หลายเรื่องที่คนฉลาดไม่ควรรู้

20180126_ignorant

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”
-Ralph Waldo Emerson

หนังสือพิมพ์รายวันนั้นมีจำนวนหน้าที่คงที่ทุกวัน

แม้วันไหนจะไม่ค่อยมีข่าวที่น่าสนใจ นักข่าวก็ต้องพยายามหาเรื่องมาเติมให้เต็มหน้ากระดาษให้ได้

และหากวันไหนจะมีข่าวที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากมาย นักข่าวก็จำเป็นต้องตัดทอน ลดเนื้อหา เพื่อให้ใส่ลงไปในพื้นที่กระดาษที่มีได้

Seth Godin บอกว่า จริงๆ ในวันที่ไม่มีข่าวอะไรน่าสนใจ หนังสือพิมพ์ก็ควรออกมาแค่ 4 หน้าก็พอแล้ว ส่วนวันไหนมีข่าวน่าสนใจเยอะๆ ก็ควรจะพิมพ์ออกมาซัก 100 หน้า

(รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เข้าใจประเด็นที่ Seth ต้องการสื่อ)

ในโลกออนไลน์ปัญหาจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

คือแม้จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หน้ากระดาษ แต่เขาก็มี KPI ที่ต้องทำให้ได้ เช่นยอดอ่านต้องเท่านั้น ยอดไลค์ต้องเท่านี้

เขาก็เลยจำเป็นต้องเอาเรื่องมาลงเพื่อให้เป็นไปตามเป้า แม้เรื่องจะไม่ได้สำคัญนัก แต่ถ้ามันช่วยให้เข้าใกล้ KPI ขึ้นอีกนิดก็เขาคงทำเพราะค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์แทบจะเป็นศูนย์

ดังนี้แล้ว สื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์จึงเต็มไปด้วย noise อย่างช่วยไม่ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของสื่อ เขาก็แค่เล่นไปตามกติกาของทุนนิยม

เราในฐานะผู้บริโภคต่างหากที่ต้องปรับตัวและคัดสรรให้ได้ว่าจะเสพสื่อแบบไหน และจะเสพไปเพื่ออะไร

เสพเพื่อความบันเทิง เสพเพื่อความรู้ เสพเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าชาวบ้าน

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”

คนฉลาดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เขารู้เรื่องที่สำคัญกับชีวิต

รู้เรื่องสำคัญแค่เรื่องเดียว อาจมีประโยชน์กว่ารู้เรื่องไม่สำคัญร้อยเรื่องนะครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 1 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

มองหาสิ่งใดก็เห็นสิ่งนั้น

20180126_seewhatyoulookfor

มองหาข้อเสีย ก็เจอข้อเสีย

มองหาข้อดี ก็เจอข้อดี

มองหาโอกาส ก็เจอโอกาส

มองหาอุปสรรค ก็เจออุปสรรค

มองหาทางที่ทำได้ ก็จะเจอทางที่ทำได้

มองหาเหตุผลที่ทำไม่ได้ ก็จะเจอเหตุผลที่ทำไม่ได้

คนที่ชีวิตโอเค กับคนชีวิตไม่โอเค จริงๆ แล้วอาจจะพบเจอเรื่องราวที่ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่

ต่างเพียงอย่างเดียว คือสายตาของเขาว่าคอยมองหาสิ่งใดครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 2 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

นิทานลูกกตัญญู

20180120_gratefulsun

คุณลุงคนหนึ่งล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ผ่านไปหลายวัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด เขาเฝ้ารอลูกชายคนเดียวให้มาเยี่ยมเขาบ้าง

คุณลุงอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ เริ่มติดเชื้อทางตาและหูจนมองอะไรก็ไม่ชัด ฟังอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน

ถึงวันที่ลุงอาการเจียนอยู่เจียนไป ชายคนหนึ่งก็มาปรากฎตัวที่ข้างเตียงของคุณลุงและโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหู

“พ่อครับ ผมมาเยี่ยมพ่อแล้ว”

คุณลุงปลื้มใจจนน้ำตาไหลอาบแก้ม คว้ามือลูกชายมาจับไว้แน่น

“พ่อรู้ว่าลูกต้องมา”

ลูกชายนั่งจับมือคุณลุงอยู่หลายชั่วโมงเพื่อฟังเรื่องราวและคำสั่งเสียของลุง

สามทุ่มคืนนั้น คุณลุงก็จากไปอย่างสงบ

พยาบาลเอาเอกสารมาให้ลูกชายเซ็น

“เขาไม่ได้เป็นพ่อของผมหรอกครับ”

พยาบาลแปลกใจ “แล้วคุณมาทำไมล่ะ”

“คุณลุงเขาคิดถึงลูกชายเหลือเกิน ผมทนเห็นคุณลุงจากไปโดยไม่ได้เจอลูกชายไม่ได้จริงๆ ผมเลยตัดสินใจทำตัวเป็นลูกชายของคุณลุงซักวันน่ะครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Troy Chen’s answer to  Why do people lie to be nice, when it never helps?  

ข้อแม้เยอะทางเลือกจะน้อย

20180125_conditions

ข้อแม้น้อยทางเลือกจะเยอะ

ในยามที่เรารู้สึกว่าชีวิตยากลำบากและถามตัวเองเกินวันละหนึ่งครั้งว่า “ทำไมเราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ด้วย”

นั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่จะกลับมาทบทวนตัวเอง ว่าใครกันที่พาเรามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ถ้าซื่อตรงพอ คำตอบก็คือตัวเราเองนี่แหละ

สมมติว่าผมเป็นหัวหน้าที่งานเยอะมาก สามทุ่มแล้วก็ยังทำงานอยู่ ในขณะที่ลูกน้องกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แทนที่ผมจะโกรธลูกน้อง ผมควรกลับมาถามตัวเองว่าทำไมผมถึงกระจายงานไม่เป็น

เพราะเราไม่ไว้ใจลูกน้องเพียงพอใช่มั้ย เพราะเรากลัวว่าเค้าจะทำได้ไม่ดีเท่าเราใช่มั้ย เพราะเราทำเองเสร็จเร็วกว่าใช่มั้ย

เมื่อไม่ไว้ใจพอ ก็เลยต้องตัดทางเลือกนี้ไป แล้วก็เก็บงานไว้ทำเองคนเดียว แล้วก็อยู่ดึกอย่างช่วยไม่ได้ แล้วจะโทษใคร?

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่เราพาตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่ชอบเพราะข้อแม้ของเราเอง

ข้อแม้หนึ่งข้อก็เหมือนกรงหนึ่งซี่ ยิ่งข้อแม้เยอะเท่าไหร่ คุกที่เราสร้างก็ยิ่งแข็งแรงและมีขนาดเล็กลงเท่านั้น

บางคนอาจเถียงว่า ที่เขาข้อแม้เยอะ เพราะเขามาตรฐานสูง

ผมเห็นด้วยว่าเราต้องมีมาตรฐานอยู่บ้าง แต่เราไม่จำเป็นต้องมาตรฐานสูงกับทุกเรื่อง หนึ่งเพราะมันเหนื่อย สองคือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาตรฐานที่ว่านั้นมันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรืือเป็นเพียงเพราะเราถูกชี้นำจากสื่อและคนรอบข้าง

ข้อแม้เยอะทางเลือกจะน้อย ข้อแม้น้อยทางเลือกจะเยอะ

ลดข้อแม้ได้เมื่อไหร่ ความเป็นไปได้จะเปิดกว้าง และเราจะเหนื่อยน้อยลงครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 4 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

20180124_notus

“If you are willing to look at another person’s behaviour toward you as a reflection of the state of their relationship with themselves rather than a statement about your value as a person, then you will, over a period of time, cease to react at all.”

หากคุณมองสิ่งที่เขาทำกับคุณเป็นเพียงตัวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับตัวเอง มิใช่สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวคุณ ไม่นานคุณก็จะเลิกโต้ตอบไปเอง

-Yogi Bhajan

แต่ละวันเราอาจเจอเรื่องที่ทำให้ใจขุ่นมัวได้มากมาย

เช่นเวลาที่เพื่อนร่วมงานโยนความผิดมาให้เรา

หรือเวลาที่โดนหัวหน้าตวาดใส่โดยไม่มีเหตุผล

หรือเวลาที่แฟนเงียบไม่พูดไม่จา

ความรู้สึกแรกที่เกิดก็คือ “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย” (I don’t deserve this)

ณ จุดๆ นี้ความคิดของเราจะไปต่อได้สองทาง

ทางแรก คือคิดวนไปวนไปวนไป ความน้อยใจและความโกรธค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราเสียกระบวนไปหลายนาที หลายชั่วโมง หรือแม้กระทั่งหลายวัน

ทางที่สอง – ซึ่งจะปรากฎขึ้นหากเรามีสติ – ก็คือมองให้เห็นว่าที่เขาแสดงออกอย่างนี้ แสดงว่าข้างในเขากำลังถูกอะไรบีบคั้นอยู่

เพื่อนร่วมงานอาจกลัวว่าจะไม่ได้โบนัส หัวหน้าอาจเพิ่งโดนกดดันที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า และแฟนอาจกำลังหิวข้าวสุดๆ

และคำถาม “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้” อาจเปลี่ยนเป็น “เขาเจออะไรมา ถึงแสดงออกอย่างนี้” ก็ได้

เมื่อเราระลึกได้ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ตัดสินคุณค่าในตัวเรา แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนถึงสภาวะในตัวเขา เราก็จะโกรธได้ไม่นาน กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไว และเผลอๆ อาจมีใจอยากช่วยเขาให้ดีขึ้นด้วยครับ


Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 4 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb