นิทานรถเข็น

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แถวบ้านฉันมีผู้หญิงร่อนเร่คนหนึ่งที่เดินลากรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัวไปด้วยทุกที่ ในนั้นมีเสื้อผ้าและทรัพย์สมบัติที่เธอมีอยู่ทั้งหมด

ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าใกล้คนร่อนเร่จรจัดเหล่านี้ แอบดูถูกพวกเขาว่าทำไมไม่ทำงานทำการ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม

แล้ววันหนึ่งสามีของฉันก็ถูกให้ออกจากงาน จากที่เคยมีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายเราต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเพื่อให้พอผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถอีกสองคัน เพื่อนที่เป็นนักวางแผนการเงินบอกว่าเราควรขายบ้านและขายรถทิ้งซักคัน แค่คิดก็ทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว

ใกล้ถึงวันคริสต์มาสอีฟ ฉันขับรถไปคอมมิวนิตี้มอลล์เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรอบๆ บ้านฉลองเทศกาล พอฉันกลับมาที่รถ ปรากฎว่ารถสตาร์ทไม่ติด

“ไม่นะ ทำไมรถต้องมาพังเอาตอนนี้ด้วย จะไปหาเงินจากไหนมาซ่อม!”

ฉันต้องขึ้นรถบัสกลับบ้าน แต่พอไปถึงป้ายก็ดันคลาดสายที่ผ่านหน้าบ้านฉันไปนิดเดียว กว่าคันต่อไปจะมาถึงก็อีก 20 นาที

ระหว่างที่นั่งรออย่างเซ็งๆ ก็มีเงาตะคุ่มมายืนอยู่ตรงหน้า จมูกฉันได้กลิ่นตุๆ

“ตรงนี้นั่งได้มั้ยคะคุณ?”

เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจึงเห็นว่าเป้นผู้หญิงร่อนเร่ที่เข็นรถเข็นนั่นเอง

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ขยับตัวออกไปห่างๆ เธอนั่งลงแล้วบิดขี้เกียจ

“เดินเมื่อยๆ มา ได้นั่งบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

เธอหลับตาพิงพนักแล้วทักขึ้นมาว่า

“แดดอุ่นดีนะ”

ฉันแปลกใจและตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “แดดอุ่นเหรอคะ?”

“ก็อากาศแบบนี้ มีแสงแดดอ่อนๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบคริสต์มาสนะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ฟ้าหม่นๆ อย่างนี้เลย….อ๊ะ ว่าแต่คุณโอเครึเปล่า?”

ฉันหลบตาเธอแล้วพยายามนั่งตัวให้ตรงขึ้น “ฉันดูไม่โอเคอย่างนั้นเหรอ?”

“ก็หน้าคุณดูเครียดๆ ตาก็แดงก่ำ คงมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ”

ฉันไม่รู้จะตอบเธอยังไง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อๆ นี่ฉันตกต่ำขนาดที่คนร่อนเร่ต้องมาเป็นห่วงฉันแล้วเหรอ

“ก็เครียดๆ เรื่องการเงินน่ะค่ะ เราอาจจะเสียบ้านของเราไป”

“จริงๆ มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะนะ”

“คุณหมายความว่าไง?” ฉันถามกลับ มีน้ำโหเล็กน้อย

“ถ้าแย่จริงๆ คุณอาจเสียสามีคุณไปก็ได้”

ฉันอึ้ง งง พูดอะไรไม่ออก หญิงร่อนเร่จึงพูดต่อ

“ฉันกับสามีเคยทำงานเป็นผู้บริหารทั้งคู่ รายได้ต่อปีของเรารวมกันแล้ว $200,000 เราเลยซื้อบ้านหลังใหญ่ในชิคาโก แต่พอย้ายเข้าไปได้ไม่นานสามีของฉันก็โดนให้ออกจากงาน และปีถัดมาฉันก็โดนเลย์ออฟด้วยเหมือนกัน เราต้องย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ แล้วสามีของฉันก็แอบคบกับเลขาในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งฉันกลับบ้านไป ก็เห็นประตูและหน้าต่างล็อคหมดทุกบาน ตรงหน้าประตูมีเพียงถุงสองใบที่ใส่เสื้อผ้าของฉัน และฉันก็ไม่ได้เข้าไปในอพาร์ทเมนต์อีกเลย

ฉันออกไปอยู่กับเพื่อนที่ทะเลาะและแยกกันอยู่กับแฟน แต่พอแฟนเธอมาขอคืนดีเขาก็ขอให้ฉันย้ายออก ตอนนั้นฉันมีเงินติดตัวแค่ $200 ส่วนเงินเก็บของฉันก็อยู่ในบัญชีร่วมของสามี ฉันไม่กล้าโทรหาพ่อกับแม่เพราะอายเกินจะเล่าให้ฟัง ก็เลยโบกรถและมาตั้งหลักที่เมืองนี้

นี่ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ฉันโอเคมากเลยนะ ไม่มีบิลต้องจ่าย ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รู้สึกอิสระเหมือนนกเลยล่ะ แค่ไม่มีปีกเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันอดละอายใจไม่ได้ที่เคยดูถูกเธอและเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันประสบอยู่นั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

“ทำไมคุณไม่หางานทำล่ะ” ฉันถาม

“คุณคิดว่าเค้าจะรับคนอย่างฉันมั้ย” เธอผายมือให้ฉันดูเสื้อผ้าและความซอมซ่อของเธอ ฉันเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณมาพักที่บ้านฉันได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะขายมันทิ้ง” น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกเครียดกับการขายบ้านอีกแล้ว

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า แค่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ เท่านั้นแหละ”

แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมหันไปจับรถเข็นของเธอ

“ไว้เจอกันอีกนะคะคุณ…”

“สมิธค่ะ แอนนา สมิธ แล้วคุณชื่ออะไรคะ?” ฉันถามกลับ

“ไดแอนค่ะ แค่ไดแอนเฉยๆ ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณสมิธ”

ฉันมองไดแอนเดินเข็นรถเข็นสวนกับรถบัสของฉันที่กำลังชะลอเข้าป้ายพอดี

ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มาหลายวันแล้วสินะ


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือ Chicken Soup for the Soul: The Power of Positive

ถ้าสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี

แล้วเราจะทำสิ่งต่างๆ ไปทำไม

นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนน่าจะเคยคิด

ยิ่งถ้ามองด้วยว่าสิ่งที่เราทำแทบไม่มีความหมายอะไรเลยในจักรวาลอันไพศาล ขนาดมหาจักรพรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มาวันนี้ก็อาจมีที่ทางแค่เพียงฟุตโน๊ตในหนังสือเรียน

มีสามประเด็นที่ผมได้ยินได้ฟังมาและอยากชวนทุกคนนำไปคิดต่อ

หนึ่ง เราหลายคนชอบเที่ยว ชอบออกเดินทาง อยากไปเห็นสิ่งต่างๆ แต่สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาที่บ้านอยู่ดี

การที่เราไม่สามารถเดินทางได้ตลอดไป และยังไงเราก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรออกไปเที่ยวตั้งแต่แรก จริงมั้ย?

สอง น้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร โดนแสงแดดโลมเลียจนระเหยขึ้นไปจับเป็นก้อนเมฆบนท้องฟ้า กลั่นตัวลงมาเป็นสายฝน ลงไปนอนแช่อยู่ในตุ่มเก็บน้ำ เด็กน้อยใช้ขันตักขึ้นมาดื่มให้ชื่นใจ เข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ก่อนจะถูกไตขับออกมาเป็นปัสสาวะลงโถส้วม ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่คลองและลอยละล่องสู่ท้องทะเล

การเดินทางเริ่มต้นที่ทะเล และสุดท้ายก็กลับสู่ทะเล คุณคิดว่าการเดินทางของน้ำหยดนี้ไร้ค่ารึเปล่า?

สาม ยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้ายังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเช่นกัน อะไรที่เราหลีกเลี่ยงเพราะความกลัว สิ่งที่เรากลัวยังไงมันก็ไม่มีทางแย่ไปกว่าจุดจบที่ต้องพบกันทุกคน

เราจึงพึงมีชีวิตที่รู้ตัวว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเช่นกันครับ

ความสุขคือการได้แก้ปัญหา

ถ้าเราไม่ยอมสบตากับปัญหา ก็เหมือนนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินแล้วหวังว่าสิงโตจะมองไม่เห็นมัน

ถ้าเรามีปัญหาแต่เราไม่มีหวังว่าเราจะแก้ได้ เราก็จะทุกข์ทรมาน

ถ้าเรารู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เราก็อาจกำลังหลอกตัวเองอยู่

ความสุขจึงเกิดจากการได้แก้ปัญหา เพราะมันทำให้แต่ละวันของเรามีจุดมุ่งหมาย แก้ได้หรือแก้ไม่ได้อาจไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือแก้ด้วยซ้ำไป

ความสุขเกิดจากการแก้ปัญหา

และชีวิตที่ดีอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าโอกาสในการแก้ปัญหาดีๆ ครับ

อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

ยอมรับเสียก่อนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราคิดว่าเราทำทุกอย่างถูกอยู่แล้ว

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังติดหล่ม ใจหนักๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างผิดอยู่แน่นอน

และการยอมรับว่าตัวเองผิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนส่วนใหญ่จะโทษคนอื่นก่อนเสมอ โทษหัวหน้า โทษคนในครอบครัว โทษรัฐบาล โทษใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

การกล่าวโทษคนอื่นนั้นเป็นที่นิยมเพราะมันง่าย เพราะมันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะมันช่วยรักษาความรู้สึกว่าเราเป็นคนถูก

แต่การกล่าวโทษคนอื่นและหวังว่าคนอื่นจะเปลี่ยนนั้นเป็น strategy ที่ไม่ฉลาดเลย ประสบการณ์ก็สอนแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนหรอก ถ้าเราไม่มัวแต่โทษเขาแล้วลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับเสียเถอะว่าปัญหาอยู่ที่เรานี่แหละ

และเมื่อรู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ครับ