กว่าจะสำเร็จ

20150524_MessiOvernightSuccess

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success

ผมใช้เวลาไป 17 ปีกับอีก 114 วันที่ก่อนจะได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน

– Lionel Messi

—–

ผู้ชายที่ดูบอลทุกคนจะรู้ว่านักบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันมีสองคนคือเมสซี่แห่งบาร์เซโลน่า กับคริสเตียโน โรนัลโดแห่งเรียลมาดริด

ผมว่าเผลอๆ สองคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกนี้เคยมีมาด้วยซ้ำ ต่อให้เทียบกับเปเล่หรือมาราโดน่าก็เถอะ

ส่วนตัวผมจะแอบเชียร์โรนัลโดมากกว่าหน่อย เพราะเป็นเด็กเก่าแมนยูฯ และดูเขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่องมากกว่า

แต่ขณะเดียวกัน เมสซี่เหมือนได้รับพรพิเศษจากพระเจ้า ถ้าบอลอยู่ในเท้าเขาแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้

แน่นอน นักฟุตบอลระดับโลกนั้นล้วนแต่มีพรสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่โลกไม่ค่อยได้เห็นคือพวกเขาต้องฝึกหนักแค่ไหนก่อนจะมาถึงจุดนี้

ฟิล เนวิล อดีตแบ๊คซ้ายของแมนยู เคยให้สัมภาษณ์ว่าโรนัลโด้คือนักเตะที่ขยันซ้อมที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ซ้อมกับทีมวันละสองชั่วโมงเสร็จแล้วยังไปเล่นเวทต่ออีก 3-4 ชั่วโมงทุกวัน

ผมเคยอ่านเรื่องของเดวิด เบ็คแฮม ว่าสมัยที่อยู่แมนยูฯ พอหลังจากซ้อมทีมเสร็จ เพื่อนร่วมทีมกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เบ็คแฮมจะอยู่ซ้อมปั่นฟรีคิกต่อคนเดียว จนกว่าโค้ชจะมาลากตัวออกจากสนามเพราะห่วงว่าจะล้าเกินไป

เราเห็นนักฟุตบอลโชว์ลีลาในสนามสัปดาห์ละชั่วโมงครึ่ง แต่กว่าจะมายืนอยู่ในสนามในแต่ละครั้งได้ เขาต้องอย่างหนักซ้อมถึงสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง และกว่าจะได้มาเล่นในสโมสรระดับโลกอย่างแมนยูฯ นั้น เขาต้องใช้เวลาอยู่กับลูกบอลมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

คนที่เป็น “ตัวจริง” ในวงการ ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ล้วนลงแรงมากกว่าคนทั่วไปกันทั้งนั้น

กว่าเป็นสตีฟ จ๊อบส์พูดเปิดตัวไอโฟนให้โลกตะลึง
กว่าโน๊ส อุดมจะสามารถทำเดี่ยวไมโครโฟนให้คนติดใจ
หรือกว่าเบิร์ด ธงไชยจะร้องเพลงและเต้นรำในคอนเสิร์ตอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมเชื่อว่าเขาใช้เวลาไปหลายสิบหลายร้อยชั่วโมงไปกับการเตรียมตัวก่อนขึ้นเวที

เพราะความเป็นเลิศไม่มีทางลัดครับ

—–

ผมขอจบตอนนี้ด้วยนิทานเรื่องปิกัสโซ่นะครับ

พาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) คือศิลปินระดับอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก

วันหนึ่งขณะไปเดินตลาด ผู้หญิงคนหนึ่งจำปิกัสโซ่ได้ จึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ปิกัสโซ่แล้วบอกว่า

“ฉันเป็นแฟนตัวยงของคุณมานานแล้ว ช่วยวาดภาพให้ซักภาพเป็นที่ระลึกได้มั้ยคะ?”

ปิกัสโซ่ยิ้มและสเก็ตช์ภาพลงในกระดาษแผ่นนั้นแต่โดยดี ก่อนจะยื่นกระดาษกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ชิ้นนี้ 1 ล้านดอลล่าร์ครับ”

“แพงไปป่ะค่ะคุณปิกัสโซ่! คุณวาดไม่ถึง 30 วินาทีด้วยซ้ำ!”

ปิกัสโซ่หัวเราะแล้วตอบว่า “คุณครับ ผมใช้เวลาฝึกฝนอยู่ถึง 30 ปีเพื่อที่จะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ได้ใน 30 วินาทีนะครับ”

เริ่มได้แล้ว

20150523_StartToday

A year from now you may wish you had started today

อีกหนึ่งปี คุณอาจจะนึกเสียดายว่าคุณน่าจะเริ่มมันตั้งแต่วันนี้แล้ว

– Karen Lamb

—–

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการหมุนตามโลก (ซึ่งหมุนเร็วขึ้นทุกวัน)

ข้อเสียอีกอย่างของการหมุนตามโลกคือเรามัวแต่ยุ่งเรื่องการตามเรื่องราวภายนอกจนลืมสำรวจเรื่องราวภายใน

ว่าจริงๆ แล้วตอนนี้เรามีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างรึเปล่า

วันเสาร์กำลังจะหมดไป ผมรู้ตัวเลยว่า ได้ใช้เวลาไปกับเฟซบุ๊คเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำก็ยังไม่ได้ทำ ขนาดบล็อกก็เพิ่งจะได้มาเขียนเอาตอนเกือบๆ ห้าทุ่มแล้ว!

ผมเคยอ่านบทความของ James Altucher ที่บอกวิธีง่ายๆ ว่าจะหา Passion ของเราเจอได้อย่างไร

เขาบอกว่า ให้ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณมีเงินหนึ่งพันล้านบาท คุณจะทำอะไร

ย้ำว่า “ทำ” อะไร นะครับ ไม่ใช่ “ซื้อ” อะไร

หาก “เงิน” ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร

เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็เริ่มทำมันเสียแต่วันนี้

ครับ ถึงจะทำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เชื่อเถอะว่าคุณเริ่มก้าวแรกได้แน่ๆ

ผมเองก็ลองถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าวันนี้มี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว จะทำอะไรบ้าง

คำตอบที่ได้ก็คือ อ่านหนังสือเยอะๆ เดินทางเยอะๆ ภาวนาเยอะๆ เอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน-เที่ยว-ภาวนา มาเล่าให้ฟัง อ้อ แล้วก็อยากเล่นดนตรี กับเตะบอลเยอะๆ ด้วย

อืม…เอาเข้าจริงๆ ของพวกนี้ ไม่ต้องใช้เงินพันล้านก็ทำได้อยู่แล้วเนอะ

โอเคล่ะ เวลาที่เหลือจากการทำงานอาจจะไม่เอื้อให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ “เยอะ” แบบจุใจ

แต่เมื่อมองจำนวนนาที (หรือชั่วโมง) ที่ใช้ไปกับการ “ฆ่าเวลา” บนมือถือในวันนี้ ก็คงต้องบอกตัวเองว่าเวลาน่ะมี เพียงแต่ต้องใช้อย่างมีสติมากกว่านี้

ความปรารถนาหลายอย่างที่เรามีแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อมหรือยังต้องเก็บเงินอยู่

แต่จริงๆ แล้วหลายๆ อย่างไม่ต้องรอนะครับ เริ่มก้าวแรกโดยที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ

และในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เมื่อมองกลับมา คุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจ “เริ่มต้น” ครับ

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้

ยูโรมโนสาเร่ตอนที่ 14

5 เรื่องเล่าจากเมืองแมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์คือเมืองสุดท้ายสำหรับการเดินทางไปยุโรปของเราครั้งนี้ครับ

เหตุผลหลักก็คือการไปดูบอลที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล ซึ่งเรื่องนี้ผมจะนำมาเล่าวันหลังครับ

วันนี้ขอเพียงนำความประทับใจเรื่องอื่นๆ จากแมนเชสเตอร์มาเล่าให้ฟังกันก่อน
1. เจอคนดังที่สนามบิน
อังกฤษเป็นเมืองเดียวในยุโรปที่ผมต้องกรอกใบคนเข้าเมือง เพราะที่สวิสกับเชคไม่ต้องกรอก ที่ฝรั่งเศสนี่ผมนั่งรถไฟเข้าไปเลยไม่ต้องกรอก แต่ถ้านั่งเครื่องบินไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

กรอกใบคนเข้าเมืองเสร็จไปต่อคิว จึงเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ พอมองไปตรงกลางกลุ่มก็เห็นคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล สงสัยพาคนกลุ่มนี้มาดูบอล ซึ่งไม่น่าจะเป็นแมนยูฯ เพราะคุณกนกเชียร์ทีมเอฟเวอร์ตัน (เมื่อกี้เข้าไปดู Fan page  จึงเห็นว่ามาในโครงการของเบียร์ช้างซึ่งเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของเอฟเวอร์ตัน)

ระหว่างต่อแถวก็เจอคนเอเชียหัวดำเยอะมากๆ อายุราวๆ 25-40 ปีซะเยอะ ดูหน้าตาไม่น่าจะเป็นประเภทอยากเดินเที่ยวชมเมืองแมนเชสเตอร์

ตอนเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เขาก็ถามว่าเรามาทำอะไร เราก็ตอบไปว่ามาดูแมนยูฯ คร้บ ส่วนแถวข้างๆ คนนึงตอบว่ามาดูบอลลิเวอร์พูล ส่วนอีกคนตอบว่ามาดูคริสตัล พาเลซ

คนบินจากทั่วลงมาลงที่เมืองแมนเชสเตอร์เพื่อมาดูบอลกันเยอะจริงๆ
2. การเดินทางด้วยรถบัส
เรานั่งแท๊กซี่คันสีดำเข้าที่พัก ค่าแท๊กซี่ 18.6 ปอนด์ หรือราวๆ 930 บาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่โอเค โชคดีที่สนามบินแมนเชสเตอร์อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก 25 นาทีก็ถึงแล้ว

ManchesterTaxi

เราคุยกับ Jon ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เขาก็แนะนำว่าถ้าจะเดินทางไปไหนก็ควรจะซื้อตั๋ว DayRider ราคา 3.9 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้ขึ้นรถบัสได้ทั้งวัน (ดีกว่าซื้อตั๋วทีละเที่ยวเพราะราคา 2 ปอนด์) หรือจะซื้อตั๋ว MegaRider ราคา 13.5 ปอนด์ ที่นั่งได้หนึ่งสัปดาห์ก็อาจจะคุ้มแม้เราจะอยู่ที่นี่แค่สามวันกว่าๆ ก็ตาม เพราะมันสามารถใช้นั่งรถบัสไปสนามบินได้ด้วย

สุดท้ายเราก็เลยซื้อ MegaRider โดยซื้อจากคนขับรถเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องซื้อตั๋วอีกต่อไป และเผื่อว่าจะใช้รถบัสเดินทางไปสนามบินในวันสุดท้ายด้วย

แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลอย่างหนึ่งทีจอนไม่ได้บอกกับเรา…

เราเดินทางถึง Piccadilly Gardens ซึ่งเป็นชุมสายของรถบัสที่นี่ (แถมมีชิงช้าสวรรค์น้อยๆ หน้าตาคล้ายๆ London Eye ด้วย แต่ไม่เห็นว่ามันเปิดเลยนะ) จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารเวียดนาม (เพราะแฟนอยากกินเฝอ) ซึ่งดูใน Tripadvisor แล้วมันต้องเดินออกไปนอกเมืองพอสมควร

ปรากฏว่าพอไปถึงแล้วร้านดันปิด คือเปิดแค่ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น (เราไปถึงประมาณสี่โมงเย็น เขาเปิดอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง) เราเลยตัดสินใจจะกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งจึงเดินไปรอที่ป้ายรถเมล์ พอรถผ่านมา รถจอด ประตูเปิด ผมชูตั๋ว MegaRider แต่คนขับรถกลับส่ายหน้าบอกว่าใช้ไม่ได้ เราก็เลยงงเลย ต้องรอรถสายอื่นแทน

20150520_205755

มารู้ทีหลังว่า ในแมนเชสเตอร์มี Bus Operator หลายเจ้า บัตรที่เราซื้อนั้นใช้ได้เฉพาะกับ StageCoach และ MagicBus เท่านั้น ส่วนเจ้าอื่นๆ อีก 3-4 เจ้า (หรืออาจมากกว่านั้น) ใช้บัตรนี้ไม่ได้!

เที่ยวมาตั้งหลายที่ก็เพิ่งเคยเจอ Day Pass ที่ใช้ได้กับรถบัสแค่บางคันนี่แหละ

(แต่หลังจากอยู่ไปสามวัน StageCoach ก็น่าจะเป็นเจ้าที่มีเครือข่ายรถเยอะที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะคุ้มที่สุดแล้ว)

3. คนดำที่นี่มีฐานะกว่าคนดำที่ปารีส
อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อตอนที่ 6 ว่า ที่ฝรั่งเศสมีคนดำเยอะกว่าที่คิด

ที่อังกฤษก็เช่นกันครับ แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนคือคนดำที่แมนเชสเตอร์ดูมีฐานะและมีอนาคตกว่าคนดำที่ปารีสอย่างเห็นได้ชัด

อยู่ที่ปารีส คนดำที่เราพบเห็นมักจะเป็นชายวัยกลางคนขึ้นไป ราวกับว่าเขาย้่ายมาที่นี่เพื่อที่จะมาหางานทำ แต่เท่าที่เห็นคนเหล่านี้มักจะทำงานประเภทขายของพวงกุญแจหอไอเฟลหรือของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวซะมากกว่า

ขณะที่ที่แมนเชสเตอร์ คนดำมีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนโต แถมอยู่กันอย่างมีฐานะด้วย พวกเราเคยเจอคนดำขับบีเอ็มซิ่งไปมาอยู่สองสามหน

4. เกลื่อนกลาดกว่าที่คิด

แฟนผมถึงกับอดอุทานไม่ได้ว่า “นี่หรือเมืองผู้ดี”

เพราะทิ้งขยะกันในที่สาธารณะกันไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ คือบนทางเดินและในรถบัส เอารูปมาฝากให้ดูกันนะครับ

  Manchester_Rubbish
(เศษขยะใกล้ๆ อู่รถบัส)

Manchester_RubbishBread(ทิ้งขนมปังปอนด์ไว้ในรถบัส!)

5. Chai ไม่อร่อยเลย
ผมได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Chai ตอนที่เล่นเกมเกมหนึ่งใน Lumosity เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

จนวันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะไปนั่งร้านกาแฟ Costa Coffee (ที่เดี๋ยวนี้ก็มีสาขาในไทยแล้ว) แล้วเห็นว่ามี Chai ขายพอดี โดยระบุว่าเป็น specialty menu ของอังกฤษ ก็เลยจัดแก้วขนาดกลางมา เพราะแพงกว่าแก้วเล็กแค่ 20 เพนนี

หน้าตามันคล้ายช็อคโกแล็ต แต่รสชาติมันไม่ใช่เลย รlมันหวานๆ เหมือนกินนมผสมกับขิงและอะไรซ่าๆ ก็ไม่รู้ กินได้แค่สองสามอึกก็ไม่ไหวแล้ว แบ่งให้แฟนกินอึกเดียวคุณเธอก็ขอบาย สุดท้ายเลยเหลือทิ้งเพียบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะกินอะไรที่ไม่เคยกิน ให้สั่งไซส์เล็กก็พอ

20150516_201343

—–

เป็นอันจบเรื่องราวในแมนเชสเตอร์นะครับ ขอติดเรื่องที่เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดไว้ก่อนเพราะต้องใช้พลังงานในการเขียนพอสมควร

และบัดนี้ ผมได้กลับถึงเมืองไทยแล้ว จึงขอยุติซีรี่ส์ “ยูโรมโนสาเร่” ไว้แต่เพียงเท่านี้

แต่จะยังเขียนบล็อกอยู่ทุกวันนะครับ ฝาก anontawong.com ไว้ในอ้อมใจของทุกคนต่อไปนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 13

5 เรื่องเล่าจากปราสาทปราก

วันสุดท้ายที่ปราก เราได้ไปร่วมทัวร์ Prague Castle ซึ่งแม้จะเป็นบริษัทเดียวกับทัวร์ฟรีเที่ยวเมืองปรากจากตอนที่แล้ว แต่คราวนี้เป็นแบบคิดตังค์คนละ 300 คราวน์ (ประมาณสี่ร้อยบาท)

ไกด์ของเราชื่อฟิลิป (เขียนว่า Filip) เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เป็นไกด์ที่พูดเก่งมาก เวลาฟังเขาพูดเหมือนฟังนักการเมืองเจนโลกปราศรัยกันเลยทีเดียว แนะนำครับคนนี้

20150514_144005  และนี่คือห้าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการเดินชมปราสาทปรากครับ

1. ความยิ่งใหญ่ของปราสาทปราก

ปราสาทปราก หรือ Prague Castle นั้นคือปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 7.28 เฮกเตอร์ หรือเท่ากับสนามบอล 11.3 สนาม และอยู่มานานถึง 1130 ปี (เห็นความสอดคล้องของตัวเลขมั้ยครับ?)

ด้วยความที่ประเทศนี้ผ่านสงครามมานักต่อนัก เมื่อปี ค.ศ.1541 ปราสาทปรากก็ถูกเผาจนเสียหายไปเสียส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายร้อยปีในการค่อยๆ ซ่อมแซมปรับปรุงตามแต่กำลังทรัพย์ที่ตัวเองมี

แต่ฟิลิปก็บอกว่า

“Maybe the fire was not a bad thing because it gave us a chance to do things even better. We learned that things will work out at the end”

“การถูกไฟไหม้อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้ทำหลายๆ อย่างให้ดีขึ้น พวกเราได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะออกมาโอเค”

#เมืองไทยก็เช่นกัน

2. ไม่มีใครสนใจเรา

ฟิลิปบอกว่า จริงๆ แล้วปราสาทนี้ไม่มีอะไรหรอก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครแคร์ประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะไปเที่ยวที่ไหนถ้าเค้ารู้ว่าเป็นคนเชคก็ไม่มีใครสนใจ

แต่เขาก็ชอบความเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีใครแคร์นี้นะครับ เพราะมันทำให้ประเทศของเขาไม่ค่อยมีปัญหากับใคร และทำให้มีโอกาสได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่เหมือนคนอเมริกันที่บางทีเวลาไปเที่ยวต้องแกล้งบอกว่าเป็นคนแคนาดาเพราะรู้ว่าคนไม่ชอบอเมริกาเยอะ

อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นคนเชคได้ดีคือคนเชคจะมีความขี้เล่นและ “ลูกบ้า” อยู่ในตัว ซึ่งคุณจะเห็นได้ทั่วไปในสิ่งก่อสร้างต่างๆ

เช่นพอเข้าประตูปราสาทเข้าไปเราจะเจอสวนที่มีต้นซากุระจากญี่ปุ่น แถมยังมีจุดที่คนไปยืนตะโกนชื่อตัวเองแล้วได้ยินเสียงสะท้อนอย่างชัดเจน ท้้งๆ ที่มันเป็นแค่สวนต้นไม้ ไม่ใช่เวทีการแสดงหรืออะไรทั้งสิ้น การมีอะไรที่ดูผิดที่ผิดทางนี่แหละที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนเชค

20150514_151846
3. คุณลุงชูป้าย

ตอนเราจะเข้าปราสาท เราได้พบคุณลุงคนนี้

20150514_152726
ฟิลิปอธิบายให้ฟังว่า ระบบยุติธรรมของเชคนั้นชักช้าและล้าหลังมาก เคยมีนักเทนนิสอาชีคนหนึ่งยื่นฟ้องหย่าตั้งแต่ปี 1985 แต่กว่าจะหย่าสำเร็จก็ปี 2005!

สำหรับคุณลุงคนที่มาชูป้ายนี้ เคยมีหนี้ก้อนเล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารมีการใส่ข้อมูลผิดพลาดในระบบ ทำให้โดนคิดดอกเบี้ยทบต้นถึง 103 ปี อันเป็นเหตุให้คุณลุงคนนี้โดนยึดบ้าน คุณลุงได้ทำการร้องเรียนแล้วแต่เรื่องก็ยังไม่คืบหน้า เลยมายืนถือป้ายประท้วงที่นี่เพื่อป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของที่นี่มันล่าช้าแค่ไหน

ฟิลิปบอกว่า นี่ก็เป็นปีที่ 5 แล้วที่คุณลุงมายืนชูป้ายที่นี่ทุกวัน

4. มหาวิหารนักบุญไวตัส (St. Vitus Cathedral)
Saint Vitrus Cathedral เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเชค รีพับบลิค เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1344 โดยกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชคคือ Charles IV (ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง Charles Bridge ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทุกคนที่มาเที่ยวปรากต้องมาเยือน)

แม้กระนั้นพระเจ้าชาลส์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนที่โบสถ์จะสร้างเสร็จ มิหนำซ้ำโบสถ์ยังเป็นอาคารหนึ่งที่ถูกเปลวเพลิงในปี 1541 แผดเผาจนพังไปไม่น้อย ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะบูรณาการและก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1929 รวมใช้เวลาในการสร้างทั้งหมดถึง 585 ปี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมีสามประการ

4.1 ประชากรส่วนใหญ่หรือ 75% ของเชคไม่นับถือศาสนาอะไรเลย (ฟิลิปบอกว่า We are one of the most godless nations in the world) เพราะฉะนั้นโบสถ์นี้อาจจะไม่ได้มีความหมายมากนักในเชิงจิตวิญญาณ แต่มันสำคัญเพราะว่ามันเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย และมหาวิหารนี้ก็เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของเชคหลายท่านด้วยกัน

4.2 จุดเด่นของ Cathedral หลายๆ แห่งคือ Stained Glass Window ซึ่งมักจะบ่งบอกเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล

มหาวิหารเซนต์ไวตัสก็มีกระจกสีเช่นกัน แต่การก่อสร้างกระจกสีนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย ทางการเลยใช้วิธีหา “สปอนเซอร์”

Stained Glass Window บานนึงจึงมีตราประจำตระกูล (Coat of Arms) ของตระกูล Schwarzenberg ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินก่อสร้างกระจกสีบานนี้

แต่ที่ฮาคือมีกระจกสีอีกบานนึงซึ่งชื่อสปอนเซอร์ไม่ได้เป็นตราประจำตระกูล แต่เป็นประโยคคำพูดว่า “บริษัทประกันภัยแห่งแรกในเชค”!

4.3 ด้านหน้าของมหาวิหาร จะเห็นว่ามีบางส่วนที่ยังสร้างไม่ครบถ้วนตามแบบ เพราะเงินหมดเสียก่อน แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีรูปแกะสลักสี่รูปที่เพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในแบบ แถมรูปแกะสลักสี่รูปนี้ดันไม่ใช่รูปของนักบุญหรือเทพอะไรทั้งนั้น แต่เป็นผู้ชายใส่สูทผูกไทด์สี่คนครับ (ในรูปจะเห็นแค่สองคน เพราะอีกสองคนอยู่อีกฝั่งนึง)

ผู้ชายสี่คนนี้คือสถาปนิกที่ได้รับการว่าจ้างให้มาออกแบบโบสถ์ ที่แสบก็คือ เงินหมดทำตามแบบได้ไม่ครบ แต่ดันแกะสลักรูปตัวเองไว้หน้าโบสถ์ซะอย่างนั้น

20150514_160814_Marked
5. ติดไฟให้ปราสาทปราก

เมื่อตอนที่เชคผ่านพ้นการปกครองของคอมมิวนิสต์ในปี 1990 ก็มีการระดมสมองกันว่าจะเฉลิมฉลองอย่างไรดีให้มัน “สุดเหวี่ยง” และ “ไม่เป็นคอมมิวนิสต์” แบบสุดๆ

ทางการปรากก็เลยเชิญวง Rolling Stones จากอเมริกามาเล่นคอนเสิร์ตซะเลย

จำได้มั้ยครับว่าในยูโรมโนสาเร่ตอน 11 คนเชคขายของเก่งแค่ไหน?

หลังจากเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกไปแล้ว Rolling Stones ก็กลับมาเล่นอีกหลายครั้ง จนปี 1995 หลังจบคอนเสิร์ต ประธานาธิบดี Havel ของเชคก็พา Mick Jagger นักร้องนำวง Rolling Stones ไปดื่มเบียร์กันในผับ

แล้ว Havel ก็บอกกับ Mick ว่า เนี่ย ปราสาทปรากของเราสวยงามมาก แต่ก็น่าเสียดายนะที่ตอนกลางคืนมันมืดจนมองไม่เห็นปราสาทเลย

Rolling Stones ก็เลยตัดสินใจใช้เงิน 32,000 ดอลล่าร์เพื่อประดับไฟให้ปราสาทปรากเสียใหม่ จนแจ่มไฉไลอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ

20150514_212001

—–

เป็นอันจบเรื่องราวจากเชครีพับลิคนะครับ

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายครับ