ตอนเลิกกัน ใครเจ็บกว่า?

20150529_BreakUpWhoHurtsMore

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora และ “ตัดเก็บ” เอาไว้นานแล้ว

วันนี้วันศุกร์สบายๆ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟังนะครับ

คำถามก็คือ Who is affected more by a breakup, the boy or the girl?

เวลาเลิกกัน ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากัน?

คำตอบที่ได้รับโหวตอย่างท่วมท้นที่สุดมาจาก Shivam Mishra ครับ

Ever seen two kids playing with a rubber band? Two innocent kids holding on to a rubber band and both stretching it.

Do you know who gets hurt when the rubber band breaks or if someone lets go?

The person holding on to it…

เคยเห็นเด็กสองคนเล่นหนังยางกันมั้ย? เด็กไร้เดียงสาที่ต่างเกี่ยวหนังยางเอาไว้คนละด้าน และดึงหนังยางให้ห่างออกจากกัน

รู้มั้ยว่าเวลาที่หนังยางมันขาด หรือเวลาที่คนใดคนหนึ่งปล่อยหนังยาง ใครกันที่เจ็บตัว?

คนที่ไม่ยอมปล่อยหนังยางไง

คนทำงานดึก 8 ประเภท

20150528_LateNightWorkers

คนทำงานดึก 8 ประเภท

เชื่อว่าทุกคนที่ทำงานในบริษัทจะมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ชอบอยู่ออฟฟิศจนดึกจนดื่นเป็นประจำ

เท่าที่ผมสังเกตดู สามารถจำแนกแจกแจงคนที่ชอบทำงานจนดึกจนดื่นออกมาได้ 8 ประเภท โดยที่บางคนอาจจะอยู่ได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ถ้าคุณรู้จักใครที่ทำงานดึก (ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวคุณเองด้วย) ลองดูนะครับว่าเขาอยู่ในกลุ่มที่กล่าวมาหรือเปล่า

1. พวกมนุษย์ค้างคาวโดยธรรมชาติ
กลุ่มนี้เราจะเห็นได้เฉพาะในองค์กรที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้างาน หรือเป็นเจ้าของกิจการซะเอง เป็นพวกไม่ชอบตื่นเช้า (ซัก 8 โมงนี่ถือว่าเช้าสำหรับเขาแล้ว) เข้างานสิบโมงหรือสิบโมงครึ่ง แล้วก็ทำงานไปจนถึงสองสามทุ่ม กลับบ้านแล้วก็ยังมีชีวิตช่วงกลางคืนต่อไปจนถึงตีหนึ่งหรือตีสองถึงจะเข้านอน

2. พวกติดกับดักงานเร่งด่วน
คนกลุ่มนี้คือคนที่ใช้ชีวิตเหมือนมีไฟลนก้นตลอดเวลา พรุ่งนี้ต้องไปนำเสนองานกับลูกค้าแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มทำสไลด์เลยซักหน้า ก็เลยต้องอยู่ทำงานจนดึกจนดื่น และงานชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ในคิวก็จะรวนไปด้วย เพราะจะ “ไม่มีเวลาทำ” จนกว่ามันจะจวนตัวจริงๆ

คนเหล่านี้มักจะเหนื่อยหนักและสุขภาพไม่ค่อยดีเพราะนอนไม่ค่อยพอ ดื่มกาแฟจัด และกินข้าวดึก

3. พวกตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน
ที่งานไม่เดินอาจจะเพราะความจำเป็นเช่นมีประชุมเยอะ หรือระหว่างวันต้องช่วยเหลือคนอื่นจนต้องเก็บงานของตัวเองมาทำตอนที่เพื่อนร่วมงานกลับบ้านไปหมดแล้ว

หรืออีกประเภทหนึ่งคืองานไม่ค่อยเดินเพราะระหว่างวันมัวแต่เมาธ์หรือเล่นเน็ตซะเพลิน รู้ตัวอีกทีก็สี่ห้าโมงเย็นแล้ว เลยต้องอยู่ปั่นงานให้เสร็จ

4. พวกทุ่มเท
มาทำงานเช้าตรู่ และกลับเป็นคนเกือบสุดท้าย ผมเรียกคนเหล่านี้ว่าซุปเปอร์แมน ทำงานเสร็จเยอะและมีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ จนกลายเป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมงานทุกคน

5. พวกอยากให้เจ้านายเห็นว่าทุ่มเท
พวกนี้จะไม่ขยันเท่าไหร่หรอก ตอนเย็นอาจจะไปหาอะไรกินหรือทำกิจกรรมสันทนาการจนถึงทุ่มกว่าๆ แล้วค่อยมาทำงานต่ออีกหน่อย อาจมีส่งเมล์ตอนดึกๆ บ้าง โดยแอบหวังลึกๆ ว่าเจ้านายจะเห็นว่าเราทำงานดึกแค่ไหน

ทำอย่างนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะเจ้านายอาจจะมองว่าที่ต้องทำงานดึกเพราะระหว่างวันไม่ค่อยทำงาน หรือจัดการเวลาไม่ดีก็ได้ หรือร้ายไปกว่านั้นเจ้านายเค้าฉลาดพอที่จะมองออกว่าเราแกล้งทำเป็นทำงานดึกไปอย่างนั้นเอง

6. พวกต้องทำงานกับฝรั่ง
ถ้าต้องทำงานกับบริษัทที่ “truly international ” การทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ยุโรปหรืออเมริกาอาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก เวลานัดประชุมกัน กว่าเพื่อนร่วมงานที่นิวยอร์คจะถึงออฟฟิศ ที่บ้านเราก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว

ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยการผลัดกันอยู่ดึก เช่นเดือนนี้เรายอมประชุมตอนสองทุ่มบ้านเรา-แปดโมงบ้านเค้า ส่วนเดือนหน้าก็ประชุมแปดโมงบ้านเรา สองทุ่มบ้านเค้า หรืออีกวิธีที่นิยมใช้กันคือประชุมที่บ้านครับ เพราะส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีประชุมผ่านโทรศัพท์ที่เรียกว่า teleconference อยู่แล้ว

7. พวกติดร่างแหวัฒนธรรมองค์กร
องค์กรบางแห่งต้องทำงานดึกเป็นประจำ อย่างพวกเอเจนซี่โฆษณานี่ปั่นงานกันเลยเที่ยงคืนเป็นว่าเล่น

ถึงงานเราจะเสร็จแล้ว แต่ถ้าเพื่อนอยู่ดึก แถมหัวหน้าก็อยู่ดึก หากเรากลับเร็วก็อาจจะกลายเป็นแกะดำได้

8. พวกไม่มีชีวิตนอกที่ทำงาน
กลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่ม “ผู้หญิงเก่ง” (ทำไมเราไม่มีคำว่า “ผู้ชายเก่ง”?) ที่ทำแต่งาน จนงานกลายมาเป็นอัตลักษณ์และเป็นตัวชี้วัดหลักสำหรับความสำเร็จหรือความสุขของเขา กลุ่มนี้จะน่าเห็นใจตรงที่ “ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากงาน” หรือ “ไม่รู้จะกลับบ้านเร็วไปทำอะไร” เพราะไม่มีแฟน ไม่มีงานอดิเรก ไม่ค่อยได้เจอเพื่อน ก็เลยเอาเวลาและความสนใจมาลงกับงานอย่างเดียว กลุ่มนี้ดูไม่ยากเพราะหายใจเข้าออกเป็นเรื่องงาน ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนหรือเป็นวันอะไรของสัปดาห์

—–

ถ้าใครติดกับการทำงานดึกแล้วอยากจะออกจากวงจรนี้ ผมก็มีข้อเสนอมาให้พิจารณานะครับ

– ในกรณีที่ทีมอยู่ดึก อาจจะต้องเลิกแคร์สายตาคนอื่นบ้าง เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เขาเข้าใจในความต้องการ/ความจำเป็นของเรา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องแสดงฝีมือให้เขาเห็นว่า ถึงเราจะกลับบ้านเร็วแต่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเรานั้นยังเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

– ในกรณีที่คุยกับหัวหน้าแล้วเขาไม่ยอมให้เราเปลี่ยน อาจต้องลองหาทางย้ายทีมหรือย้ายองค์กร

– ในกรณีที่ตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน หรือติดกับดักงานเร่งด่วนตลอดเวลา ขอให้ลองใส่ใจกับงานที่ “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” ให้มากขึ้น เพราะมันจะทำให้เราป้องกันเรื่องเร่งด่วนได้ไม่น้อย

– ในกรณีที่ “งานเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมี” ก็ลองหาสิ่งอื่นทำดูบ้าง เช่นไปลงเรียนโยคะ เข้าคอรส์ฟิตเนส เข้ากลุ่ม Meetup หรือนัดเจอเพื่อน ผมว่านี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะทำให้ชีวิตเรามีมิติ และมีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจครับ

เคยพูดไปแล้วแต่ขอพูดอีกครั้ง:

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 เรื่องราวที่อาจจะช่วยให้คุณได้มองโลกในมุมใหม่ๆ ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

เสรีทัศนะ

20150527_FreeSpeech

What this country needs is more free speech worth listening to.

สิ่งที่ประเทศนี้ต้องการคือทัศนะเสรีที่ควรค่าแก่การฟัง

– Hansell B. Duckett

—–

แม้บ้านเมืองเราจะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่(ยัง) ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ผมว่าคนไทยเราเองมีเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่ายุคก่อนๆ เสียอีก

เหตุผลหลักคือสื่อกลางที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนเวลาเราจะบ่น (หรือพ่น) เรื่องอะไรออกมา คนที่ได้ฟังก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หรือคนที่เราคุยโทรศัพท์ด้วยไม่กี่คน

แต่ในยุคที่เกือบทุกคนใช้เฟซบุ๊ค ไม่ว่าเราจะพิมพ์อะไรลงใน status update ก็จะมีคนเห็นเป็นสิบ เป็นร้อย หรือเป็นพันคน

แม้สิ่งที่เราเขียนบ่นจะอยู่ใน “พื้นที่ส่วนตัว” ของเรา แต่เมื่อมันไปโผล่ใน News Feed ของคนอื่น เส้นคั่นระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะจึงไม่มีอีกต่อไป

ดังนั้น ถ้าผมเจอความคิดเห็นชนิดดุเดือดเข้มข้นของเพื่อนบางคนโผล่เข้ามาใน News feed ของผมบ่อยๆ ผมอาจจำเป็นต้องตั้งค่าเฟซบุ๊คเสียใหม่ให้มันไม่แสดงอัพเดตของเพื่อนคนนั้น

ยังรักเพื่อนเหมือนเดิมนะ และพร้อมรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วย แต่บางถ้อยคำอ่านแล้วมันนำพาความไม่สบายใจมาให้ เป็นมลภาวะทางสายตาและอารมณ์ จึงต้องลุกขึ้นมาปกป้อง “พื้นที่ส่วนตัว” ของผมเองบ้างเช่นกัน

สนับสนุนให้ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดครับ แต่ก็แอบหวังว่าพวกเราจะใช้เสรีภาพนั้นด้วยความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความเคารพซึ่งกันและกันครับ

เป็นตัวของตัวเองเถอะ

20150510_SeksanEnemy

อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป

– เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

—–

สมัยผมเรียนม.ปลายอยู่ที่นิวซีแลนด์ เวลาจะไปไหนก็มักจะเดินหรือไม่ก็ใช้จักรยาน ซึ่งเพียงพอสำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเทมูก้า (Temuka) ที่มีประชากรเพียง 4,000 คน (น้อยกว่าจำนวนคนในตึกอื้อจื่อเหลียงที่ผมทำงานซะอีก)

และการปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนในวันหนึ่ง ก็ได้ให้บทสรุปกับผมที่คล้ายคลึงกับประโยคของคุณเสกสรรค์ข้างต้น

ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นผมน่าจะปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนชื่อสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาปั่นไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง

วันนั้นแดดไม่ออก เห็นได้ชัดว่ามีลมพอสมควร ผมถามตัวเองว่าจะใส่เสื้อไปกี่ชั้นดี และจะใส่ถุงมือกับหมวกไหมพรมไปดีมั้ย

ผมตัดสินใจใส่เสื้อแค่สองชั้น ได้แก่เสื้อยืดและเสื้อไหมพรม cotton wool และไม่ได้ใส่ถุงมือหรือหมวกไป

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ตอนนั้นมันยังไม่เข้าหน้าหนาว ถ้าผมใส่เสื้อผ้าไปสามสี่ชั้น แล้วใส่หมวกไหมพรม ใส่ถุงมือซะ “เต็มยศ” มันจะดูไม่อ่อนแอ ไม่ cool สุดๆ

ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมกำลังปั่นได้ครึ่งทางอยู่บนถนน Richard Pearse Drive ลมเย็นพัดมาทีก็หนาวเข้ากระดูกเพราะเสื้อมันไม่ได้กันลม แถมมือกับหูก็เย็นจนเจ็บจนชาไปหมด ผมปั่นจักรยานสั่นงั่กๆ มองมือที่กำแฮนด์จักรยานไว้แน่น แล้วก็บ่นกับตัวเองซ้ำๆ ว่า “กูไม่น่าเลย”

แล้วผมก็คิดได้ว่า มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่ต้องมาทรมานกับความหนาว เพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองเราอย่างดูถูก

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมถือคติเลยว่า ไม่เท่ไม่เป็นไร ขอให้อุ่นไว้ก่อน

เพราะเอาเข้าจริง ใครจะไปสนใจว่าเราใส่เสื้อผ้าอะไรบ้าง ขนาดเราเองยังจำคนอื่นไม่ได้เลย

—–

“โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น”

อาจจะด้วยประโยคนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยจะเถียงหรือสู้รบปรบมือกับใคร รวมถึงขี้เกียจที่จะแก้ต่างเรื่องบางเรื่องที่คนเข้าใจผิดด้วย เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น คนที่เขามองเราในแง่ลบ ต่อให้เรายกเหตุผลหรือหลักฐานอะไรมา เขาก็ยังพร้อมจะมองเราในแง่ลบอยู่ดี

แล้วเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดหรือพูด ก็แทบไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไรกับเราเลย

ยิ่งสมัยนี้ที่ทุกอย่างมาไวไปไว พรุ่งนี้มะรืนนี้เขาก็ลืมเรื่องของเราและไปเมาธ์เรื่องคนอื่นแล้ว

ถ้าเราสามารถจะปล่อยวางความต้องการที่จะดูดีในสายตาคนอื่น และสนใจความรู้สึก-ความต้องการของตัวเองและคนใกล้ชิดให้มากขึ้น

ผมว่าชีวิตเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

7 สิ่งที่คุณจะได้จากการไปเที่ยวต่างแดน

20150525_7ThingsFromTraveling

หากคุณได้อ่านยูโรมโนสาเร่ของผมทั้ง 14 ตอน คงพอจะรู้ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวยุโรปมา

ผมเชื่อว่า การไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากได้พักผ่อนและได้ไปเยือนสถานที่ที่เราอยากไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้อีกหลายข้อ จึงขอรวบรวมเท่าที่คิดได้มาไว้ ณ ตรงนี้นะครับ

1. ได้ฝึกการวางแผน
การเตรียมตัวไปเที่ยวนี่ต้องใช้พลังงานเยอะมากนะครับ เผลอๆ เยอะกว่าตอนทำงานอีก เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ต้องจัดระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่นต้องรู้ก่อนว่าอยากจะเที่ยวที่ไหน จากนั้นก็ต้องเช็คกับสถานฑูตประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า (บางประเทศอย่างอังกฤษบอกว่าไม่ควรจองตั๋วเครื่องบินก่อน แต่ประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีเอกสารละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละคืนจะอยู่ที่ไหนเลยทีเดียว) จากนั้นก็ต้องจองที่พัก (ผมใช้บริการ airbnb.com นะครับ ใครไม่เคยลองขอแนะนำ!) จองตั๋วรถไฟระหว่างเมือง หรือจองรถยนต์ ต้องไปทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า ต้องแลกเงินเตรียมไว้ ต้องจัดกระเป๋าเดินทาง (แฟนผมเก่งมาก เราไปเที่ยวกัน 18 วัน จัดกระเป๋าแค่ใบเดียว น้ำหนัก 18 กิโลเท่านั้น)

2. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็จะมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่นการเที่ยวบางที่ใช้เวลามากกว่าที่คิด หรือสภาพอากาศไม่เป็นดั่งใจ หรือคนร่วมทางไม่สบาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะนำพาความเครียดมาให้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ทริปนั้นสนุกและน่าจดจำ

3. ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเรื่องธรรมดา
ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมชอบไปเดินทางต่างถิ่น เพราะมันทำให้เราก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ และได้เรียนรู้ว่า มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีนะเฟ้ย

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่บ้านเขากับบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ใช้วิธีการต่างกันนะครับ

3.1 การตรวจกระเป๋าที่สนามบิน – ที่เมืองไทยเราต้องเอากระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ก่อน แล้วจึงค่อยเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ด้วยขั้นตอนแบบนี้ทำให้เราต้องทิ้งน้ำไปทั้งขวด (แล้วมาเสียเงิน ซื้อน้ำแพงๆ ด้านในแทน) แต่ที่สนามบินปราก เขาเอาเครื่องเอ๊กซ์เรย์มาไว้ที่ประตูขึ้นเครื่องเลย

3.2 การติดราคาหนังสือ – ราคาหนังสือในเมืองไทยจะพิมพ์ไว้บนปกหน้าหรือปกหลัง ราคาหนังสือในปราก จะใช้ดินสอเขียนเอาไว้บนหน้าสุดท้ายของเล่มนั้นๆ

3.3 การเดินทาง – เมืองไทยใช้วิธีตรวจตั๋วก่อนแล้วถึงจะขึ้นรถบัส/รถไฟฟ้าได้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย และนานๆ ทีถึงจะมีพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาบนรถเพื่อตรวจและปรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว

3.4 การแม็กกระดาษ – ที่เมืองไทยเราจะเย็บแม็กเป็นแนวเฉียงเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมกับมุมกระดาษ ที่ฝรั่งเศษจะเย็บแม็กเป็นแนวนอนขนานกับเส้นขอบกระดาษ

4. ได้เล่นมือถือน้อยลง
เวลาไปเที่ยวผมมักไม่ได้ซื้อ sim card ของที่นั้นๆ ทำให้เวลาออกนอกบ้านจะใช้มือถือไว้สำหรับถ่ายรูปและไว้ดูแผนที่ Google Maps ที่เซฟ Offline Map มาไว้แล้วเท่านั้น

พอก้มมองมือถือน้อยลง ก็เลยได้เงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น ได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ได้คุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ เรามากขึ้น

5. ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
ช่วงท่องเที่ยวเราจะมีเวลาว่างสองสามชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งช่วงที่นั่งรอเครื่องบิน และช่วงที่เดินทางในรถไฟหรือรถบัส ยิ่งถ้าเราไม่มีมือถือให้เล่นด้วยแล้ว เราจะมีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งที่เราไม่เคยมีเวลาได้คิด และได้มีเวลาทำความเข้าใจกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

6. ได้รู้จักเพื่อนใหม่
ตอนที่ผมไปพักที่แมนเชสเตอร์ ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เธอชื่อแคริสติโอน่า เป็นแม่ของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักด้วย แคริสตี้ (ชื่อเล่นของแคริสติโอน่า) เป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายสก๊อตทิชและแอฟริกัน อายุของเธอน่าจะราวๆ 50 นิดๆ ตอนที่ผมไปนั้น แคริสตี้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวแบบ backpack ที่อินเดียคนเดียวนาน 6 เดือน เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีบ้านแล้ว แต่กลับมาอังกฤษเพื่อมาทำงานเก็บเงิน แล้วเดือนสิงหาคมก็จะออกเดินทางอีก (คราวนี้อาจจะไปเนปาล)

นอกจากจะเป็นนักเดินทางตัวยงแล้ว เธอยังรู้จักวิธีการใช้พลังเรกิบำบัดอีกด้วย เธอเรียนศาสตร์นี้มา 18 ปีแล้ว และเก่งถึงขั้นเป็นเรกิมาสเตอร์ คือสอนคนอื่นได้ด้วย เสียดายที่ผมมีเวลาน้อยไปนิดไม่อย่างนั้นคงจะขอเรียนเรกิขั้นพื้นฐานไปแล้ว!

7. ได้เห็นคุณค่าของเมืองไทยมากขึ้น
ผมว่าคนที่เคยไปอยู่เมืองนอกนานๆ หลายคน จะมีข้อสรุปหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือ “เมืองไทยนี่โคตรเจ๋งเลย” คนที่ไปเที่ยวเมืองนอกนี่อย่างน้อยๆ ต้องคิดถึงอาหารไทย เพราะมันหลากหลายและไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง แต่เมืองไทยมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของที่ราคาไม่แพง ร้านค้าเปิดทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ อากาศอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ยังดีกว่าหนาวจนไม่อยากอาบน้ำ ฯลฯ

คนไทยหลายคนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนสวิสกับคนญี่ปุ่นก็ชอบเมืองไทยมากๆ เช่นกัน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์นี่ต่อให้ประเทศเขาจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทะเล (ลองดูในแผนที่ได้) เคยมีคนสวิสคนนึงที่ผมรู้จักแปะรูปภาพชายหาดของเมืองไทยไว้ในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ

—–

ผมเชื่อว่าการเดินทางที่ดีคือการเดินทางที่บังคับให้เราก้าวออกจากโลกเดิมๆ และความเคยชินเดิมๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เติบโต

ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ครับ

“It’s a funny thing coming home. Nothing changes. Everything looks the same, feels the same, even smells the same. You realize what’s changed, is you.”

“การได้กลับบ้านเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ความรู้สึกก็เหมือนเดิม แม้กระทั่งกลิ่นก็ยังกลิ่นเดิม แล้วคุณจึงได้ตระหนักว่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือตัวคุณเอง”