มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 2

20150603_Oldtrafford2

<ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ>

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ผมกับแฟนและพี่โม (พี่ที่ออฟฟิศ) มีนัดไปดูคอนเสิร์ต Nuvo Love Story ที่อิมแพ็คอารีนา

แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ แฟนผมมีอาการมึนหัวมาได้ประมาณเกือบๆ สัปดาห์ และประจำเดือนที่ควรจะมาก็ยังไม่มา เราก็เลยเดินไปซื้อเครื่องตรวจวัดการตั้งครรภ์ที่ร้านขายยาแถวบ้าน แล้วมาทำการตรวจดู

ปรากฎว่าเครื่องตรวจวัดโชว์สองขีด แสดงว่าแฟนผมกำลังตั้งครรภ์

ถามว่าดีใจมั้ยที่จะมีลูกก็ต้องดีใจแน่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาทันทีคือกังวลว่าการเดินทางจะมีผลกระทบอะไรรึเปล่า

ต้องยอมรับตรงนี้ว่า ผมกับแฟนคิดมาตลอดว่า ถ้าท้องแก่เดินทางแล้วอันตราย ดังนั้นเดินทางตอนท้องอ่อนน่าจะโอเค

แต่ความจริงก็คือช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะการกระทบกระเทือนนิดหน่อยอาจส่งผลให้แท้งได้

เย็นนั้นเราไปดูคอนเสิร์ตนูโวตามแผนเดิม เพียงแต่แฟนต้องนั่งดูเฉยๆ ห้ามกระโดดโลดเต้น

วันเสาร์ถัดมาเราจึงไปพบคุณหมอ และรู้ว่าอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว

ดังนั้น แผนการเดิมที่จะเดินทางในวันที่ 1 เมษายน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเท่าไหร่ เพราะยังอายุครรภ์แค่สองเดือนนิดๆ

เราจึงต้องพับแผนการเดินทางยุโรปไว้ชั่วคราว โดยกะจะรอดูให้แน่ใจก่อนว่า เมื่อครบสามเดือนแล้ว คุณแม่และคุณลูกยังแข็งแรงดี

ระหว่างนั้นผมก็ส่งเมล์หา Match Day VIP ที่ดูแลลูกค้าที่ซื้อตั๋วบอลแมนยู

ก่อนอื่นต้องขอชมก่อนว่า แผนกที่ดูแลลูกค้านี้เฟรนด์ลี่มากๆ ผมถามอะไรก็ตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะปรึกษาเรื่องรถไฟจากแมนเชสเตอร์ไปลอนดอน เรื่องวันและเวลาที่แน่นอนของวันแข่งขัน และเรื่องอื่นๆ จิปาถะ คนที่ตอบเมล์ผมนั้นชื่อเบธานี่ (Bethany) ก็ตอบเมล์ทุกฉบับอย่างเป็นกันเองและใจเย็นมากๆ

คราวนี้พอผมถามเบธานีไปว่า ผมคงไปดูแมทช์นี้ไม่ได้แล้วเพราะภรรยาท้อง และหมอบอกว่าต้องรอให้เกินสามเดือนก่อนถึงจะเดินทางไกลได้ พอจะมีอะไรที่ทางคุณจะช่วยได้บ้างมั้ยในแง่ของตั๋ว เช่นคืนเงิน ขายต่อ หรือเปลี่ยนตั๋วไปเป็นเกมส์อื่นในเดือนพฤษภาคม

เบธานีัจึง cc ทีม Sales ให้เข้ามาตอบ และคำตอบที่ได้คือ

Dear Anontawong

Thank you for your email.

All our packages are non-transferable and non-refundable. This is stated in the terms and conditions before you purchase tickets online.

If you read the terms and conditions you will see the below statement.

“(b) where a Ticket Holder has booked and/or purchased Facilities for a Match after the announcement of the date on which the relevant Match is due to be held and the date on which the Match is to be held is subsequently: (i) rearranged by more than two calendar days (for example, the Match is moved from a Saturday to the following Tuesday);”

As this is part of our terms and conditions I am unable to offer you a refund or transfer at this time as the match has only been moved to the Sunday.

If you require any further information please don’t hesitate to contact me.

Kind regards
Nicola

—-

สรุปก็คือในสัญญาก่อนซื้อตั๋วมันระบุไว้ชัดเจนว่าตั๋วนี้ไม่สามารถคืนเงินหรือเปลี่ยนมือได้ ยกเว้นในกรณีที่วันแข่งขันถูกเลื่อนไปจากวันเดิมเกินสองวัน (ซึ่งในกรณีผมมันเลื่อนแค่วันเดียวจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์) ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจะคืนเงินให้ได้

ผมก็จ๋อยสิครับ เงิน 36000 บาทหายวับไปกับตา แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจ

—–

หลังจากผ่านไปได้ประมาณสามสัปดาห์ การตรวจครรภ์และเห็นว่าเด็กและแม่แข็งแรงดี เราก็เลยหยิบแผนการไปเที่ยวยุโรปขึ้นมาคุยกันอีกครั้ง

ผมขอเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินจาก 1-18 เมษายน เป็น 1-16 พฤษภาคม แม้ต้องลางานเยอะขึ้นและได้เที่ยวสั้นลงแต่เราก็ยอม เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายในอีกหลายๆ ปีที่จะได้ไปไหนไกลๆ

ทริปคราวนี้เราเลยตัดสินใจจะไม่ไปอังกฤษ เพื่อจะมีเวลาเพียงพอกับการเที่ยวชมเมืองอื่นๆ อย่างไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ ทำให้ผมคิดว่า แม้จะไม่ได้ไปดูบอลก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอเก็บตั๋วไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดี

ผมจึงเมล์ไปหาเบธานีว่าช่วยส่งตั๋วมาให้หน่อยนะ จะได้เก็บไว้ดูต่างหน้า ส่วนเราก็จองตั๋วไปยุโรปแล้วแต่คราวนี้จะไม่แวะไปอังกฤษเพราะถ้าไม่ได้ดูแมนยูก็ไม่รู้จะไปอังกฤษทำไม

แล้วเบธานีก็ถามกลับมาในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือเขาถามว่า จองตั๋วเครื่องบินแล้วหรือยัง? เขาอาจจะช่วยเปลี่ยนตั๋วเป็นเกมที่เจอกับ West Bromwich หรือ Arsenal ได้นะ!

ผมก็ตอบว่า อ้าว ก็เห็นทางทีมเซลส์บอกว่าเปลี่ยนตั๋วไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ใน Terms & Conditions ก็บอกว่าไว้อย่างนั้น

เบธานีก็ตอบว่า ถูกต้อง ตามหลักแล้วทำไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนี้เขาจะลองปรึกษาหัวหน้าดู

วันถัดมา หัวหน้าของเบธานีก็ตอบเมล์ผมมาว่า เขาช่วยเปลี่ยนตั๋วจาก Man City เป็น Arsenal ให้แล้วนะ คราวนี้ลองดูซิว่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางของคุณเพื่อให้มาดูแมทช์นี้ได้รึเปล่า นี่จะเป็นแมทช์สุดท้ายของฤดูกาลที่แมนยูจะเตะในบ้าน ดังนั้นบรรยากาศจะเยี่ยมยอดมากแน่ๆ

ผมนี่โคตรดีใจจนตัวลอย

ความฝันที่รอคอยมาเกือบยี่สิบปีของผมใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว

—–

ป.ล. ผมรู้ตัวว่าเขียนมาเกือบสองตอนก็ยังไม่ค่อยได้เห็นอะไรเกี่ยวกับแมนยูเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการจองตั๋ว ข้อตกลงในสัญญาก่อนซื้อตั๋ว และน้ำใจที่ผมได้รับ จึงต้องขออภัยหากเรื่องมันอาจยืดยาวไม่ทันใจสำหรับบางท่านนะครับ ตอนหน้าสัญญาว่าจะพาไปถึง Old Trafford แน่นอน!

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 1

20150602_OldTrafford1

เพื่อนสนิทของผมทุกคนจะรู้ดีว่าทีมโปรดของผมคือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผมเป็น “เด็กผี” มาร่วม 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอีริค คันโตน่ายังโลดแล่นอยู่ในสนาม แม้ตอนนั้นผมจะเรียนอยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่บ้ารักบี้และหาฟุตบอลดูได้ยากมาก

เมื่อเราสมัครใจจะเป็นสาวกของทีมใดทีมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หนึ่งในความฝันของเราคือการได้ไปเชยชมทีมที่รักติดขอบสนามซักครั้งในชีวิต

วันนี้ผมจะมาเล่าถึงฝันที่เป็นจริงครับ!

ผมแต่งงานไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และตั้งใจจะมีลูกเลย จึงรู้ตัวแล้วว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ปีนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำ ก่อนที่จะต้องหยุดพักไปอีกหลายปี

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ผมเลยลอง google ดูว่า แมนยูฯ มีเตะในบ้านเมื่อไหร่บ้าง ยิ่งถ้าได้ช่วงสงกรานต์ยิ่งดี

และโชคชะตาก็เป็นใจ แมนยูฯ มีแข่งกับแมนซิตี้ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในวันที่ 11 เมษายน

เกมนี้ถือเป็นเกมระดับ 5 ดาวเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็น “ดาร์บี้แมทช์” ซึ่งหมายถึงเกมที่ทีมจากเมืองเดียวกันต้องมาเจอกันเอง จึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมใคร บู๊สะบั้นหั่นแหลก และกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายก็จะเร่าร้อนกว่าเกมทั่วๆ ไป

แค่คิดถึงบรรยากาศก็กระดี๊กระด๊าแล้ว

เมื่อรู้แล้วว่าอยากจะไปดูเกมส์ไหน ก็ google ไปตรงๆ เลยว่า manchester united manchester city match ticket

มีเว็บไซต์หลายๆ เว็บ ขึ้นมาให้เลือก แต่พอคลิ้กเข้าไปดูแล้ว ราคามันแพงเหลือหลาย อย่างต่ำๆ ก็เหยียบหมื่นบาทแล้ว และเท่าที่ดูก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตั๋วผีรึเปล่า ซื้อแล้วจะได้ตั๋วจริงๆ รึเปล่า

ผมเลยลองเข้าเว็บ manutd.com แทน และคลิกไปที่ Tickets & Hospitality 

ปรากฎว่าตั๋วของเกมนี้หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียว เพราะมันมีเซ็คชั่นที่เป็น Matchday VIP Tickets 

ซึ่งพอคลิ้กเข้าไปมันก็มี VIP หลายระดับ

ผมเลือก Lancashire Package เพราะว่ามันเป็นแพ็คเกจเดียวที่ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่

โดยแพ็คเกจนี้ระบุว่าจะมีเลี้ยงข้าวก่อนดูบอล มีของที่ระลึกให้ และพอดูจบก็กลับมาดื่มโน่นดื่มนี่ได้อีกนิดหน่อย

ค่าตั๋วก็ไม่แพงเท่าไหร่ แค่คนละ 299 ปอนด์หรือ 15,000 บาทเท่านั้น โอ้แม่เจ้า!

ผมเองเคยซื้อของราคาเกิน 10,000 บาทแค่สามชิ้น

ส่วนในแง่การซื้อประสบการณ์ ค่าตั๋วแพงสุดที่ผมเคยจ่ายคือประมาณ 5,000 บาทตอนไปดู The House of Dancing Water ที่มาเก๊า (อันนี้ก็ดีมากนะครับ แนะนำๆ)  พอมาเจอตั๋วราคาใบละ 15,000 ได้ดูบอล 90 นาที จึงทำให้คิดหนักอยู่เหมือนกัน

แต่พอถามตัวเองว่า อะไรหายากกว่ากัน

ระหว่างเงิน 30,000 บาท (ค่าตั๋วของผมกับแฟน)

กับการได้ไปอยู่ในบรรยากาศแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมทช์ในวันและเวลาที่ยังไม่มีภาระอะไร

คำตอบก็ชัดเจนในตัวมันเอง จึงคลิ้ก Next!

ถึงจะซื้อตั๋ว VIP แต่ที่นั่งก็ใช่ว่าจะดีมาก เพราะตามแผนผังที่นั่ง เราจะได้ที่นั่งในกลุ่ม NW3433 เป็นที่นั่งฝั่ง North West ระหว่าง Sir Alex Firguson Stand กับ West Stand ห่างจากสนามพอสมควรเลย

แต่ได้แค่นี้ก็เอาแล้ว ดีกว่าผัดวันประกันพรุ่งความฝันของเราไปจนถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

การจองตั๋วก็ไม่ยากอะไรครับ ทำตามสเต็ปไปเรื่อยๆ

จะมีช็อคนิดหน่อยตอนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเขาเก็บภาษีอีกร้อยกว่าปอนด์ ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายจึงเป็น 717.60 ปอนด์หรือ 35,640 บาท (เรท GBP/THB ณ ตอนนั้น)  แต่มาถึงจุดๆ นี้แล้วก็ต้องกัดฟันคลิ้ก Confirm แล้วล่ะครับ

และนี่คือเมล์ที่เขาส่งมาหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยครับ

2015-06-02_100622
จะเห็นว่ามันขึ้นว่า (Date & KO TBC) ซึ่งย่อมาจาก Date & Kick Off To Be Concluded

เพราะแม้วันที่จะเป็นวันเสาร์ที่ 11 April แต่ก็มีโอกาสที่จะเลื่อนแมทช์ไปเตะวันอาทิตย์เพื่อการถ่ายทอดสดได้ แถมยังเลื่อนกลับมาเป็นวันเสาร์ได้อีกหากแมนซิตี้เข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลรายการ UEFA Champions League (ขอไม่ลงรายละเอียด)

ระหว่างนี้ ผมก็มีการเมล์ไปคุยกับทีมงาน Matchday VIP เพื่อจะถามเรื่องตั๋วฟุตบอล ซึ่งตามปกติจะส่งมาที่บ้านก่อนวันแข่งประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมขอไปรับที่หน้างานแทน เพราะมีโปรแกรมไปเที่ยวยุโรป กลัวว่าตั๋วกับผมจะสวนทางกัน

เมื่อได้ตั๋วบอลแล้ว วันถัดมาก็จองตั๋วเครื่องบินเลย โดยคิดว่าจะออกเดินทางคืนวันพุธที่ 1 เมษาแล้วกลับมาวันเสาร์ที่ 18 จะได้มีเวลาพักหนึ่งวันก่อนกลับไปทำงาน

แผนการก็คือไปเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟ/รถบัสไปเที่ยวยุโรปตะวันออกอย่างเวียนนาและปราก จากนั้นก็บินไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์ เสร็จแล้วค่อยลงมาเจอเพื่อนที่ลอนดอน แล้วนั่งรถไฟลงไปเที่ยวที่ปารีส จากนั้นจึงบินจากปารีสกลับเมืองไทย

จองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพก็เดินหน้าทำวีซ่า Schengen ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกประเทศที่เราจะไปยกเว้นอังกฤษ ส่วนวีซ่าอังกฤษผมก็รอดูสถานการณ์ก่อนว่าสุดท้ายแล้วเกมจะเกิดขึ้นวันไหนกันแน่

ทุกอย่างดูราบรื่นดี

จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม

วันที่ผมรู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์!

โปรดติดตามตอนต่อไป

—–

ผมเขียนบล็อกทุกวัน วันละหนึ่งบล็อก สามารถติดตามกันได้ที่ http://facebook.com/anontawongblog นะครับ

5 คำศัพท์ทางพุทธศาสนาที่คุณอาจเข้าใจผิดตลอดมา

20150814_Picture for Blog

วันนี้วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้ อธิบายคำศัพท์บางคำ ที่ผมเชื่อว่ามีที่มาจากศาสนาพุทธ แต่หลังจากเราเอามาใช้นานๆ เข้าความหมายก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนเราอาจลืมความหมายเดิมไปแล้ว

ทั้งห้าคำนี้ อธิบายจากความเข้าใจของผมเอง ถ้าคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออโหสิกรรมไว้ล่วงหน้า และขอให้ผู้รู้มาช่วยชี้แจงแถลงไขด้วยนะครับ

1.สังขาร
เวลาเราแก่ตัวลง เดินแป๊บนึงก็เหนื่อย นั่งแป๊บเดียวก็เมื่อย เราก็จะบ่นว่า “สังขารไม่เที่ยง” โดยมองว่าสังขารหมายถึงร่างกายที่ต้องโรยราไปตามอายุขัย

จริงๆ แล้วสังขารไม่ได้แปลว่าร่างกายเพียงอย่างเดียวนะครับ

สังขารยังหมายถึง “การปรุงแต่ง หรือ “สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” อีกด้วย

ถ้าใช้ภาษาที่ง่ายที่สุด (แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมด) การปรุงแต่งก็คือสิ่งที่หัวสมองของเราคิดครับ ยิ่งเราเป็นพวกคิดมาก การปรุงแต่งก็จะยิ่งมากเป็นเงาตามตัว และสิ่งที่อยู่ในหัว ก็จะแสดงออกมาทางวาจาและการกระทำจนเกิดเป็นกรรม และเพราะจิตของเรามีการปรุงแต่งไม่สิ้นสุด เราจึงก่อกรรมไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เรากลับมาเกิดใหม่ไม่สิ้นสุด

พูดง่ายๆ ว่า สังขาร -> กรรม -> เวียนว่ายตายเกิด

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าสังขารก็คือ mental formations และ volitional activities (volitional activities แปลว่าการกระทำด้วยเจตนา)

2. เวทนา
เวลาเราเห็นน้องหมาโดนรุมกัดจนขาเป๋และช้ำเลือดช้ำหนอง เราจะบอกว่าหมาตัวนี้ “น่าเวทนายิ่งนัก” หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือน่าสงสารนั่นเอง

แต่คำว่าเวทนาในศาสนาพุทธ (ซึ่งอ่านออกเสียงว่า “เว-ทะ-นา”) ไม่ได้แปลว่าสงสาร แต่แปลว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิดใจ

เช่นถ้าเราคันหลัง นั่นก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง หรือเดินตากแดดแล้วรู้สึกเหมือนมีไฟมาเผาหัวนั่นก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง หรือร้อนตับแตกแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

เคยได้ยินคำคมของโกวเล้งที่ว่า “ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา” มั้ยครับ?

โกวเล้งกำลังพูดถึงเวทนาสองแบบ คือเวทนาที่เกิดทางกาย กับเวทนาที่เกิดทางใจ

เวทนาทางกายคือรสชาติของสุรา
เวทนาทางใจคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนร่ำสุรา

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าเวทนาก็คือคำว่า sensations และ feelings ครับ

3. ภาวนา
เราอาจจะเคยชินคำภาวนาในบริบทที่ใช้ในเพลง “ภาวนา” ของโก้ Mr.Saxman

ภาวนาให้ใจเธอนั้น ปฏิเสธคำเขาไป
ภาวนาให้ใครคนนั้น อย่าทำให้ใจเธอต้องหวั่นไหว

คำว่า “ภาวนา” จึงเหมือนเป็นการหวังลึกๆ ในใจ

แต่ในศาสนาพุทธ คำว่าภาวนาไม่ได้แปลว่าแอบหวังหรือแอบคิด แต่แปลว่าการเจริญหรือการบำเพ็ญ

หรือถ้าใช้ภาษาง่ายกว่านั้นก็คือการฝึกอบรมจิตด้วยการนั่งสมาธิและการฝึกวิปัสสนานั่นเอง

คำว่าภาวนาในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า spiritual cultivation

4. อธิษฐาน
แต่ก่อนผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าอธิษฐานคือการขอ หรือการจุดธูปแล้วบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้มารู้ทีหลังว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

อธิษฐานแปลว่าการตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับตัวเอง

เช่นหากเราอธิษฐานว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ 5 นาที เราก็จะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ได้ แม้ว่าม้นจะยากเย็นซักแค่ไหน

หรือถ้าเราอธิษฐานจิตว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สามกิโล เราก็จะทำตามข้อตกลงนี้ที่ให้ไว้กับตัวเองไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ

ยิ่งเราทำตามที่เราอธิษฐานได้มากแค่ไหน เราก็จะยิ่งเชื่อใจตัวเองมากขึ้น เป็นคนมีสัจจะมากขึ้น และใช้ชีวิตที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากขึ้น

คำว่าอธิษฐานในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า resolution หรือ resolute determination นั่นเอง

5. บารมี
จริงๆ คำนี้ก็มีความหมายที่ดีมาก แต่คนไทยเราก็ใช้คำว่าบารมีไปในทางไม่ดีบ่อยครั้ง เช่น “บารมีล้นฟ้า” หรือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

บารมีที่เราใช้กันอยู่จึงหมายถึงผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล

แต่ในศาสนาพุทธ บารมีคือ “คุณสมบัติ” ที่จะทำให้คนๆ หนึ่งยิ่งใหญ่ หรือพูดง่ายๆ บารมีคือคุณงามความดีในแต่ละด้านของชีวิต

คนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องมีบารมีที่ “เต็ม” สิบประการ ได้แก่

ทาน ศีล เนกขัมมะ(บวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

ใครเคยอ่านนิทานชาดกก็จะรู้ว่าในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในแต่ละชาติท่านจะบำเพ็ญบารมีใดบารมีหนึ่งอย่างยิ่งยวด

เรื่องที่เราน่าจะรู้จักกันดีที่สุดก็คือพระมหาชนกที่ได้บำเพ็ญ “วิริยะบารมี” ด้วยการว่ายน้ำในมหาสมุทรแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง

ผมเปิดในเว็บ เขาแปลบารมีเป็นภาษาอังกฤษว่า perfections แต่ผมว่าจะเข้าใจง่ายกว่าถ้าจะแปลว่า qualities (to be perfected) ครับ


สังขาร = กรรม = mental formations / volitional activities
เวทนา = sensations / feelings
ภาวนา = spiritual cultivation
อธิษฐาน = resolute determination
บารมี = qualities to be perfected

แม้คำเหล่านี้จะมาจากศาสนาพุทธ แต่หลายๆ คำโดยเฉพาะสามคำหลังก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างการใช้งาน
เนื่องในวันวิสาขาบูชานี้ ผมกับแฟนก็ได้อธิษฐานว่าเราจะทำสมาธิภาวนาอย่างน้อยวันละ 10 นาทีติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน ซึ่งถ้าเราทำได้ก็น่าจะช่วยเสริมสร้างสัจจะบารมี เมตตาบารมี และอธิษฐานบารมีได้ไม่มากก็น้อย


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

Banner468x60ver1.jpg

เปลือกหรือแก่น

20150531_WannasingHealthy

คนไทยรักสุขภาพมาก เพราะว่าเราเซนเซอร์คนดูดบุหรี่ในทีวี แต่ยอมให้ผู้หญิงมาตบแย่งผัวกันหลังข่าวทุกคืน

– วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

—–

วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนที่เอเชี่ยนยู เลยได้เจอเพื่อนเก่าๆ ซึ่งรวมถึงเพื่อนที่เรียนวิศวะมาด้วยกันคือไก่ เต้อ โอ

มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งสมัยผมเรียนอยู่ปีสามที่ผมเคยตวาดใส่โอ

ที่ยังจำได้เพราะธรรมดาผมไม่ค่อยว่าใครแรงๆ แต่ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่หนที่พูดออกไป และก็ยังแอบรู้สึกผิด (ระคนภูมิใจ) มาจนถึงวันนี้

ก่อนจะไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผมขอพูดถึงบริบทก่อน

พวกเราเป็นรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยู ตอนนั้นมีเด็กปริญญาตรีเพียง 13 คน แบ่งเป็นเด็กวิศวะ 6 คน เด็กบริหารธุรกิจ 7 คน (ตอนแรกมี 20 คนแต่พอจบปีสองแล้วเราเหลือกันแค่นี้)

ค่าเทอมของ Asian U ในตอนนั้นแพงมาก อาจจะแพงที่สุดในเมืองไทยด้วยซ้ำ คือเทอมละ 150,000 บาท หรือปีละ 300,000 ถ้ารวมค่าหอพักอีกปีละ 60,000 และค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็แสดงว่าต้องใช้เงินถึงปีละ 400,000 บาทเลยทีเดียว

ข้อดีอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีมอบทุนการศึกษาแบบไม่มีข้อผูกมัด โดยสมัยนั้นจะมีทุนสามระดับคือ 400,000 บาท 200,000 บาท และ 100,000 บาทต่อปี

คณะวิศวะของเราที่มี 6 คนนั้น แบ่งเป็นนักเรียนทุนกับนักเรียนที่(พ่อแม่)จ่ายตังค์เองอย่างละครึ่ง

นักเรียนที่จ่ายตังค์เองก็มีไก่ โอ และ เจ (เจคือผู้หญิงคนเดียวของรุ่น)

ส่วนนักเรียนทุนก็คือฮิม เต้อ และ-อะแฮ่ม-ผมเอง (สองคนแรกทุนเต็ม ส่วนผมทุนสองแสน)

ผู้อ่านอาจจะพอนึกภาพออกว่าเด็กทุนจะเป็นกลุ่มที่ขยันกว่า เพราะเราต้องรักษาเกรดเฉลี่ยให้ได้เกิน 3.0 เจก็ขยันบ้างเวลาที่มีกำลังใจ ส่วนโอกับไก่จะออกรักสนุกนิดนึง ชอบเล่นเกมดึกๆ จนบางวันก็ตื่นไปเรียนไม่ไหว

พอจะสอบกันทีก็ต้องปิดห้องติวกัน หรือถ้าใครสอบตกก็ต้องมาช่วยนั่งทำงานเสริม แต่ผมก็ชอบบรรยากาศอย่างนี้นะ อบอุ่นดี เพราะพวกเราต่างก็หวังว่ารุ่นแรกจะจบพร้อมกันทุกคน มีอะไรก็เลยช่วยเหลือกันเต็มที่

ด้วยความที่เอเชี่ยนยูเด็กยังน้อยมาก แจกทุนก็เยอะ แถมเจ้าของยังเป็นคนมัธยัสถ์ด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เช่นห้องน้ำไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น อุปกรณ์ในห้องแล็บมีน้อยเกินไป สปอร์ตคลับไม่ติดแอร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จึงตกเป็นเป้าให้นักศึกษาได้ตำหนิเป็นประจำ โดยเฉพาะนักศึกษาที่พ่อแม่ต้องจ่ายตังค์มาเรียนเอง

อยู่มาวันหนึ่ง ที่ห้องทานข้าวชั้นหนึ่งหอพักชาย ไก่กับโอก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์มหาวิทยาลัยกันอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยหัวข้อเดิมๆ ว่าด้วยสิ่งต่างๆ ที่เอชียนยูควรจะมีให้สมฐานะมหาวิทยาลัยค่าเทอมสี่แสน

ผมเองก็เบื่อที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนบ่นอยู่เหมือนกัน เพราะบ่นเสร็จแล้วก็ไม่เห็นทำอะไร แต่ก็ทนฟังไปโดยไม่ได้โต้เถียงอะไรมากนัก…

จนถึงประโยคหนึ่งที่โอพูดออกมาว่า “ที่กูบ่นอย่างนี้ เพราะเสียดายเงินพ่อแม่เว้ย”

ผมเลยสวนกลับทันทีว่า “ถ้าเสียดายเงินพ่อแม่ ก็ตั้งใจเรียนสิวะ”

โอหยุดชะงัก

ผมพูดต่ออีกว่า “แยกให้ออกสิว่าอันไหนแก่น อันไหนเปลือก”

ผมจำเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ไม่ชัด แต่ที่แน่ๆ โอกับไก่หยุดวิจารณ์มหาลัย เพราะแม้สิ่งที่ผมพูดมันจะดูแรง แต่มันก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง

เพราะคาบแรกเมื่อเช้านี้มันก็ไม่ได้ไปเรียน

—–

หากมองไปรอบๆ ตัว เราจะเห็นการแก้ปัญหาที่เปลือกอยู่ไม่น้อย

เราเซ็นเซอร์ปืนในทีวี แต่เราไม่เคยเห็นละครเรื่องไหนที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วจะโดนตำรวจจับด้วยข้อหากระทำชำเรา

เราเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่เราก็ยังยอมจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือใช้เส้นสายเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่เราหมายมั่นปั้นมือ

เราอยากจะใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่า แต่พอว่างเมื่อไหร่เราก็ก้มดูมือถือ

คนเราชอบแก้ปัญหาที่เปลือกเพราะว่ามัน “ง่ายดี” และ “ไม่ต้องคิดเยอะ”

ไม่ผิดครับ อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ผมห่วงแค่เพียงอย่างเดียว

ว่าถ้าเรามัวใส่ใจแต่เรื่องเปลือก จนไปสำคัญผิดว่ามันเป็นแก่นแล้วล่ะก็

เราอาจจะไม่มีวันได้สิ่งที่เราต้องการเลยก็ได้

—–
ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia 

จ้าง 500 เล่น 5,000

20150530_500_5000

จงสร้างนิสัย จ้าง 500 แต่เล่น 5,000 แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

– บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

—–

คำว่าจ้าง 500 เล่นซะ 5000 นี่ถือเป็นคำแซวคนที่ทำอะไรโอเว่อร์เกินไป

แต่คุณบอย วิสูตร แสงอรุณเ ผู้เขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “อิสระเราราคาเท่าไหร่” สามารถพลิกมุมมองให้เป็นประโยคชวนคิดได้

ชวนให้นึกถึงเพลง “สุดสุดไปเลย” ของนูโว

ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแต่ ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่ลังเล ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไปไม่ต้องยั้ง

ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เขาจ้างจะจ้างเรามาด้วยเงินกี่มากน้อยก็แล้วแต่ เมื่อเราตัดสินใจรับข้อเสนอแล้ว ก็ควรจะซื่อตรงกับวิชาชีพของตัวเอง

ถ้ามัวคิดแต่คิดว่า เจ้านายลำเอียง ให้เงินเดือนเราน้อยกว่าคนอื่น ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำงานในแต่ละวันด้วย “เกียร์หนึ่ง” เป็นเพียงรถหวานเย็นฉิ่งฉับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ไปสนใจว่ารายได้ของเราจะมากหรือน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแค่ไหน

แต่สนใจเพียงแค่ว่า แต่ละวันเราได้ใช้ “เกียร์สี่” และได้ลงมือสุดฝีมือแล้วหรือยัง

ไม่มีบ่น ไม่เป็นคนงอแง ไม่มัวแต่มานั่งสงสัย

ความสามารถของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งงานและเงินเดือนที่เหมาะสมก็จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง

ผมเชื่ออย่างนั้นครับ