นิทานเศรษฐีกับยาจก

20180112_poorrich

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยาจกคนหนึ่งคร่ำครวญกับพระเจ้าว่า

“ท่านไม่มีความยุติธรรมเลย ทำไมคนรวยถึงสบายกันนักในขณะที่ผมต้องทำงานหนักเพียงเพื่อจะมีข้าวกินไปวันๆ”

พระเจ้าจึงเสกให้เศรษฐีคนหนึ่งสูญเสียทุกอย่างจนมีฐานะเท่ากับยาจกคนนั้น แล้วมอบเบ็ดตกปลาให้กับเขาทั้งสอง

ยาจกเอาเบ็ดจากพระเจ้าไปตกปลาจนได้ปลามา 10 ตัว เขาเอาปลาทั้งหมดที่ได้ไปขายจนได้เงินมา 200 บาท ยาจกดีใจมาก จึงซื้อผัก ซื้อข้าว และซื้อเนื้อสัตว์เพื่อไปทำอาหารมื้อพิเศษกินกับครอบครัวของตัวเอง คืนนั้นยาจกเข้านอนอย่างมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี

เศรษฐีใช้เบ็ดของพระเจ้าตกปลาได้ 10 ตัวเหมือนกัน แต่เอาไปขายที่ตลาดแค่ 9 ตัว ได้เงินมา 180 บาท ส่วนปลาอีก 1 ตัวเศรษฐีเอากลับบ้านเพื่อไปทำเป็นอาหารมื้อเย็นของครอบครัว แต่ปลาตัวเดียวจะไปอิ่มอะไร คืนนั้นเศรษฐีและครอบครัวจึงเข้านอนด้วยท้องที่ร้องครากๆ

วันต่อมา เศรษฐีเอาเงิน 80 บาทไปฝากธนาคาร และใช้ 100 บาทที่เหลือจ้างคนมาช่วยเขาตกปลาจนได้ปลามา 20 ตัว

ส่วนยาจกนั้นตกปลาได้ 10 ตัวเหมือนเดิมและเอาเงินไปซื้อกับข้าวเพื่อทำอาหารมื้อใหญ่ให้ครอบครัวตัวเองเหมือนเดิม

เศรษฐีและยาจกทำแบบเดิมทุกวัน จนมาวันหนึ่งเศรษฐีก็มีเงินเก็บมากพอเพื่อจะเอาไปลงทุนและเปิดธุรกิจอื่นๆ จนเศรษฐีได้กลับมาเป็นเศรษฐีจริงๆ อีกครั้ง

…ส่วนยาจกก็ยังคงเป็นยาจกต่อไป

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Victor Ying’s answer to Rich, millionaire and billionaire people: If you were broke, what would you do with $250 to become wealthy again?

มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

20180111_notthatgreat

โตไวๆ ก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

หาเงินได้เองก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ได้มีแฟนก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ได้แต่งงานก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ได้มีลูกก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

มีเงินเดือนเหยียบแสนก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

มีเงินเก็บเป็นล้านก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ได้อยู่บ้านเฉยๆ ก็ดี แต่มันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ในทางกลับกัน เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าแย่ มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไป

สอบตกนั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

อกหักนั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

มีลูกเล็กจนอดนอนนั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

อดไปเที่ยวนั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

โดนเจ้านายด่านั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ตกงานนั้นแย่ แต่มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

เพราะมนุษย์ปรับตัวเก่ง และทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว

มันจึงไม่ได้ดีอย่างที่เราฝัน และไม่ได้แย่อย่างที่เรากลัวครับ

คนที่จะผิดบ่อยที่สุด

20180103_wrongmostoften

คือคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด

เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยเจอคนแบบนี้ (และบางทีเราก็เป็นคนแบบนี้)

คนที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองเสมอ

พอสร้างความชอบธรรมเก่ง ก็เลยชอบทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง

คนแบบนี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือเป็นคนหัวดี ตรรกะดี จึงมีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองทุกครั้งไป

สองคือเป็นคนรักตัวเอง จึงมักจะทนไม่ได้หากใครจะมาทำให้อีโก้ของเราเสื่อมเสีย

เมื่อปกป้องการกระทำตัวเองอยู่ตลอด เถียงกับใครก็ไม่แพ้ คนที่เคยตักเตือนด้วยความหวังดีก็ย่อมระอาใจจนสุดท้ายอาจจะเลิกเตือนเราไปในที่สุด

ซึ่งหากเราเป็นคนที่ไม่มีใครคอยเตือนแล้ว ก็นับว่าอันตรายมาก เพราะเหมือนการขับรถที่ไม่มีเบรค

ไปได้เร็วก็จริง แต่พลาดทีก็เจ็บหนักเลยนะครับ

มั่วมืออาชีพ

20180109_chaos

เท่าที่ผมสังเกต “คนเจ๋งๆ” ในวงการมาซักพัก ก็พบว่าพวกเขามีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง

หนึ่ง คือเขาไม่ได้เป็นคนฉลาดเป็นพิเศษ รู้อะไรที่คนทั่วไปไม่รู้ หรือเข้าถึงเครื่องมือลับอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง

สอง คือเขาไม่จำเป็นต้องมีครูหรือไปเรียนคลาสอะไรก่อนที่จะลงมือทำ

สาม คือเขาไม่กลัวที่จะผิด ไม่กลัวว่างานจะออกมาห่วย หรือถึงแม้จะกลัวก็ยังเดินหน้าอยู่ดี

ตอนที่พี่ตูนแต่งเพลงแรกให้วงละอ่อนก็น่าจะมีความมั่วไม่น้อย ก่อนจะเติบโตมาเป็นบอดี้แสลมที่โด่งดังไปทั่วประเทศอย่างทุกวันนี้

พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาอันดับต้นๆ ของโลกก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับมาแต่อ้อนแต่ออก อาชีพแรกของพี่เขาคือกราฟิกดีไซเนอร์ ดังนั้นงานโฆษณาชิ้นแรกๆ ก็น่าจะต้องมีความมั่วบ้างแหละ

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ที่เขียนหนังสือ bestseller หลายเล่ม เคยเล่าว่า ตอนลงมือหัดเขียนก็เขียนไปแบบมั่วๆ เหมือนกัน

ที่ผมทำงานที่ Wongnai ตอนนี้ เราก็มีโปรเจ็คใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี และมันก็จะมีความมั่วอยู่ทุกครั้ง จะมั่วมากหรือมั่วน้อยเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งบล็อก Anontawong’s Musings ที่เขียนมาเป็นพันตอนแล้ว แต่ผมก็ยังเขียนแบบมั่วๆ อยู่เลย

สำคัญคือเราต้องมั่วอย่างมีหลักการ มั่วแบบเรียนรู้และแก้ไข มั่วจากเรื่องเล็กๆ ก่อนจะมั่วเรื่องใหญ่ๆ

พอมั่วบ่อยๆ เข้า ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น แล้วมือสมัครเล่นก็จะกลายเป็นมืออาชีพโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะมั่ว เพราะมั่วไม่ใช่เรื่องผิด

จริงๆ แล้วมันอาจเป็นทางเดียวที่ถูกด้วยซ้ำไป

ถ้าไม่ชอบ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

20180108_9to6

เราก็มีเวลา 6 โมงเย็นถึง 9 โมงเช้าที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์

สมมติว่าเราไม่ได้ชอบชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้

อาจจะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข รายได้ที่น้อยเกินไป หรือรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันที่อยู่ออฟฟิศ

ถ้าอยากจะพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ เราก็ต้องหัดใช้เวลานอกออฟฟิศให้คุ้มค่า

เวลาเดินทางเราทำอะไร กลับถึงบ้านเราทำอะไร ก่อนเข้านอนเราทำอะไร

เรามีเวลาอย่างน้อยคืนละ 3 ชั่วโมงเพื่อจะเปลี่ยนชีวิตตอนกลางวันของเราได้

แต่ถ้าเรามัวแต่เอาเวลาเหล่านั้นไปกับการ “พักผ่อนหย่อนใจ” อย่างการเล่นมือถือหรือดูละคร ก็แสดงว่าเรากำลังแลกความบันเทิงชั่วคราวกับชีวิตที่เราไม่ชอบไปตลอด

หากไม่ชอบชีวิตตอนกลางวัน หันมาใส่ใจชีวิตตอนกลางคืนและตอนเช้าตรู่ให้มากขึ้นนะครับ