พัลวัน

20150804_Multitasking

Muti-tasking is the ability to screw everything up simultaneously
– Jeremy Clarkson

Multi-tasking คือทักษะในการทำงานให้ไม่ได้เรื่องซักอย่าง
– เจเรมี่ คลากสัน

—–

เวลาผมเล่นเน็ตผ่านบราวเซอร์ Chrome ผมจะมีแท็บประมาณ 5-15 แท็บเปิดค้างไว้อยู่เสมอๆ จนแฟนผมชอบแซวว่า ทำไมต้องเปิดแท็บจำนวนมหาศาลขนาดนั้น

ตอนนี้ ถ้ามองไปด้านล่างสุดของจอ ผมมีโปรแกรมเปิดอยู่ 5 โปรแกรม – Notepad, Windows Explorer, Chrome, Evernote และ Excel

ทั้งๆ ที่ ณ ตอนนี้ผมจำเป็นต้องใช้ Chrome แค่อย่างเดียวเอง

ใจของเรานั้นซุกซน กระโดดไปมาตลอดเวลา

และจำนวนแท็บและโปรแกรมที่เราเปิดทิ้งไว้ ก็เป็นตัววัดที่ดีระดับนึงว่า เรามีความฟุ้งซ่านมากแค่ไหน

พูดจบประโยคข้างบน ผมก็เลยปิดทุกแท็บและทุกโปรแกรม ยกเว้นโปรแกรม Writer ที่ใช้เขียนบทความนี้อยู่

รู้สึกขึ้นมาได้ทันทีเลยว่า ใจโล่งขึ้น โปร่งขึ้น

ในยุคที่คนติด Facebook และ LINE กันงอมแงม สมาธิยิ่งสั้นลงเรื่อยๆ ความฟุ้งซ่านยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

และผมว่าอาการจะหนักกว่านี้เมื่อ wearable technology อย่าง Apple Watch เริ่มแพร่หลาย

ในอนาคตอันใกล้ ความสามารถในการทำ single-tasking อาจจะเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก

เพราะมันเป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะทำได้

คุณล่ะครับ ตอนนี้เปิดโปรแกรมอยู่กี่ตัว เปิดแท็บอยู่กี่แท็บ?

ลองลดให้เหลือแค่แท็บเดียวดูมั้ย?

หนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราสุขน้อยลง

20150704_LessHappy

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่า วันไหนก็ตามที่ผมใช้เวลากับมือถือมากๆ คืนนั้น หรือวันถัดมาผมจะรู้สึก “อึนๆ”

ความรู้สึก “อึนๆ” นั้นอธิบายเป็นภาษามนุษย์ได้ลำบาก มันเป็นคลื่นอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนคนไม่ค่อยสบาย

ยิ่งใช้เวลากับมือถือมากเท่าไหร่ ความรู้สึกอึนๆ ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

จะว่าไปมือถือก็เหมือนยาพิษที่ถูกเคลือบด้วยช็อคโกแล็ตนะครับ

ตอนอ่านฟีดในเฟซบุ๊คนี่มันก็เพลินทีเดียวแหละ เดี๋ยวเจอสาวสวย เดี๋ยวก็เจอวีดีโอฮาๆ เดี๋ยวก็ได้อ่านความรู้แปลกๆ (ส่วนน่าเชื่อถือรึเปล่านั่นก็อีกเรื่อง)

แต่พอหมดวัน เมื่อนับชั่วโมงที่เรา “จ่าย” ไปกับมือถือ เรากลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นสักนิด

และไอ้ความรู้สึกลึกๆ ว่าเราใช้เวลาไปอย่างเปล่าดายนี่แหละ ที่มันส่งผลให้เรารู้สึกอึนๆ ก่อนเข้านอน

เพราะยาพิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

—–

นอกจากเหตุผลทางจิตวิทยาแล้ว ก็ยังมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้วย

มันคือสิ่งที่เรียกว่า Blue Light หรือแสงสีน้ำเงินครับ

หลายคนอาจจะพอทราบว่าสีขาวเกิดจากสีทุกสีผสมกัน

ถ้าเอาสีในรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง มารวมกัน ก็จะได้สีขาวเช่นกัน

Blue Light หรือส่วนที่เป็นแสงสีน้ำเงินนั้น ถูกใช้ในจอ LED เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไอแพด แล็ปท็อป หรือทีวี

นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า Blue Light จะชะลอตัวการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (melataonin) ในร่างกายของเรา

หน้าที่ของเมลาโทนินคือช่วยปรับนาฬิกาในร่างกายของเรา ช่วยให้เราหลับลึก และช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone)

โดยปกติเมลาโทนินจะถูกผลิตออกมามากที่สุดในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสาม แต่ถ้าเราเล่นมือถือในช่วงนี้ Blue Light จะส่งผลให้เมลาโทนินไม่ถูกผลิตออกมาเท่าที่ควร ทำให้เราหลับได้ไม่เต็มอิ่ม และมีอาการหงุดหงิดหรืออึนๆ ในวันถัดมานั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า Blue Light มีผลร้ายยิ่งกว่านั้นอีก เช่น ดร.ริชาร์ด แฮนส์เลอร์ (Richard Hansler) จาก John Carroll University ที่บอกว่า Blue Light อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็งบางชนิด

ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี่ไม่ได้จะขู่ให้กลัวนะครับ

แค่มาเตือนสติกันเฉยๆ ว่า คุณกำลังกินยาพิษอาบลูกอมอยู่นะ

แล้วเราจะหลีกเลี่ยงผลเสียจาก Blue Light ได้ยังไง?

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ อย่าใช้มือถือหลังสี่ทุ่มครับ

ระหว่างวันก็หาอะไรเตือนให้ตัวเองมองอย่างอื่นนอกจากจอคอมหรือจอมือถือเสียบ้าง

นอกจากนี้ ถ้ามีเครื่องที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ ก็สามารถลง Application ชื่อ Blue Light Filter ได้

ส่วนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือ MacBook ก็มีโปรแกรม F.lux

ทั้ง Blue Light Filter และ Flux คือโปรแกรมที่ช่วยปรับแสงของหน้าจอให้เหมาะสมกับเวลาของวัน

แต่ผมว่าใช้แล้วก็ไม่ค่อยสบายตาเท่าไหร่ และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันได้ผลจริงๆ รึเปล่า

แทนที่จะปรับหน้าจอ ปรับพฤติกรรมตนเองน่าจะดีกว่า

—–

มีคำคมฝรั่งประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก

เวลาเราเห็นคนทำงานหนัก ๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่มีเวลาให้ลูกเมีย เราจะเตือนเขาว่า

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย”

ผมเลยขอยืมมาปรับให้เข้ากับยุคสม้ยซะหน่อย

Nobody on their deathbed wished they had spent more time on their iPad

ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะได้เล่น iPad มากกว่านี้ซะหน่อย”

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

Credits:

Gigaom : What is the blue light from our screens really doing to our eyes?

Wikipedia : เมลาโทนิน

ทุกอย่างมันถูกต้องอยู่แล้ว

20150604_EverythingIsRight

“ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”
หลวงพ่อชา สุภฺทโท

—–

เวลาเกิดเรื่องที่เราไม่ชอบใจ เราจะบอกว่า “เรื่องนี้มันไม่ถูก”

คำถามคือไม่ถูกอะไร?

ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกใจเรา?

จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง ก็คือไม่ถูกใจเรานั่นแหละ

เพราะเวลาเราคิดอะไร เรามักจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็น “มาตรฐาน” ที่เอาไว้วัดทุกอย่าง

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะ “มาตรฐานของเรา” คือมาตรฐานเดียวที่เรามี และหยิบมาใช้ได้สะดวกที่สุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า มาตรวัดของเราไม่ได้ถูกต้องเที่ยงตรง

เพราะเรายังมีรัก มีเกลียด มีลำเอียง แถมความรู้ที่เรามีก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมด

ผิดสำหรับเรา อาจจะถูกสำหรับคนอื่นก็ได้

แทนที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้ถูก เรื่องนี้ผิด คนนั้นถูก คนนี้ผิด

เอาเวลามาขัดเกลามาตรวัดของเราให้เที่ยงก่อนดีกว่ามั้ย?

พูดเมื่อดีกว่าเงียบ

20150405_SpeakOrSilence

Do not speak unless it improves on silence
– Unknown

อย่าพูด ยกเว้นเสียแต่มันจะดีกว่าความเงียบ
– นิรนาม

—–

สมองของคนเรานั้นคิดตลอดเวลา

บางสำนักบอกว่าเรามีความคิดวันละ 20,000 ความคิด

บางสำนักก็บอกว่าวันละ 50,000

และส่วนหนึ่งของความคิด ก็หลุดออกมาเป็นคำพูด

—–

เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราต้องนั่งเงียบๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบนั้นจะกลายเป็น dead air ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและผลักให้เราหยิบเรื่องอะไรก็ได้ขึ้นมาคุยกับเขา

ที่เราพูดออกไปเพราะว่าอะไร?

เพราะอยากรู้จักเขามากขึ้น? เพราะกลัวเสียมารยาท? หรือเพราะว่าความเงียบมันอึดอัดเกินไป?

ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ ผมก็สนับสนุนให้คุยกันนะ เพราะการพูดคุยทำให้เราสนิทกันมากขึ้น

แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ การบังคับตัวเองให้พูดออกมา อาจจะได้เพียงประโยคอันว่างเปล่า และทำให้ dead air หนักกว่าเดิมหลังจากพูดจบแล้ว

ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเงียบอาจจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดใดๆ นะครับ

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ