ยากกว่ากิโลแรก

20180204_harderthanfirstkm

เมื่อวันพฤหัสฯ ผมเขียนไปว่า กิโลแรกยากที่สุด เพราะการออกวิ่งแรกๆ นั้นมันจะหนืดๆ เสมอ แต่พอผ่านกิโลแรกไปได้ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น

แต่มีอีกประเด็นนึงที่ผมไม่ได้พูดถึง นั่นคือสิ่งที่ยากกว่ากิโลแรก

บางคนอาจเดาว่า กิโลสุดท้าย ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะตอนที่วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ก็จำได้ว่ากิโลสุดท้ายนี่มันเหนื่อยจริงๆ

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่ยากกว่ากิโลสุดท้ายอยู่ด้วยเช่นกัน

เพราะไม่ว่าจะวิ่งกิโลไหน สิ่งที่ต้องทำมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็แค่ต้องก้าวเท้าซ้าย-ก้าวเท้าขวาสลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าวิ่งไม่ไหวก็เปลี่ยนเป็นเดินแทนได้

ที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่า คือก่อนที่เราจะวิ่งต่างหาก

ซับซ้อนเพราะเรามักจะติดงาน ติดมือถือ ติดซีรี่ส์ รวมถึงติดข้ออ้างต่างๆ นานาที่เราจะสรรหามาบอกตัวเองว่า ทำไมวันนี้เราถึงไม่ควรวิ่ง/ไม่พร้อมที่จะวิ่ง

เราจึงต้องใช้แรงใจมหาศาลที่จะวางมือถือ ปิดคอม ปิดทีวี และผลักข้ออ้างต่างๆ นาๆ ออกจากหัวสมอง เพื่อเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าผ้าใบ

เมื่อเราเปลี่ยนชุดและพาตัวเองออกมาหน้าบ้านแล้ว ที่เหลือก็ง่ายดายและตรงไปตรงมา

ดังนั้น จะเป็นนักวิ่งได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาจไม่ได้วัดกันตอนที่วิ่ง แต่วัดกัน ณ วินาทีที่ตัดสินใจว่าวันนี้จะวิ่งหรือไม่วิ่ง

กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็เช่นกัน

นิทานไม่มีเวลาแก่

20180202_notime

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระรูปหนึ่ง หลังจากที่ไปศึกษาเล่าเรียนและไปฝึกปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ผ่านไปถึง 20 ปี ก็กลับมาอยู่กับพระอาจารย์ฝ๋อกวงตามเดิม

เมื่อกลับมาถึงก็บอกเล่าทุกข์สุขและสิ่งที่ได้เล่าเรียน เพื่อที่จะให้พระอาจารย์ทดสอบว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว พระอาจารย์นั่งฟังอย่างตั้งใจ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเมตตาจิต

แล้วลูกศิษย์ก็ถามพระอาจารย์ว่า

“20 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านอาจารย์ทำอะไรไปบ้าง?”

“ทุกวันอาจารย์ก็สอนศิษย์ บรรยายธรรม เขียนคัมภีร์ รู้สึกถึงสิ่งดีงามของทุกวัน ทุกๆ วันก็ทำแต่สิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ และมีความสุข”

“พระอาจารย์ทำอย่างนี้เหนื่อยและหนักเกินไปแล้ว ควรจะต้องนึกถึงการพักผ่อนบ้าง ดูแลร่างกายและสุขภาพ มิฉะนั้นท่านจะต้องแก่แน่ๆ”

พระอาจารย์จึงตอบว่า

“ข้าไม่มีเวลาแก่ กลางวันต้องคอยต้อนรับและบรรยายธรรมให้กับผู้มีจิตศรัทธา กลับมาที่ห้องพักยังต้องคอยอ่านข้อความที่ลูกศิษย์เขียนมาถามธรรมะ แล้วยังต้องเขียนคัมภีร์ ทุกวันต้องอยู่กับสิ่งที่ทำที่ไม่รู้จักหมด แล้วไหนจะยังมีเวลาที่รู้สึกว่าแก่? คนบางคนแม้จะยังหนุ่มแน่น แต่กายและจิตที่อ่อนล้าก็รู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว บางคนอายุมากแล้วแต่ในจิตยังกล้าแกร่ง ยังรู้สึกมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม สุขภาพดีเยี่ยม”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

กิโลแรกยากสุด

20180201_firstkm

วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ปณิธาณที่ตั้งๆ เอาไว้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้วครับ?

ผมเดาว่ามีคนไม่น้อยที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพ อาจจะด้วยการไปฟิตเนส หรือวิ่งระยะไกลเหมือนพี่ตูน

ผมเองตั้งใจว่าปีนี้จะวิ่งมากขึ้น แต่ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบไม่ได้วิ่งเลยเพราะพี่เลี้ยงผลัดกันลากลับบ้าน พอขาดคนช่วยดูแลลูก ก็เลยเหลือเวลา/แรงไม่พอที่จะออกไปวิ่ง

แต่สัปดาห์นี้กลับมาฟูลทีมแล้ว ผมก็เลยได้ไปวิ่งมาเมื่อค่ำวันนี้

ช่วง 5 นาทีแรกนี่ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เหมือนสนิมยังเกาะ ขามันหนักๆ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด

แต่พอวิ่งไปได้ซักพัก ตัวก็เบาขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น และไม่เหนื่อยเหมือนช่วงกิโลแรก

ครับ ทั้งๆ ที่วิ่งมาไกลกว่าเดิม แต่เรากลับเหนื่อยน้อยลง

กิโลแรกมักจะเหนื่อยกว่ากิโลที่ตามมาเสมอ

ซึ่งนอกจากจะเป็นจริงเรื่องการวิ่งแล้ว ยังเป็นจริงในเรื่องอื่นๆ ด้วย

เช่นถ้าลดน้ำหนักกิโลแรกได้ กิโลที่สองจะไม่ยากเท่า

หรือถ้าเก็บเงินล้านแรกได้ ล้านที่สองจะมาเร็วกว่าล้านแรก ผมเคยอ่านเจอใครบางคนบอกว่าเก็บเงินให้ได้สิบล้านยังไม่ยากเท่าตอนเก็บเงิน 1 ล้าน

แม้กระทั่งบทความนี้ สองสามประโยคแรกผมเขียนและลบหลายทีมาก แต่มาถึงบรรทัดนี้กลับเขียนได้ฉลุยเลย

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ถ้าปณิธานของคุณกำลังสั่นคลอน บอกตัวเองว่านั่นเป็นเพราะเรายังอยู่ในช่วงกิโลแรก มันจึงยากกว่าปกติ

กัดฟันอีกสักนิดนะครับ

ผ่านกิโลแรกไปได้เมื่อไหร่ กิโลถัดไปจะง่ายขึ้นครับ

คนหลงทางสองประเภท

20180131_lost

ประเภทแรก คือคนหลงทาง

ประเภทที่สอง คือคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังหลงทาง

ประเภทแรก ถือว่าโชคร้าย เพราะไม่มีใครคอยเตือน ไม่มีใครกล้าเตือน หรือเตือนแล้วไม่ฟัง

แบบที่สองนั้นถือว่ากรรมบังแต่บุญมี เพราะถ้ารู้ตัวและยอมรับว่าหลง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะหยุดหลงแล้ว

เราทุกคนย่อมเคยหลงทางมาแล้วทั้งนั้น และจะได้หลงอีกแน่นอนในอนาคต

ถ้าจะหลงทั้งที ก็ขอให้เป็นแบบที่สอง

ส่วนคนที่คิดว่าบทความนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง เพราะมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว จริงๆ เราอาจกำลังเป็นแบบแรกอยู่ก็ได้นะครับ

ในวัย 30 เราอยากดูดีในสายตาทุกคน

20180130_lookgood

ในวัย 50 เราเลิกใส่ใจว่าใครจะมองเรายังไง

ในวัย 70 เราจึงเข้าใจว่าไม่มีใครสนใจเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เราใช้พลังและเวลาไปมากมายเพื่อจะทำให้ตัวเองดูดี จนบางทียอมแม้กระทั่งสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจเราหรอก แต่ละคนแค่ใช้ชีวิตของตัวเองก็เต็มกลืนแล้ว

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าเมื่อวานนี้เรามีเวลาคิดถึงคนอื่นซักกี่มากน้อย แล้วเอาเวลาตรงนั้นหาร 100 ก็จะได้เวลาที่คนอื่นคิดถึงเรา

เมื่อไม่มีสายตาใดจับจ้องอยู่ การเป็นตัวของตัวเองอาจไม่ได้มีราคาแพงเท่าที่คิดครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Big Magic by Elizabeth Gibert