ข้อดีของการรู้ว่าอะไรสำคัญ

20150418_MakesSense

เมื่อคุณรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด ทุกอย่างจะเมคเซ้นส์
เมื่อคุณไม่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรๆ คุณก็เอาหมด

– Gary Keller, The ONE Thing

—–

หนังสือเกี่ยวกับ Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือหนังสือชื่อว่า The ONE Thing ของ Gary Keller ครับ

ผมเคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งในตอน “โดมิโนสู่ดวงจันทร์”

ความหมายของ The ONE Thing คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคุณ

ถ้าคุณรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคืออะไร และตั้งใจใช้เวลากับมันทุกวัน สุดท้ายแล้วเราก็จะไปถึงจุดหมายหรือดวงจันทร์ของเราได้

พอเรารู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด เราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีหลักการที่ชัดเจน เพราะเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งๆ นั้นมากกว่าสิ่งอื่นเสมอ

แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ ชีวิตของเราก็จะสะเปะสะปะ เจออะไรน่าสนใจเราก็จะ “ลงไปคลุก”  ไม่เลือกหน้า

ยกตัวอย่างตัวเองนะครับ

ตอนนี้ The ONE Thing ของผมคือการเขียนบล็อกทุกวัน

นี่คือสิ่งที่ผมได้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าวันนั้นจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม

พอผมกันเวลาส่วนหนึ่งไว้เขียนบล็อกแล้ว ก็จะสามารถจัดสรรเวลาให้กับเรื่องอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม – แล้ว everything ก็จะ makes sense อย่างที่คุณแกรี่กล่าว

แต่ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มเขียนบล็อกทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์ของผมจะเละๆ หน่อย

ตื่นเก้าโมงกว่าๆ กินข้าวเสร็จก็มานอนเล่นเฟ๊ซบุ๊คหรืออ่านการ์ตูน พอเที่ยงก็ไปหาอะไรกิน อาจจะแวะไปซื้อของที่ MaxValu เจอดีวีดีน่าสนุกก็ซื้อกลับมาดูที่บ้าน

แล้วเวลาก็หมดไปอีกวันหนึ่ง แม้จะได้พักผ่อน แต่ก็จะไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะลึกๆ แล้วเรารู้ตัวว่าเรายังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำเลย

อ้อ The ONE Thing ไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียวนะครับ เพราะชีวิตคนเรามีหลายมิติ

อาจจะแบ่งออกเป็น The ONE Thing ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านหน้าที่การงาน ด้านความสัมพันธ์ ก็จะได้ The ONE Thing สี่อย่างแล้ว ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาและต้องลงแรงพอดู แต่ผลลัพธ์ออกมาก็น่าจะคุ้มค่ากว่าการไม่มี The ONE Thing เลย

แล้วคุณล่ะ มี The ONE Thing ของตัวเองรึยัง?

—–
Credits:

Goodreads: Gary Keller quotes

จะเลือกทางไหน

20150417_RightOrKind

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

หากมีทางเลือกระหว่างเป็นคนถูกต้องกับเป็นคนใจดี จงเลือกเป็นคนใจดีเสมอ
– Wayne Dyer

ผมชอบประโยคนี้ของคุณลุงเวย์น รูนี่ย์ เอ๊ย เวย์น ดายเออร์มาก

จำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ตอนฟัง audiobook ระหว่างขับรถเมื่อหลายปีที่แล้ว และก็ยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่าปัญหาเกินกว่าครึ่งบนโลกใบนี้ เกิดมาจากความคิดว่า “เราถูกต้อง”

ไม่ว่าจะเป็น

  • คู่รักมีปากเสียง
  • เถียงกันใน Facebook
  • บ้านเมืองแตกแยก
  • สงคราม

ก็เพราะวิธีคิดที่ว่า I’m right, you are wrong เกือบทั้งนั้น

ผมเองก็มีอาการนี้เหมือนกัน มักจะกำเริบตอนทะเลาะกับแฟน โดยถ้าผมทำอะไรให้แฟนไม่พอใจ ผมก็จะอ้างว่าเราเจตนาดีนะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนะ ฯลฯ แต่ลึกๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร (โดยไม่ต้องพูด) กลายๆ ว่า สิ่งที่ชั้นทำน่ะถูกอยู่แล้ว เธอต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง

ทำไม “ความต้องการที่จะเป็นคนถูก” (the need to be right) ถึงเข้มข้นขนาดนี้?

เข้มข้นขนาดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด เราก็ไม่คิดจะฟัง หรือถึงฟังก็ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะหา “ช่องโหว่” ที่เราจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

เถียงกันจะเป็นจะตาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายถูก

ถูกแล้วได้อะไร?

ได้ปกป้องอัตตาตัวตนของตัวเอง (Ego) ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งอัตตาใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งมีทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ได้ทำให้อีกคนเสียความรู้สึก หรือร้ายไปกว่านั้นอาจจะสร้างบาดแผลที่ยากที่จะลบเลือน

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเลือกที่จะมีเมตตา

ยอม “ทำลาย” ตัวตนของเราเสียบ้าง เพื่อ “รักษา” สิ่งที่สำคัญกว่าครับ

ดีเกินดีคือไม่ดี

20150416_TooMuchOfAGoodThing - Copy

ฝรั่งมีคำพูดหนึ่งที่ว่า There is no such thing as too much of a good thing: ไม่มีคำว่า “เยอะเกินไป” สำหรับของดีๆ

ผมว่าไม่แน่เสมอไปนะครับ

สมัยที่ผมเรียนอยู่ที่เอเชี่ยนยู ครั้งหนึ่งเคยมีรายการทีวี “ตามหาแก่นธรรม” ที่ดำเนินรายการโดยดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาถ่ายทำที่นี่

ผมได้เข้าไปนั่งใน “ห้องส่ง” ซึ่งก็คือลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่ระหว่างหอพักกับอาคารเรียน

แขกรับเชิญคราวนั้นมีสามท่าน ท่านแรกคือดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา อธิการบดีและผู้ก่อตั้งเอเชี่ยนยู อีกท่านหนึ่งเป็นพระซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบปลายๆ หรือหกสิบต้นๆ วิธีการพูดการจาแบบชาวบ้านๆ จริงใจไม่อ้อมค้อม

จำได้ว่ารายการวันนั้นสนุกมากครับ

ผมกับเพื่อนชื่อโอส่งคำถามขึ้นไปหาผู้ดำเนินรายการว่า ทำไมฆ่าวัวถึงบาปกว่าฆ่าปลา? เพราะล้มวัวตัวเดียวเลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน ในขณะที่ถ้าเราต้องการอาหารปริมาณเดียวกันจากปลา เราต้องฆ่าปลาตั้งหลายร้อยตัว ตกลงชีวิตสัตว์มีคุณค่าไม่เท่ากันใช่มั้ย?

พระท่านตอบประมาณว่า กรรมจะหนักหรือจะเบา ขึ้นอยู่กับเจตนาด้วย ยิ่งเจตนาจะฆ่าแรงเท่าไหร่ กรรมก็หนักเท่านั้น เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ

เช่นการฆ่ายุงกับฆ่าวัว เวลาเราฆ่ายุง เจตนาเราอ่อนมาก บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แค่รู้สึกคันๆ เราก็เผลอตบซะแล้ว แต่การฆ่าวัวทีนึงเราต้องใช้ความพยายามมหาศาล ดังนั้นกรรมจึงหนักกว่า

ดร.วิปก็เลยถามติดตลกว่า อ้าว แล้วถ้าสมมติใช้ปืนล่ะ? เอาปืนยิงวัวโป้งเดียวก็ตายแล้ว แต่ถ้าเอาปืนยิงยุงนี่ต้องใช้ความพยายามสูงกว่าเยอะเลยนะ

คุณป้าชาวบ้านก็เลยช่วยตอบว่า คนที่เอาปืนยิงวัวเค้าเรียกว่าคนบาป ส่วนคนที่เอาปืนยิงยุงเค้าเรียกว่าคนบ้าค่ะ! (คนเฮ! ดร.วิปหัวเราะชอบใจ)

แต่สาระจริงๆ ที่ผมได้ในวันนั้นและติดตัวมาจนถึงวันนี้คือคำพูดของพระรูปนั้นว่า

“ดีเกินดีคือไม่ดี”

ถามว่าดื่มน้ำดีมั้ย? ดี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย และหากขาดน้ำเกินสามวันเราก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณลองดื่มน้ำเข้าไปซัก 5 ลิตร รับรองว่าไม่ดีต่อร่างกายของคุณแน่ๆ

ถ้าไปถามเกษตกรว่าฝนตกดีมั้ย? เขาย่อมตอบว่าดีเพราะช่วยให้พืชผักเขาเติบโต แต่ถ้าฝนตกมากไปจนน้ำท่วม ก็อาจทำให้เกษตกรหมดตัวได้

พักผ่อนดีมั้ย? คนเราควรจะนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่ถ้านอนมากกว่านี้ร่างกายจะเริ่มไม่โอเคแล้ว

ผมว่าถ้าให้พล็อตกราฟโดยให้แกนตั้งเป็นระดับของความสุข และแกนนอนเป็นปริมาณของ “สิ่งดีๆ” เราจะได้เป็นรูประฆังคว่ำ

แม้กระทั่งสิ่งที่เราคิดว่ายิ่งมีเยอะยิ่งดีอย่าง “เงิน” ก็อาจจะเป็นรูประฆังคว่ำได้

Malcolm Gladwell เขียนไว้ในหนังสือ David & Goliath ว่า “ฐานะของพ่อแม่” กับ “ประสิทธิภาพในการเลี้ยงดูลูก” ก็มีความสัมพันธ์กันเป็นรูประฆังคว่ำ (Inverted U-shape)

ถ้าพ่อแม่ยากจน ย่อมมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ความอบอุ่น หรือการศึกษา

แต่ถ้าพ่อแม่รวยเกินไป ก็จะทำให้เลี้ยงลูกได้ยากขึ้น เพราะลูกจะรู้จักคุณค่าของเงินได้อย่างไร ถ้ายังเห็นพ่อขับแลมโบกินี่และแม่ใช้กระเป๋าแอร์เมส

ดีเกินดีคือไม่ดี…แล้วยังไงถึงจะดี?

Gladwell บอกไว้ว่ามันจะมี Desirable Income หรือรายได้ที่เหมาะสมอยู่ เป็นจุดที่ Optimized ที่สุดที่จะช่วยให้ลูกมีกินมีใช้ไม่ขัดสนแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเสียคน

เพราะฉะนั้น ทุกๆ อย่างมีจุดสมดุลของมันเสมอ

ถ้าเราหาจุดสมดุลหรือ “ทางสายกลาง” เจอ ชีวิตของเราก็จะ Optimized เช่นกันครับ

—–

Credits

Deseret News: What Malcolm Gladwell’s new book has to say about family finance 

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง

20150415_AnotherDayIsGone

เพลงหมดเวลา – วง Buddhist Holiday

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน
ไม่มีทางเป็นจริงหากยังมัวแต่รอร้องหา โดยไม่ทำอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นกำลังจะเลือนหาย กับอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

—–

ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกที่พูดถึงเพลงของเฉลียงว่า ผมมักจะฟังเพลงผิดเป็นประจำ

วันนี้มีมาอีกเพลงครับ

ไม่เชิงฟังผิด เพียงแต่จำผิดเฉยๆ เอาท่อนสองท่อนมารวมกันเฉยเลย

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน

+ หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

= หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

เพลงนี้เป็นเพลงของวง Buddhist Holiday เป็นวงอินดี้ที่ไม่ดังนัก แต่เพลงเค้าเพราะหลายเพลงเลยทีเดียว

ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

คุณเคยมั้ย ที่บางทีความคิดว่า “อีกไม่นานเราก็จะตาย” โผล่มาเฉยๆ

ช่วงที่ผมไปพักที่ภูเก็ตและใช้เวลาทิ้งๆ ขว้างๆ ความคิดนี้ก็ลอยมา พร้อมกับท่อนเพลงที่ว่า “หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย”

แล้วก็รู้สึกว่ามีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ

ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ค่อนข้างอันตราย เพราะถ้าในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต เรายังมีเรื่องที่เราเสียดาย หรือยังค้างคาใจอยู่ ก็อาจจะทำให้เราได้ไปเกิดในภพที่ไม่ดีนัก (ตามความเชื่อของชาวพุทธ)

แล้วผมก็พลันนึกถึง website เว็บนึงที่เอาไว้ “คำนวณเวลาตาย” ของเรา ซึ่งเป็นเว็บที่เก่ามาก ตั้งแต่สมัยผมยังไม่รู้จัก Google เลย

ผมลองกูเกิ้ลหาเว็บนี้ดูก็เจอว่าเว็บนี้ยังอยู่ครับ : Death Timer

ลองกรอกข้อมูลของตัวเองลงไป มันบอกว่าผมจะตายในปี 2052 หรืออีกเพียง 37 ปีเท่านั้น

ใครอยากจะลองเว็บนี้ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เขาทำเอาไว้ “ขำๆ” เท่านั้น ผมเชื่อว่าเป้าหมายของเว็บนี้เก็เพื่อช่วยให้เราระลึกว่า วันนี้ควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

เหมาะมากกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังสนุกกับการใช้ iPad อยู่

เพราะแต่ละวันมีแค่ 24 ชั่วโมง

และเราไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาที่หมดในวันนี้จะเป็นการหมดเวลาครั้งสุดท้ายรึยัง

5+1 บทเรียนจากภูเก็ต

20150414_PhuketLessons2

ผมกับแฟนเพิ่งกลับมาจากภูเก็ตครับ

ผมเชื่อว่าการออกจากความเคยชินเดิมๆ จะทำให้เรามองเห็นแง่มุมบางอย่างที่ต่างออกไป บางเรื่องก็มีประโยชน์ที่จะบอกต่อ จึงอยากมาเล่าให้ฟังตรงนี้ครับ

1. ไม่แน่ใจให้ถาม

รถตู้ของมารีน่าภูเก็ตรีสอร์ทมารับเราถึงสนามบิน ก่อนถึงที่พัก ผมขอให้เขาแวะเซเว่นเพื่อซื้อขนมนมเนย ก่อนจะจ่ายเงินผมเหลือบไปเห็น ดีวีดีหนังเรื่อง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ที่ผมไม่ได้ไปดูในโรง และได้ข่าวมาว่าได้รางวัลมาพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะซื้อมาดูที่โรงแรม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่โรงแรมมีเครื่องเล่นดีวีดีรึเปล่า เลยตัดสินใจไม่ซื้อ

ปรากฎว่าถึงห้องพัก จึงได้รู้ว่ามีเครื่องแม็คที่ต่อออกจอทีวีให้เลยทีเดียว ดูดีวีดีได้สบายมาก

ถ้าผมเพียงเอ่ยปากถามคนขับรถตู้ซักนิดว่าที่โรงแรมเปิดดีวีดได้รึเปล่า ผมก็คงได้ดูตุ๊กแกรักแป้งมากไปแล้ว

2. ถึงแม้จะเจอกันไม่นาน ความสัมพันธ์ก็อาจยืนยาว

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นชาวภูเก็ต น้องเค้าชื่อเอ๊งครับ (บางคนก็เรียกว่าอิ๊ง)

เรารู้จักกันตอนไปเรียนเอเชี่ยนยู เอ๊งเข้าเรียนปี 1999 ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ปี 2 จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ เอ๊งได้ผมเป็นพี่รหัส เลยมีโอกาสได้คุยกัน แต่ก็ไม่มากนักเพราะเอ๊งเป็นเด็กเงียบๆ และอยู่ที่เอเชียนยูแค่เทอมเดียวก่อนออกไปเรียนที่ม.เชียงใหม่ ผมว่าถ้านับจำนวนนาทีที่เราคุยกันช่วงที่เอ๊งอยู่เอเชียนยู น่าจะกินเวลาไม่เกิน 30 นาที

16 ปีผ่านไป…

ผมถึงห้องพักแล้ว FB ไปบอกเอ๊งว่าผมมาภูเก็ตนะ เอ๊งก็ตอบทันทีว่าพรุ่งนี้จะมารับไปทานข้าว

หกโมงเย็นวันถัดมา เอ๊งกับพี่ดอย (แฟนเอ๊ง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ม.ช.) ก็ขับรถมารับเราถึงโรงแรม

บ้านเอ๊งอยู่ในตัวเมือง ส่วนโรงแรมของผมอยู่ที่หาดกะตะ ใช้เวลาเดินทางไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงมารับผมกับแฟน เพื่อพาเราไปทานข้าวร้าน “วันจันทร์” กับพ่อ แม่ และพี่สาวของเอ๊ง ทานเสร็จก็ขับรถกลับมาส่งเราถึงโรงแรมอีก

เมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ผมลงมาภูเก็ตเพื่อมางานแต่งงานตาล ซึ่งเป็นน้องที่ทอมสันรอยเตอร์ (และเป็นเพื่อนม.ปลายของเอ๊ง) เอ๊งก็มารับผมถึงโรงแรมเพื่อพาไปเที่ยวในเมืองด้วยเช่นกัน

กับคนบางคนที่ผมเคยใช้เวลาด้วยกันหลายปี ก็อาจยังไม่ได้รับน้ำใจเท่าที่ผมได้รับจากเอ๊งและครอบครัว

พี่ติดข้าวเอ๊งมื้อนึงแล้วนะ!

3. ว่างเกินไปก็ไม่ดี

มาเที่ยวครั้งนี้ต้องถือว่าได้ “มาพัก” จริงๆ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

ด้วยความที่ห้องพักมันสบายมาก เราเลยไม่อยากออกไปไหน นอนเปิดแอร์ดูหนังช่อง HBO / Fox Movies สลับกับอ่านหนังสือและผลอยหลับ แป๊บๆ ก็ค่ำแล้ว

จะว่าไปก็สบายดี แต่พอเข้าสู่วันที่สองร่างกายชักจะเริ่ม “อึนๆ” เหมือนกัน อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยืดเส้นยืดสาย หรือเพราะไม่ได้สูดอากาศธรรมชาติก็ไม่แน่ใจ

และผมคิดว่าถ้าต้องอยู่อย่างนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ “การทำตัวขี้เกียจเกินพอดี” อาจจะนำพามาซึ่งความเครียดและสุขภาพที่แย่ลงได้

4. ถ้าเราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะดูแลเรา
รีสอร์ทที่ผมอยู่นั้นอยู่ติดชายหาดพอดี เราลงไปเดินเล่นชายหาดในวันอาทิตย์

เดินลงไปถึงแล้วถึงกับตกใจว่านี่มันชายหาดในฝันชัดๆ!

โอเคล่ะ ทรายอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่าสิมิลัน แต่หาดกว้างมาก ผมว่าไม่ต่ำว่า 30 เมตร มีฝรั่งนอนตากแดดเพียบ ขยะแทบไม่มี มีเก้าอี้ชายหาดประปราย ไม่มีพวกร่มผ้าใบหรือคนเดินขายของให้เกลื่อนกลาด เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ

เท่าที่ผมรู้มา ชุมชนกะตะ-กะรน เขาเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้นายทุนเข้ามาทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ผลลัพธ์ก็คือหาดนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของธรรมชาติและการการท่องเที่ยว นั่นคือ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เละเทะเหมือนหาดป่าตองหรือพัทยา

5. ใส่ใจในรายละเอียด สร้างความประทับใจได้มหาศาล
ก่อนวันเดินทางกลับหนึ่งวัน ทางรีสอร์ทโทร.มาแนะนำว่าควรจะออกจากรีสอร์ทให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม เพราะตรงกับวันสงกรานต์ เกรงว่ารถจะติด ผมเลยตัดสินใจนัดรถให้ออกเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง

วันเดินทางกลับ ผมทำการเช็คอินออนไลน์เพื่อจะได้ประหยัดเวลาที่สนามบิน

ผมดาวน์โหลด Boarding Pass ของผมกับแฟน เซฟเป็นไฟล์ PDF แล้วส่งเมล์ไปให้ฟรอนท์ของรีสอร์ทเพื่อให้เขาช่วยปริ๊นท์ให้

ผ่านไปสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาบอกว่าได้รับเมล์เรียบร้อยแล้ว

ผ่านไปอีกไม่เกินสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาอีกครั้ง บอกว่าได้ปริ๊นท์บอร์ดดิ้งพาสทั้งสองใบแล้ว แต่ปรากฎว่าบอร์ดดิ้งพาสเป็นชื่อของผมทั้งคู่ ไม่มีชื่อแฟน

ผมมาลองตรวจดูก็พบว่าผมเซฟไฟล์พลาดเอง ไฟล์เดียวก้นดันไปเซฟสองรอบแต่เซฟเป็นชื่อผมหนึ่งไฟล์กับชื่อแฟนอีกหนึ่งไฟล์

ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ใส่ใจ สักแต่ว่าปริ๊นท์เฉยๆ ผมเองคงต้องไปวุ่นวายที่สนามบินแน่นอน

ต้องขอชมเชยทางมารีน่าว่าเขาอบรมพนักงานได้ดีจริงๆ

6. น้ำเปล่าที่สนามบินภูเก็ตแพงมากกกก

ข้อนี้คงไม่สามารถเรียกได้ว่าบทเรียน แต่เป็นข้อสังเกตที่ค้างคาใจแล้วกันนะครับ

ผมเข้าใจนะครับว่าภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว และธรรมดาในสนามบิน พวกเครื่องดื่มหรือขนมก็จะต้องเพิ่มราคาขึ้นมาอยู่แล้ว

อย่างน้ำเปล่าขวดเล็ก ถ้าจะมาขายขวดละ 15 หรือ 20 บาทผมก็ยังยินดีจ่าย

แต่นี่ขายกันขวดละ 35 บาทครับพี่น้อง

น้ำเปล่ายี่ห้อน้ำทิพย์ขวดสีเขียวอ่อนบิดง่ายๆ ที่เขาขายกันในเซเว่นขวดละ 7 บาท เขาเอาไปขายในสนามบินภูเก็ตที่ราคา 35 บาท!

และก็เป็นอย่างนี้ทุกร้าน ยกเว้นอยู่ร้านหนึ่งที่ราคา 20 บาท เป็นร้านที่ตั้งอยู่ปากทางเข้าอาคารผู้โดยสารครับ ที่เขาบังคับให้เราต้องทิ้งน้ำขวดก่อนเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์นั่นแหละ

สุดท้ายผมอดใจไม่ซื้อ เดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร เพื่อไปดูด้านในว่าราคาแพงเหมือนกันรึเปล่า

ซึ่งก็แพงเหมือนกันจริงๆ 35 บาททุกร้านตามมาตรฐานเลย

ผมนึกไปถึงสนามบินที่บรูไน ซึ่งผมเคยแวะไปทรานสิทเมื่อปลายปีที่แล้ว สนามบินเขาเล็กพอๆ กับของภูเก็ตเลยนะ มีร้านค้าแค่สองร้าน แต่เขามีตู้น้ำให้เดินไปกดกินได้ถึงสองตู้ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสนามบินนี้ไม่มีอย่างเขาบ้าง

ผมเดินวนจนจะครบหนึ่งรอบ จึงเหลือบไปเห็นตู้น้ำเย็นวางอยู่มุมห้อง ถ้าไม่สังเกตดีๆ หรือนั่งอยู่แถวนั้น จะมองไม่เห็นเลย

สงสัยคงต้องตั้งแอบๆ ไว้ เพราะถ้าตั้งตู้ไว้เด่นเกินไปร้านอื่นก็ขายน้ำเปล่าไม่ได้น่ะสิ!

ผมคิดแล้วอายแทนจริงๆ

—–

และนี่คือบทเรียนเบาๆ จากการไปเที่ยวภูเก็ตมาครั้งนี้ครับ!