล ชอบเล่นดนตรี ชอบอ่านหนังสือ

สามสิ่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำแม้ว่าจะได้ทำน้อยลงด้วยเหตุผลทางเวลาและสภาพร่างกาย

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเคยชอบทำมากๆ แต่ไม่ได้ทำมานานหลายสิบปีแล้ว

เช่นวิชายืดหยุ่น ซึ่งก็คือวิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐานนั่นเอง

วิชานี้ผมเรียนตอนอยู่ม. 1 ที่เตรียมพัฒน์

จำได้เลยว่า ภายในอาคารกีฬา ด้านหลังจะเป็นเบาะเรียงต่อกันยืดยาวให้เราฝึกวิชานี้

ไม่ว่าจะเป็น ม้วนหน้า ม้วนหลัง หกกบ หกสูง ล้อเกวียน สะพานโค้งหรือแม้กระทั่งหกสามเส้า ผมทำได้ครบทุกท่า

ช่วงนั้นดันอ่านการ์ตูน “วาดฝันสู่ฟากฟ้า” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งยิมนาสติกด้วยเลยยิ่งคลั่งเข้าไปใหญ่ ขนาดฝันหวานว่าตัวเองอาจจะเอาดีทางด้านกีฬายิมนาสติกเลยทีเดียว

อีกความสามารถหนึ่งที่ผม “เคยมี” คือเขียนตัวการ์ตูนของขายหัวเราะครับ

ผมเองเป็นคนที่วาดรูปได้แย่มาก ไม่มีหัวทางด้านศิลป์เอาเลย แต่ตอนอยู่ป.5 หรือ ป.6 นี่แหละ เกิดคิดอยากวาดรูปตัวการ์ตูนของขายหัวเราะขึ้นมา ก็เลยตั้งใจวาดอย่างจริงๆ จัง พวกคาแรคเตอร์ของน้าต่าย น้านิคนี่ผมวาดได้หลายคนเลยนะฮะ

ผมเชื่อว่าคุณเองก็คงมี passion บางอย่างที่เคยทำสมัยเด็กๆ ที่ถึงแม้จะร้างลามานานแล้ว แต่เมื่อนึกกลับไปทีไรมันก็ทำให้คุณยิ้มได้ทุกที

เขียนบทความนี้เสร็จแล้ว ผมว่าจะลองทำท่าหกสามเส้าและวาดรูปปังปอนด์ซักหนึ่งภาพ!

—–

Credits

Wikipedia ภักดี แสนทวีสุข

Wikipedia นิพนธ์ เสงี่ยมศักดิ์

เป้าหมายชีวิต

20150412_GoalOfLife

“The goal of life: simple but not empty.”

“เป้าหมายของชีวิต: เรียบง่ายแต่ไม่เปล่าดาย”

– Terri Guillemets

—–
ชีวิตคนยุคใหม่นี่มันก็ยุ่งยากกว่ายุคปู่ยุคย่าของเราพอสมควรเลยนะครับ

ต้องเข้าโรงเรียนดังๆ ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องได้คะแนนดีๆ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องได้งานดี ต้องมีรายได้เสริม ต้องมีแฟนสวย ต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ ต้องมีจักรยาน ต้องไปกินข้าวกับเพื่อน ต้องมีสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ต้องถ่ายรูปอาหาร ต้องเขียนรีวิว ต้องอั๊ปรูป ต้องมีคนกดไลค์ ต้องเขียนบล็อก ต้องโปรโมตบล็อกตัวเอง ต้องคอยตอบคอมเม้นท์ ต้องบลาบลาบลา

สุดท้ายแล้วเราต้องการอะไร?

เท่าที่ผมลิสต์ข้างบน น่าจะมีอยู่สองอย่าง

หนึ่ง – เพลิดเพลินกับชีวิตปัจจุบัน

และสอง – มีความมั่นคงทางการเงินและทางสังคมมากพอที่จะใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสบายใจ

ถ้าเราเน้นข้อหนึ่งมากไป ตอนแก่อาจลำบาก

ถ้าเราเน้นข้อสองมากเกินไป ชีวิตแต่ละวันก็คงแห้งแล้งชะมัด แถมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอยู่ถึงวันที่ได้ใช้เงินที่เก็บไว้รึเปล่าด้วย

สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ไม่ราบเรียบ

ไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่น่าจะยากเกินไป ถ้าเราคอยถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าเราต้องการอะไร

และสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เราอยากมีรึยัง

เงียบๆ คนเดียว

20150411_NewYearSolitary - Copy

ปีใหม่เป็นช่วงที่ควรจะอยู่เงียบๆ คนเดียว หาที่ปลีกวิเวกสัก 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร เช่นนั่งรถทัวร์ไปต่างจังหวัด ขึ้นเครื่องบินไปไหนคนเดียวสักพัก หรือก่อนนอนก็ได้ เอาเวลาตอนนั้นมาใคร่ครวญกับตัวเอง ต่อให้มีลูกมีครอบครัว ก็ต้องหาเวลาปลีกตัวออกมาบ้าง เลี้ยงลูกกันทั้งวัน โง่ตายเลย ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีเวลาอยู่คนเดียวแล้วคิดทบทวนหรือคุยกับตัวเอง ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันสำเร็จไปหรือยัง หรือตั้งเป้าหมายผิดหรือเปล่า

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

—–

ปีใหม่ไทยปีนี้ผมมาพักผ่อนกับแฟนที่ภูเก็ต

มีหนังสือติดกระเป๋ามาสองสามเล่ม โดยหวังว่าจะได้มีเวลา “นอนตีพุง” อ่านหนังสือแบบเต็มๆ

อ่านบ้าง งีบบ้าง

ใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจๆ หลังจากเป็นหนูถีบจักรขาระวิงมาหลายเดือน

แล้วก็กะว่าถ้าใจอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็จะมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในปีนี้ และมองต่อว่าอีก 8-9 เดือนที่เหลือ เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง

การมีเวลากับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากๆ อย่างที่ดร.วรภัทรว่า

หยุดยาวคราวนี้ ผมหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะมีเวลาให้ตัวเอง (จริงๆ) เช่นกันนะครับ

—–
Credits:
a day bulletin Issue 284 27 Dec 2103- 2 Jan 2014

ทำไมต้องพักร้อน

20150410_SummerText3

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งชื่อไก่ เคยตั้งคำถามแบบกวนๆ ว่า ทำไมเราถึงต้องมีแต่ “พักร้อน”?  เราจะ “พักฝน” หรือ “พักหนาว” บ้างไม่ได้หรือ?

วันนี้ผมมีคำตอบที่ฟังดูพอเข้าท่ามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้เรามีเวลาส่วนตัวน้อยลงทุกที อย่างตัวผมเอง ที่ทางบริษัทให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนมาใช้หนึ่งเครื่อง มองในแง่หนึ่งก็สะดวกดี เพราะสามารถจะเช็คอีเมล์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ผมเหมือนกับพกงานติดตัวตลอดเวลา บางทีเพื่อนร่วมงานที่อยู่ต่างประเทศส่งอีเมล์มาหาตอนสี่ทุ่ม ก็อดไม่ได้ที่จะเปิดอ่านแล้วตอบอีเมล์ฉบับนั้น

อีกตัวอย่างคือเพื่อนของผมซึ่งมีเจ้านายที่ชอบเขียนอีเมล์มาสั่งงานวันเสาร์ ส่ง SMS มาย้ำให้เช็คเมล์ แถมยังจะขอให้ส่งงานวันจันทร์อีก

อย่ากระนั้นเลย ผมว่าคุณผู้อ่านหลายท่านที่แม้จะลาหยุดไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็ยังอุตส่าห์ขนแล็ปท็อปไปด้วย แทนที่จะได้พักร้อนก็เลยกลับกลายเป็นว่าเปลี่ยนที่ทำงานจากออฟฟิศไปทำงานในห้องพักของโรงแรมแทน

ยังไม่พอครับ ตอนนี้ คนเราเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือกันมากขึ้นทุกที ไปที่ไหนหรือคิดอะไรก็ต้องทวีตให้ใครๆ ทราบ ใครมาเม้นท์อะไรบนเฟซบุ๊คของเราก็ต้องรีบเข้าไปเม้นท์ตอบ ถ้าใครทักมาทาง LINE ก็ต้องคุยกลับไป ภาพที่ผมเห็นจนชินตา คือเพื่อนๆ สามสี่คนนั่งล้อมโต๊ะกัน แต่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือของตัวเอง

ครับ เราพร้อมที่จะคุยกับทุกคนบนโลกใบนี้ ยกเว้นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา

สภาพแวดล้อมเช่นนี้ เอื้อให้เรา “หาเรื่อง” ทำได้ทั้งวัน และการ “อยู่เฉยๆ” ได้กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคนยุคนี้ไปแล้ว ผลลัพธ์ก็คือจิตใจของเราที่วิ่งวุ่นตลอดเวลาแม้ร่างกายเราจะอยู่กับที่ก็ตาม

เป็นไปได้มั้ยครับว่า คำว่า “ร้อน” ใน “พักร้อน” นั้น ไม่ได้หมายถึงสภาพอากาศ แต่เป็นสภาวะของจิตใจ?

เพราะฉะนั้น การพักร้อน ในความหมายที่แท้จริง น่าจะหมายถึงการพักความร้อนรนในจิตใจมากกว่า ให้ใจไม่ต้องว้าวุ่น ไม่ต้องกังวลว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ สามารถอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร หรือกลัวว่าจะใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า

หยุดยาวคราวนี้ เลยอยากจะชวนทุกท่านมาลองอยู่เฉยๆ กันดูบ้าง

การอยู่เฉยๆ ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ ทางศาสนาพุทธเราเรียกว่า “วิปัสสนา” ครับ

อีกนัยหนึ่ง การฝึกวิปัสสนาคือการหยุด “หาเรื่อง” ใส่ตัว หรือถ้าพูดเป็นภาษาวัยรุ่นหน่อยก็คือ “อย่าเยอะ” นั่นเอง

ผมมีเกมง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับคนที่ติดมือถืองอมแงมครับ

นั่นคือ ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเมื่อไหร่ จังหวะที่จะหยิบมือถือขึ้นมานั้น ลองกลั้นใจตัวเอง อย่าเพิ่งหยิบมันขึ้นมา ช่วงระหว่างที่หยุดอยู่นี้ ให้สังเกตลมหายใจหรือสังเกตสิ่งที่ตาเรามองเห็นหรือสิ่งที่หูได้ยินก็ได้ พอทำอย่างนี้ได้ซัก 30 วินาทีแล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าอยากเล่นมือถืออยู่ ก็เชิญเล่นได้ตามอัธยาศัย

เป้าหมายของเกมนี้ คือการพยายามหา “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งเร้า” (ความรู้สึกอยากเล่นมือถือ) กับ “การกระทำ” ที่ตามมา (หยิบมือถือขึ้นมาเล่น) เพราะถ้าคุณหาช่องว่างตรงนี้เจอ นั่นก็ได้ชื่อว่าคุณเริ่มทำวิปัสสนาเป็นแล้ว และยิ่งคุณรู้ตัวมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีอิสระที่จะเลือกได้มากขึ้นเท่านั้น

สำหรับคนที่ชีวิตมีแต่งาน ชอบเอางานกลับไปทำที่บ้าน หรืออดไม่ได้ที่จะทำงานช่วงที่ลาหยุด ก็ลอง “ลด ละ เลิก” ดูบ้างนะครับ

ขอหยิบคำที่ผมเขียนถึงเมื่อวันก่อนมาให้อ่านอีกครั้ง – Nobody on their death bed wished they had spent more time at the office – “ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย”

สงกรานต์นี้ ผมขอให้คุณผู้อ่านได้ “พักร้อน” อย่างแท้จริงครับ

—–

ภาพประกอบโดย  Mame*zo

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

ปัญหาเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

20150409_NoProblems

Ultimately… there are no problems. Only situations – to be dealt with now, or to be left alone and accepted as part of the ‘isness’ of the present moment until they change or can be dealt with. Problems are man-made, and need time to survive. They cannot survive in the actuality of Now.

ในความเป็นจริงแล้วในโลกนี้ไม่มี “ปัญหา” มีแต่ “สถานการณ์” ที่เราต้องรับมือในตอนนี้หรือปล่อยให้มันเป็นไปจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้ ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา และต้องมีเงื่อน “เวลา” มาเกี่ยวข้อง แต่ปัญหาจะไม่มีทางผุดขึ้นได้เลยในสภาวะแห่งความเป็น “เดี๋ยวนี้”

-Eckhart Tolle (เอ็กค์ฮาร์ท โทลเล)

—–

สมมติว่ามีป่าแห่งหนึ่งที่ไม่มีคนหรือสัตว์อยู่เลย และอยู่ๆ ต้นไม้ก็ล้มลง ถามว่ามันจะมีเสียงหรือไม่? (If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?)

บางคนก็ตอบว่ามี เพราะต้นไม้ล้มมันก็ต้องเกิดเสียงอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีใครได้ยินมันหรือไม่ก็ตาม

บางคนก็ตอบว่าไม่มี เพราะเวลาต้นไม้ล้ม สิ่งที่เกิดคือ “คลื่น” ที่เคลื่อนที่ไปในอากาศ สิ่งที่เราเรียกว่า “เสียง” นั้นจำเป็นต้องใช้อวัยวะอย่าง “หู” มา “รองรับ” เพื่อที่จะแปลคลื่นนั้นให้เป็นเสียง ดังนั้น ถ้าไม่มีอวัยวะอย่าง “หู” ของคนหรือสัตว์  “เสียง” ย่อมไม่มี

forests-231066_1280

—–

คุณเอ็กค์ฮาร์ท บอกว่า ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

มาลองคิดดูผมว่ามันก็จริง

เมื่อวานนี้ฝนตกหนักมาก รถติดกระจาย คนมาทำงานสายกันครึ่งออฟฟิศ

แต่ถ้ากรุงเทพไม่มีคนอยู่เลย ฝนตกหนักจะเป็น “ปัญหา” รึเปล่า?

หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่เราถือเป็น “ภัยพิบัติ” อย่าง แผ่นดินไหว สึนามิ พายุเฮอริเคน หิมะถล่ม

เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ปกติทางธรรมชาติ แต่มันกลายเป็น “ปัญหา” เพราะมี “มนุษย์” อย่างพวกเรา “รองรับ”

เหมือน “หู” ที่มารองรับ “คลื่น” จนเกิดเป็น “เสียง” นั่นเอง

—–

เวลาเรานอนไม่หลับ เราจะกระสับกระส่าย ทุรนทุราย

เพราะอะไร?

เราไม่ได้ทุรนทุรายเพราะนอนไม่หลับ แต่เราทุรนทุรายเพราะความคิดว่า

1. พรุ่งนี้เราจะง่วงไปทั้งวันแน่ๆ
2. พรุ่งนี้หน้าเราจะโทรม
3. พรุ่งนี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่

เราทุรนทุราย ไม่ใช่เพราะ “สถานการณ์” ใน “ปัจจุบัน” (นอนไม่หลับ) แต่เพราะเราคิดถึง “ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นใน “อนาคต” ต่างหาก

แทนที่จะทุรนทุราย ทางเลือกที่ดีกว่าอาจจะเป็นการเริ่มต้นยอมรับว่า นอนไม่หลับก็ช่างมันสิ ดูซิว่าจะตื่นไปได้ซักกี่น้ำ

ดีซะอีก ไม่ง่วงอย่างนี้ สามารถทำอะไรได้เยอะแยะ แถมเงียบๆ อย่างนี้ไม่มีคนมารบกวนด้วย อยากอ่านหนังสือก็อ่าน หรืออยากจะนั่งคิดการใหญ่ก็ทำได้

shi-cricket-397935_1280

—–

ลองถามตัวคุณเองว่า ตอนนี้คุณมี “ปัญหา” อะไรบ้าง

แล้วถามตัวเองว่าปัญหาที่ว่านั้น มันคือสิ่งที่เกิดไปแล้ว หรือเป็นสิ่งที่เรากังวลว่ากำลังจะเกิดใช่มั้ย?

ถามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า ณ วินาทีนี้ (ไม่ใช่พรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า หรือห้านาทีข้างหน้า ผมหมายถึง ณ วินาทีนี้เลย) คุณมีปัญหาอะไรจริงๆ หรือ?

ความน่าจะเป็นก็คือ ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ โลกยังคงหมุน คุณยังคงหายใจ ร่างกายยังทำงานปกติ ไม่มีใครมาทำอะไรคุณ

ชีวิตในปัจจุบันขณะ  คือชีวิตที่ปราศจากปัญหา

ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราคิดถึง “อดีต” หรือ “อนาคต” เท่านั้น

แต่ถ้าเราอยู่กับ “ปัจจุบัน” ได้จริงๆ เราจะมีแต่สถานการณ์ที่มันเป็นไป ที่เราอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้

clock-407101_1280

สถานการณ์ที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวก็มีอยู่สองชนิด คือสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ กับสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้

สำหรับสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ เรามีสองทางเลือก คือลงมือจัดการกับมันเดี๋ยวนี้ หรือเอาไว้จัดการวันหลัง

ส่วนสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็มีสองทางเลือกเช่นกัน

1. ลุ้น กังวล และเคร่งเครียดไปกับมัน
2. วางมันลง และรอเวลาจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้

พวกเราส่วนใหญ่มักจะทำข้อแรก ซึ่งใช้พลังงานสูง และไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ทางเลือกที่สองนั้นสร้างสรรค์กว่า คือเรารู้ตัวว่าเครียดไปก็เท่านั้น รอให้เรามีความพร้อมที่จะจัดการแล้วค่อยมาว่ากัน

และไม่แน่ เมื่อเวลาผ่านไป  “ความเป็นปัญหา” ก็อาจจะหมดลงด้วยตัวมันเอง

เพราะไม่มีปัญหาไหนที่จะคงอยู่ตลอดไปครับ

—–

Credits:
Google Books: The Power of Now – A Guide to Spiritual Enlightenment 

The Guardian: If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?