อย่าหวังผลเลิศ

20180117_greatresults.png

โลกทุนนิยมจะให้รางวัลกับคนที่เป็น results-oriented หรือคนที่มุ่งผลลัพธ์เป็นสำคัญ

อะไรที่วัดเป็นตัวเลขได้ และเขาทำได้ตามนั้น เขาก็จะได้ผลตอบแทนตามมาด้วย

แต่จะ results-oriented ตลอดเวลาก็คงไม่ดีนัก

หนึ่ง คือทุนนิยมไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ในบางเวลาเราควรจะถอดหมวกนี้ออกบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์

สอง แม้จะหวังผลเลิศแค่ไหน บางทีปัจจัยก็มากเกินควบคุมให้เป็นไปได้ดั่งใจ ยิ่งหวังผลเลิศเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าไม่ให้หวังผลเลิศแล้วควรเราควรจะหวังอะไร?

ลองหวัง “การกระทำเลิศ” ดูมั้ยครับ?

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ ว่าจะลงมือทำหรือไม่ จะทำเมื่อไหร่ จะทำด้วยวิธีไหน และด้วยสติปัญญาและแรงกายแรงใจระดับไหน

ไม่หวังผลเลิศ แต่หวังการกระทำเลิศ

เต็มที่กับการกะทำ ไม่เอาเป็นเอาตายกับผลลัพธ์ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 6 & 7 เรียนเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb (รอบเช้าเหลือ 5 ที่นั่ง รอบบ่ายเหลือ 8 ที่นั่ง)

แพ้ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว

20180115_lossisnotfailure

ชนะไม่ได้แปลว่าสำเร็จ

Annie Duke เป็นนักเล่นไพ่โปกเกอร์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเคยคว้าแชมป์ World Series of Poker ในปี 2004 มาแล้ว (รายการนั้นมีคนเข้าแข่งขันสองร้อยกว่าคน)

โปกเกอร์นั้นไม่ได้ใช้แค่ดวง แต่ต้องอาศัยการวางแผน การคำนวณและเข้าใจหลักจิตวิทยาด้วย (แอนนี่ได้รับทุนเรียน Cognitive Psychology ที่ University of Pennsylvania ซึ่งเป็นมหาลัยระดับท็อปของอเมริกาา)

เธอบอกว่า การแพ้ไม่ได้แปลว่าเธอทำได้ไม่ดี เพราะบางทีแม้ว่าเธอจะตัดสินใจได้ดีแค่ไหน ควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่สามารถควบคุมไพ่ในมือคนอื่นได้ ดังนั้นแม้จะทำทุกอย่างได้ตามแผน ก็ยังมีสิทธิ์แพ้ได้อยู่ดี

ในทางกลับกัน ถ้าเธอชนะ ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป เธออาจจะตัดสินใจได้ไม่ดีด้วยซ้ำ แต่ก็ดันฟลุ้คชนะมาได้

เปรียบเหมือนกับการขับรถฝ่าไฟแดงแล้วไม่เจออะไร ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรจะฝ่าไฟแดงเรื่อยๆ หรือถ้าเราขับผ่านไฟเขียวแล้วเจออุบัติเหตุ ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรวิ่งผ่านไฟเขียวอีกแล้ว

แพ้หรือชนะ จึงไม่สำคัญเท่ากับหลักการหรือการกระทำที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้น

เพราะนั่นต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่า เราจะสำเร็จหรือล้มเหลวในระยะยาวครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 6 & 7 เรียนเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb (รอบเช้าเหลือ 8 ที่นั่ง รอบบ่ายเหลือ 10 ที่นั่ง)

กว้าง 1 โยชน์ ลึก 1 ศอก

20180114_shallow

รู้สึกเหมือนผมมั้ยครับว่า ชีวิตของเรากว้างขึ้นทุกวัน และตื้นเขินลงทุกที

เรารับข่าวสารวันละนับร้อย ทำให้รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้จริงซักเรื่อง

หนึ่งวันเราอ่านโพสต์ได้เป็นสิบ แต่หนึ่งปีเราอ่านหนังสือได้ไม่ถึงสิบเล่ม

เรารู้ว่านักบอลฝรั่งคนนั้นกำลังเดตกับดาราคนไหน แต่เราไม่รู้ว่าช่วงนี้แม่อยากกินอะไร

เรามีอาหารอร่อยๆ ให้เลือกกินเยอะแยะ แต่ตอนกินเรากลับไม่ค่อยรู้รสชาติเพราะทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยเสมอ

เรามีเพื่อนในเฟซเป็นพันคน แต่ในพันคนนั้นจะมีซักกี่คนที่จะอาสาพาเราไปหาหมอในวันที่เราป่วย

กว้าง 1 โยชน์ ลึก 1 ศอก

จะขอให้กว้าง 1 ศอก ลึก 1 โยชน์ก็คงเป็นไปได้ยาก

แต่คงจะดี หากเราหมกมุ่นกับปริมาณให้น้อยลง และใส่ใจกับคุณภาพให้มากขึ้นครับ


เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 6 & 7 เรียนเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วหาซื้อได้ที่ B2S ซีเอ็ด นายอินทร์  คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

สุขสร้าง

20180113_createhappy

ความสุขที่มนุษย์คุ้นเคยกันดี คือความสุขจากการเสพ

เสพอาหารอร่อยๆ เสพเพลงเพราะๆ เสพคำคมๆ

เสพดารา เสพดราม่า เสพการเมือง

แต่ความสุขอีกแบบหนึ่งที่เราอาจไม่คุ้นเคยเท่า คือความสุขจากการได้สร้างอะไรขึ้นมากับมือ

เขียนบทความ ถ่ายภาพ ตัดต่อวีดีโอ แต่งเพลง วาดภาพ ทำงานคราฟท์ ทำอาหาร อบขนม ถักโครเชต์

การเสพคือการนำสิ่งภายนอกเข้าสู่ภายใน

การสร้างคือการนำสิ่งที่อยู่ภายในออกมาภายนอก

การเสพนั้นใช้ตาดูกับหูฟัง

การสร้างนั้นใช้มือสอง เท้าสอง สมองคิด

สิ่งที่เราเสพจะอยู่กับเราแค่ชั่วคราว

สิ่งที่เราสร้างอาจอยู่ได้เป็นร้อยปี

ถ้าช่วงไหนที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต ความน่าจะเป็นคือเราอาจกำลังเสพมากไป

และน่าจะรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยการสร้างให้มากขึ้นครับ

สุขภาพดีด้วย EMS

20180113_ems

ไม่ได้ชวนไปส่งไปรษณีย์ชิงโชคอะไรหรอกนะครับ

พอดีมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Eat Move Sleep: How Small Choices Lead to Big Changes ของ Tom Rath

ซึ่งผมยังไม่ได้อ่าน และยังไม่ได้ซื้อ แต่ก็คิดว่าเพียงชื่อหนังสือก็นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้แล้ว

จึงอยากแชร์มุมมองและสิ่งรู้เกี่ยวกับสามเรื่องนี้ โดยเนืื้อหาอาจไม่ได้ตรงกับหนังสือ Eat Move Sleep ครับ

Eat – อย่ากินอิ่มเกินไป ปล่อยตัวเองให้หิวเสียบ้างเพราะมันจะช่วยทำให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormone หรือฮอร์โมนที่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว (จากหนังสือยิ่ง “หิวยิ่งสุขภาพดี” สำนักพิมพ์วีเลิร์น)

อาจจะคิดมากไปเอง แต่ระยะหลังๆ ผมรู้สึกว่าเวลากินแซนด์วิชจากร้านสะดวกซื้อ แต่ละคำมันไม่ค่อยมี “พลังชีวิต” อยู่ซักเท่าไหร่ ผิดกับอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จากเตาที่มีมีชีวิตชีวากว่ามาก

Move – มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งโต๊ะทำงานติดๆ กันหลายชั่วโมง ร่างกายของเราถูกวิวัฒนาการให้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะ Homo Sapiens หากินด้วยการล่าสัตว์-เก็บพืชผลเป็นแสนปี แต่ Homo Sapiens เพิ่งหากินด้วยการนั่งเก้าอี้ออฟฟิศมาแค่ร้อยปีเท่านั้น

มีคนเขียนไว้ว่า Sitting is the new Smoking คือการนั่งอยู่กับที่นี่ทำร้ายสุขภาพได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว อาจจะฟังดูเว่อร์ไปซักนิดแต่ก็ควรค่าแก่การเก็บไปคิดครับ

ถ้ามองว่าเก้าอี้คือแหล่งเพาะโรค เราก็ควรจะลุกหนีจากมันบ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสหรือวิ่งเป็นกิโลก็ได้ ขอแค่ให้ได้ไปเดินยืดเส้นยืดสายอย่างสม่ำเสมอก็ดีอาจเพียงพอแล้ว

Sleep – ผมเคยฟังพอดคาสท์ของ James Altucher ที่สัมภาษณ์คนๆ หนึ่งที่เคยหมกมุ่นเรื่องการกินอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกายมาก แต่เขาก็ได้ค้นพบว่าการนอนนั้นมีผลต่อสุขภาพมากกว่าการกินอาหารบวกออกกำลังกายรวมกันเสียอีก ต่อให้คุณกินอาหารดีแค่ไหน ออกกำลังกายมากเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายคุณก็แย่อยู่ดี

แต่ก่อนต่อให้ต้องนอนดึกแค่ไหน ผมก็ต้องเขียนบล็อกให้เสร็จให้จงได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมขอนอนก่อนดีกว่า ตื่นมาจึงค่อยเขียนชดเชยเอา เพราะคนอ่านบล็อกเยอะแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับการเอาสุขภาพเข้าไปแลก

EMS – Eat Move Sleep จำสามตัวนี้ไว้ให้มั่น แล้วสุขภาพเราจะดีโดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนักครับ