เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพูดคุยผ่าน Zoom กับน้องๆ นักศึกษากลุ่มหนึ่ง

ช่วงท้ายมีคนส่งคำถามเข้ามาว่า มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ห่างกันไป ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว แต่ถ้าคุยก็กลัวจะต้องผิดหวังและเสียใจ เขาควรจะทำอย่างไรดี

ผมตอบไปว่า ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาจะไม่กลับมาอีกแล้วนี่มันก็แอบจะ over-dramatize ไปหน่อยนะ ยังไงตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่และมีช่องทางติดต่อกันอยู่มันคงไม่ได้มีเส้นตายขนาดนั้นหรอก

ส่วนถ้าคุยแล้วกลัวจะผิดหวัง ผมก็แนะนำไปว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือบอกสิ่งที่เรารู้สึก ส่วนเขาจะตอบรับยังไงมันอยู่นอกเหนือความควบคุมและไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว

ดังนั้นก็คุยไปเถอะ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ


“เรื่องสำคัญ” ไม่ได้สำคัญที่ตัวมันเองแต่สำคัญที่คนให้ค่า

ในช่วงวัยรุ่น สิ่งที่เราให้ค่าคือความสนุก ความอินเทรนด์ การเป็นที่ยอมรับ ความสัมพันธ์ ความรัก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เขาจะกระวนกระวายทุรนทุรายกับ “เพื่อนสนิท” ที่ห่างเหินกันไป

แต่มองด้วยสายตาของคนที่ผ่านช่วงวัยนั้นมาเกือบยี่สิบปี จะเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตายกับมัน ไม่ว่าจะอกหัก ทีมบอลแพ้ ศิลปินโปรดแยกวง ตอนนั้นเราฟูมฟายมาก แต่ตอนนี้เรากลับขำตัวเองตอนนั้นว่าเป็นอะไรมากมั้ย

ผมจึงได้ข้อสรุปว่า เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

แม้กระทั่งสำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน เรื่องที่เรามองเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้ ทั้งการทำงานผิดพลาด โดนหักหลัง ทำโครงการล่ม โดนเลย์ออฟ เราอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เรื่องเหล่านี้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความเสียหายแค่ชั่วคราว

ในทางกลับกัน

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเล็กๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน

นั่งใช้คอมผิดท่าจนเป็น office syndrom เรื้อรัง

ใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% 10 เดือน จนแทบไม่มีเงินเก็บ

คุยกับมือถือมากกว่าคุยกับลูก สุดท้ายลูกไม่คุยด้วย

เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันมี compound interest

เหมือนกบในหม้อที่น้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถูกต้มในน้ำเดือด

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่เราควรระลึกเอาไว้เสมอครับ

อยากครอบครองหรือแค่อยากใช้งาน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพมากเคยเล่าให้ฟังว่า เขามีบ้านหลังใหญ่ แต่กลับไม่ค่อยได้อยู่บ้านเพราะต้องทำงานหนัก สุดท้ายคนใช้เลยได้อยู่บ้านมากกว่าเขาเสียอีก

ในโลกทุนนิยม ประชาชนไม่ใช่พลเมืองแต่เป็นผู้บริโภค

และผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะได้รับการกรอกหูว่าซื้อสิ่งนี้แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น

เงินจึงหมุนไปเพราะผู้บริโภคมีหน้าที่ซื้อ ส่วนคนที่อยู่ข้างบนก็มีหน้าที่เอาเงินจากเราไปลงทุนเพื่อสร้างกำไรต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าไม่อยากติดกับอยู่ในวังวนนี้ โมเดลความคิดของเราอาจต้องเปลี่ยน

สมัยก่อนหากอยากใช้อะไรเราก็ต้องไปหาซื้อมาเท่านั้น

หลายคนจึงฝันอยากมีบ้านตากอากาศริมทะเล แต่บ้านที่ไม่มีคนอยู่ บ้านที่เราไปเยือนแค่ปีละครั้งสองครั้งนั้นโทรมจะตาย กลายเป็นภาระที่ต้องหามาคอยทำความสะอาดเช็ดถูอีก

เราจึงไม่ได้ต้องการครอบครองบ้านพักตากอากาศ เราแค่ต้องการมีบ้านพักตากอากาศซักปีละ 6 วัน ส่วนอีก 359 วันที่เหลือเราไม่ต้องมีก็ได้ และบริการอย่าง Airbnb ก็ตอบโจทย์นี้


ไม่เคยมีใครที่เอารถที่เช่ามาไปล้างก่อนส่งรถคืน

แต่ถ้าเป็นรถที่เราซื้อมาเอง อย่างน้อยก็ต้องล้างซักสัปดาห์ละครั้งเพราะเป็นรถ “ของเรา”

เมื่อของเรามีมาก ภาระก็เลยมากตาม

ในฐานะที่นับถือ Elon Musk เป็นไอดอลคนหนึ่ง ผมเคยมีความฝันว่าอยากเก็บตังค์ซื้อรถเทสล่าสักคัน แต่หลังจากได้ไปเห็นของจริงในโชว์รูมที่ญี่ปุ่นแล้ว ผมก็ได้คำตอบว่าจริงๆ แล้วผมไม่ได้อยากซื้อรถเทสล่าหรอก ผมแค่อยากมีโอกาสขับเทสล่าเท่านั้นเอง

จึงชวนให้คิดว่าจริงๆ แล้วหลายสิ่งที่เราอยากครอบครองนั้น เราแค่ต้องการใช้ประโยชน์และได้รับประสบการณ์จากสิ่งนั้น แต่เราไม่ได้อยากมานั่งดูแลมันเสียหน่อย

เพราะสิ่งใดก็ตามที่เราครอบครอง สุดท้ายมันจะกลับมาครอบครองเรา

หรือนี่จะเป็นเคล็ดลับของวิชาตัวเบา ที่มุ่งตรงไปที่ประสบการณ์มากกว่าการได้มาเป็นของกู

เพราะเมื่อเป็นของกูก็ย่อมยึดติด เมื่อยึดติดก็ย่อมมีทุกข์ ความสุขชั่วคราวที่ได้จากการครอบครองดูไม่คุ้มกันเลยกับความลำบากที่จะตามมาอย่างยาวนาน

อยากครอบครองหรือแค่อยากใช้งาน

ตอบคำถามนี้ได้แล้ววิถีทางของเราอาจจะไม่เหมือนเดิมครับ

นิทานหมูแฮม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งเด็กสาวมองดูแม่กำลังเตรียมหมูแฮมสำหรับทำอาหาร

“แม่คะ ทำไมแม่ต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของแม่ทำอย่างนั้นมาตลอดน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ?”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปถามคุณยายกันดูดีกว่า”

ลูกและแม่จึงไปหาคุณยาย

“คุณยายคะ ตอนคุณยายเตรียมอาหาร ทำไมคุณยายต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของยายทำอย่างนั้นน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องหั่นด้วยล่ะคะ”

“ยายก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามยายทวดกันดีกว่า”

ลูก แม่ และยายเลยไปหายายทวด

“ยายทวดคะ ตอนยายทวดเตรียมอาหาร ทำไมยายทวดต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“อ๋อ สมัยนั้นถาดที่ยายทวดมีมันเล็กไปน่ะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Your Money or Your Life by Vicki Robin

กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin

ความผิดพลาดคือสัญญาณบอกว่าเรากำลังฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเรื่องราวที่ไม่ได้ดั่งใจ ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่า “เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง”

สมัยเรียนผมเคยโดนหลอกในเกมการพนันเสียเงินไปหลายพัน แล้วก็บอกตัวเองว่าวิธีที่จะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้คือการปวารณาตนที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีก

สมัยทำงานใหม่ๆ ผมเคยโดนผู้จัดการอีกทีมหนึ่งตำหนิ เพราะไปตอบตกลงกับลูกค้าโดยไม่ได้ปรึกษาเขาก่อน ก็เลยเป็นบทเรียนว่า stakeholder management นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

สมัยคบกับแฟนใหม่ๆ ก็มักจะมีปัญหาเพราะความคะนองปากของตัวเอง มันจึงสอนให้เรารู้ว่าเรื่องไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

ความสำเร็จนั้นดีเพราะทำให้เรามีกำลังใจที่จะไปต่อ

แต่ความผิดพลาดมีค่ายิ่งกว่าความสำเร็จ เพราะมันสอนให้เราผิดพลาดในเรื่องเล็กๆ จะได้ไม่ไปผิดพลาดเรื่องใหญ่ๆ ทีหลัง

เมื่อไหร่ที่ผิด พึงบอกตัวเองว่าดีแล้ว สมควรแล้ว

เพราะความผิดพลาดคือสัญญาณว่าเรากำลังจะฉลาดขึ้นครับ