4 Mindsets และ 5 Skills สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

เผอิญผ่านไปเจอสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Future Leader: 9 Skills and Mindsets to Succeed in the Next Decade ของ Jacob Morgan

เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

4 Mindsets ที่สำคัญสำหรับผู้นำในทศวรรษนี้

Mindset 1: นักสำรวจ (Explorer)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสงสัยใคร่รู้และความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

Mindset 2: เชฟ (Chef)
ผู้นำยุคใหม่ต้องหาส่วนผสมกลมกล่อมระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (“HumanIT”) เขายินดีจะลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องไม่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร

Mindset 3: ผู้รับใช้ (Servant)
องค์กรที่ดีจะเต็มไปด้วยผู้รับใช้ ลูกน้องจะรับใช้หัวหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าจะรับใช้ลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องได้เติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ทุกคนจะรับใช้ลูกค้าและผู้ใช้งานเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่ดี

Mindset 4: พลเมืองโลก (Global Citizen)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมองกว้างและใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรมต่างโลกทัศน์

5 Skills ที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่

Skill 1: นักอนาคตศาสตร์ (The Futurist)
มองไกล ใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน

Skill 2: โยดา (Yoda)
ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการล่มหัวจมท้ายของคนในทีม

Skill 3: นักแปล (The Translator)
ฟังและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คนในองค์กรเห็นและมองไปในทิศทางเดียวกัน

Skill 4: โค้ช (The Coach)
เข้าถึง ผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนโดยไม่หวงวิชา

Skill 5: วัยรุ่นสายเทค (The Technology Teenager)
กล้าเล่นกล้าลองของใหม่ๆ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

คนเรามีอายุขัย 75 ปี แต่ช่วงเวลาที่เราแข็งแรงทั้งกายใจและทำงานทำการได้อย่างเต็มที่นั้นมีประมาณ 40 ปี

เรานอนวันละ 7 ชั่วโมง อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเข้าห้องน้ำอีก 2 ชั่วโมง ดังนั้นเหลือวันละ 15 ชั่วโมง

15 ชั่วโมง x 365 วัน x 40 ปี = 219,000 ชั่วโมง

นี่คือจำนวนชั่วโมงที่เรามีไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่มากไปกว่านี้ แต่อาจน้อยกว่านี้ถ้าอายุเราไม่ถึงค่าเฉลี่ย

คำถามคือเราจะใช้สองแสนชั่วโมงเศษๆ ไปกับอะไรบ้าง?


ในหนังสือ “เงินหรือชีวิต” (Your Money or Your Life) ให้นิยามคำว่า “เงิน” ได้ถูกใจผมมาก

เขาบอกว่า เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้พลังงานชีวิตแลกไปเพื่อให้ได้มา

สำหรับพนักงานบริษัท เราใช้เวลาและพลังงานวันละ 8 ชั่วโมง หรือเดือนละ 176 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมการเดินทางด้วยก็ตีคร่าวๆ ว่า 200 ชั่วโมง

ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินมาได้ 100 บาท

ถ้าเงินเดือน 40,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินได้ 200 บาท

พอเรารู้ “ค่าตัว” ของเราแล้ว ก็ลองมองดูว่าเราจ่ายเงินกับเรื่องอะไรบ้าง

อาหารญี่ปุ่นมื้อละ 600 บาท = พลังงานชีวิต 3 ชั่วโมง

โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 30,000 บาท = 150 ชั่วโมง

รถคันละ 800,000 บาท = 4,000 ชั่วโมง

คอนโด 2.4 ล้านบาท = 12,000 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้นเพราะเรากู้แบงค์มา ถ้ารวมดอกเบี้ยแล้วอาจจะต้องจ่ายถึงสองเท่าหรือ 24,000 ชั่วโมง

แล้วเรากินอาหารแพงๆ บ่อยแค่ไหน ซื้อมือถือไปแล้วกี่เครื่อง ซื้อรถไปแล้วกี่คัน

แน่นอนว่าเงินเดือนเราไม่ได้ 40,000 บาทตลอดไป และของที่เราซื้อมาบางอย่างก็เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราในอนาคต

แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ 219,000 ชั่วโมงที่เรามีในวัยหนุ่มสาว

นอกจากซื้อของแล้ว เราเลือกจับจ่ายใช้สอยชั่วโมงที่เหลือไปกับอะไรบ้าง?

แค่ Social Media + TV วันละ 3 ชั่วโมง = 3 x 365 x 40 = 43,800 ชั่วโมงแล้ว

เมื่อรวบรวมข้าวของที่เรามี บวกเวลาที่เราเสียไปกับสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ นาๆ เราอาจจะพบว่าเราเป็นยาจกทางเวลาเลยก็ว่าได้

ไม่ได้จะบอกว่าอย่ากินอาหารอร่อยและอย่าซื้อมือถือใหม่

แค่จะบอกว่าให้เลือกให้ดีๆ เพราะถ้าเลือกไม่ดีมันคือการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดไปแลกกับของในโลกนี้ที่มันมีอยู่ไม่จำกัด

ข้าวของอะไรที่ซื้อมาแล้วเราไม่ได้ใช้คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลือง

กิจกรรมที่เราทำแต่ไม่ได้สร้างความสุขหรือความหมายให้กับเราก็คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลืองเช่นกัน

คิดให้ถี่ถ้วนว่าสิ่งที่ได้ที่ควรซื้อ สิ่งใดที่ควรทำ

เพราะต้นทุนเดียวที่เรามีอย่างแท้จริงคือเวลาบนโลกใบนี้

และเรามีกันคนละ 219,000 ชั่วโมงเท่านั้นครับ

ฟีดแบ็คพนักงานด้วยเทคนิค SBI

การให้ฟีดแบ็คคนในทีมเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด

ถ้าเป็น negative feedback ก็กลัวจะทำให้เขาเสียใจหรือดูเราไปตัดสินตัวตนของเขา

ถ้าเป็น positive feedback เราก็มักจะปากหนัก ไม่ค่อยชมอะไรต่อหน้า หรือถ้าพูดก็พูดสั้นๆ จนเขาอาจไม่รู้ว่าเราชมเขาเพราะอะไรกันแน่

เทคนิค SBI ช่วยคุณได้ครับ

S = Situation สถานการณ์

B = Behavior สิ่งที่เขาทำลงไป

I = Impact ผลลัพธ์ที่ตามมา

ตัวอย่างเช่น

ในการประชุมทีมเมื่อเช้านี้ (situation) สไลด์ของคุณใช้ตัวอักษรเล็กเกินไป (behavior) คนหลังห้องน่าจะดูสไลด์ไม่ค่อยรู้เรื่องนะ (impact)

หรือจะเอาไว้ชมก็ได้

เมื่อวานที่เราพรีเซนต์งานให้ CEO ฟัง (situation) คุณตอบคำถาม CEO ได้ทุกข้อ (behavior) ผมเลยมั่นใจว่าโครงการของเราจะได้รับการอนุมัติ (impact)

สังเกตว่าการใช้ SBI จะไม่พูดถึง “คุณลักษณะ” ของตัวบุคคล เช่นเป็นคนขี้เกียจ ขยัน สะเพร่า ฉลาด ฯลฯ แต่จะเน้นไปที่การกระทำที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ทำให้การฟีดแบ็คของเราไม่ไปกระทบตัวตนหรืออีโก้ของผู้รับฟีดแบ็คมากจนเกินไป

ลองนำ SBI ไปปรับใช้ดู แล้วอาจจะพบว่าเรากล้าให้ฟีดแบ็คอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ไม่ควรนับว่าเป็นปัญหา

เราแก้เรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้ และหากเจอใครที่เอาแต่เครียดเรื่องแรงโน้มถ่วงเราคงคิดว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ๆ

แต่เราหลายคนก็ยังกังวลถึงปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่นจำนวนคนติดเชื้อโควิด นโยบายบางอย่างของรัฐบาล หรือความเลวร้ายของใครบางคน

แล้วเราก็โกรธ/เครียด/หวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะดีขึ้นมา แต่พลังงานที่เราเสียไปกับสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับปัญหาแรงโน้มถ่วงโลกที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้

เรื่องราวมากมายจึงไม่ควรเก็บมาเป็นปัญหา แต่เราสามารถรับรู้และเรียนรู้เอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อที่จะได้วางแผนป้องกันและดูแลตัวเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ครับ

เราเป็นไม้ขีดไฟของกันและกัน

เมื่อวานมีน้องคนนึงที่เคยเข้า Writing Workshop กับผมทักมาทางเฟซบุ๊ค พอกลับไปอ่านที่เคยคุยกันไว้ก็เจอประโยคที่ผมเคยอ่านข้ามไป

“จะบอกว่า จากการเข้าคอร์สเรียนวันนั้น ถูกต่อยอดเป็นหนังสือเล่มนี้นะคะ”


เมื่อปี 2017 มีพี่คนนึงที่ขับรถจากกาญจนบุรีเพื่อมาเรียน Time Management กับผมถึงกรุงเทพ

3 ปีต่อมาพี่คนนี้ก็ส่งข้อความมาว่า

“วันที่พี่ไปเข้าคอร์ส Time Management ครั้งที่สองที่รุตม์จัด พี่เขียนว่าพี่อยากขายอาหารสุขภาพ ให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้ววันนั้นรุตม์ให้พี่เริ่มต้นจากการเขียนเมนูที่พี่อยากทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นโดยที่พี่ไม่เคยคาดฝันว่าวันนี้พี่จะมีร้านใหญ่โต”


เมื่อปลายปี 2014 ผมไปเที่ยวปีใหม่กับครอบครัวที่กาญจนบุรี พกหนังสือติดตัวไปสองเล่มคือ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ และ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ

อ่านจบผมก็ตั้งใจว่ากลับถึงกรุงเทพเมื่อไหร่จะลองเขียนบล็อกจริงจัง เบื้องต้นเอาซัก 3 ตอนก่อน พอทำได้ก็เขียนต่อมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็เขียนมา 6 ปีเศษและมีบทความสองพันกว่าตอนแล้ว


หนังสือมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม แต่ปิดปีใหม่ปีนั้นผมก็ดันได้อ่านหนังสือสองเล่มที่ทำให้มีบล็อก Anontawong’s Musings

เวิร์คช็อปมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่น้องกับพี่คนนั้นก็เลือกมาเรียนเวิร์คช็อปกับผมและได้ทำสิ่งที่เคยตั้งใจเอาไว้

โอเคล่ะ ถึงแม้ผมไม่ได้อ่านหนังสือพี่บอยกับพี่แท็ป ผมก็อาจจะได้เขียนบล็อกอยู่ดีก็ได้ หรือถ้าพี่คนนั้นไม่ได้มาเข้าเวิร์คช็อปกับผม เขาก็อาจจะได้เปิดร้านอาหารสุขภาพอยู่ดีก็ได้ แต่การที่มนุษย์สองคนได้โคจรมาพบกันจนเกิดสิ่งดีๆ ตามมา มองยังไงก็ต้องถือว่าเป็นความโชคดีและเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งอยู่ดี

เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เราพบวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไรบ้าง

และเราไม่มีทางรู้เช่นกันว่าสิ่งที่เราพูดและทำในวันนี้มันจะไปเปลี่ยนชีวิตของใครบ้าง

เราจึงเปรียบเหมือนไม้ขีดไฟของกันและกัน ที่พร้อมจะจุดประกายเล็กๆ ให้เกิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย

อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับคนหนึ่งคนครับ