Social Media ทำคนไกลให้ใกล้ ทำคนใกล้ให้ไกล

อ.นภดล ร่มโพธิ์เคยเขียนไว้ว่า คำว่า “รัก” สะกดว่า “เ-ว-ล-า”

รักคือการให้เวลากับคนที่เราคิดว่าสำคัญ

สิ่งใดก็ตามที่ดึงเวลาจากเราไป สิ่งนั้นทำให้เรารักกันน้อยลง

Mission Statement ของ Facebook คือ Give people the power to build community and bring the world closer together.

ทำให้คนทั้งโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น

เราพูดคุยกับคนข้ามทวีป แต่เรากลับไม่มีเวลาพูดคุยกับคนในบ้าน

ยิ่งพอมี Clubhouse เข้ามา เวลาหลังสองทุ่มที่ควรจะเป็นเวลาได้คุยกับคนที่สำคัญที่สุด นั่นคือครอบครัวและตัวเอง เรากลับใช้มันเพื่อพูดคุยกับคนแปลกหน้า

เราฉลาดขึ้นก็จริง เข้าใจโลกมากขึ้นก็จริง แต่คุ้มกันรึเปล่ากับความสัมพันธ์ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง เราจำเป็นต้องรู้อะไรมากขึ้นขนาดนั้นจริงหรือ

เกรงเหลือเกินว่ายิ่งตามล่าจะยิ่งหาไม่เจอ

Social Media ทำคนไกลให้ใกล้ ทำคนใกล้ให้ไกล และอนาคตก็จะมีของใหม่ๆ มาดึงเวลาจากเราไปอีก

รักตัวเองบ้าง ให้เวลากับตัวเองและคนใกล้ตัวบ้าง เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงครับ

หน้าที่ของเราคือเข้าใจผิดให้น้อยลง

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่เรามักจะสลัดไม่ออกคือความต้องการเป็น “คนถูก”

เขาถึงห้ามคุยกันเรื่องศาสนาและการเมือง เพราะแทนที่จะถกกันเพื่อนำไปสู่ความจริง ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นการเถียงกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนถูกได้ทุกอย่าง ความเข้าใจของเราที่มีต่อโลกใบนี้มีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้รังแต่จะทำให้เราสูญเสียมิตรสหายและความสัมพันธ์อันดี

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ เราก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราคาดการณ์ผิด และทำไมสิ่งที่เรามั่นใจนักหนากลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราคาด

หนึ่งในสัญญาณของวุฒิภาวะคือความรู้ตัวและการยอมรับได้ว่าเราไม่ได้ถูกไปเสียทุกอย่าง เรายังอ่อนด้อยเอามากๆ ในบางเรื่อง ซึ่งหากเรายอมรับได้ มันจะนำไปสู่ intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

เมื่อเรามีความถ่อมตนทางปัญญา โอกาสที่เราจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตามความเป็นจริงก็จะเปิดกว้างขึ้น เราจะสังเกตว่าอะไรที่เราผิด แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดหรือการลงมือทำจนกว่ามันจะถูก

เป้าหมายของการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกอย่าง

เป้าหมายคือการเป็นคนผิดให้น้อยลงเท่านั้นเอง

คงจะมีอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราจะยังเข้าใจโลกผิดๆ ไปจนถึงกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เข้าใจถูกในเรื่องใหญ่ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีงามครับ

ทำเรื่องยิ่งใหญ่เพราะเสมอต้นเสมอปลายกับเรื่องเล็ก

นั่งสมาธิหนึ่งครั้งใครก็ทำได้ แต่นั่งสมาธิทุกวันนั้นหาได้ยาก

ออกกำลังกายวันนี้เป็นเรื่องง่าย แต่ออกกำลังกายทุกวันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เขียนบทความหนึ่งบทแทบไม่มีความหมาย แต่เขียนบทความทุกวันได้คือยอดมนุษย์

หนึ่งวันวางอิฐหนึ่งก้อน เมื่อผ่านไปสิบปีก็มันก็คือกำแพงเมืองจีนดีๆ นี่เอง


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก James Clear 3-2-1 Newsletter

ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ถ้าเรือล่มและที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอ เราจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะอยู่ใครจะไป?

ผมไปอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Question: ถ้าเรือกำลังจะจมและมีผู้โดยสาร 11 คน แต่บนเรือชูชีพนั่งได้แค่ 10 คน คุณจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ขึ้นเรือ และใครจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

(The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?)

คำตอบมาจาก James Abbgy ที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญ

ผมมีใบรับรองในการขับเรือชูชีพ

ปัญหาที่ผมมีกับคำถามข้อนี้คือคนถามไม่ได้มีความรู้เพียงพอ

เรือชูชีพที่ไหนกันมีแค่ 10 ที่นั่ง? เรือชูชีพของผมจุได้ 150 คน

ในเมนท์มีหลายคนแนะนำให้เวียนเอาคนลงไปแช่ในน้ำทีละคน แต่เรือชูชีพของผมเป็นเรือแบบปิด…แล้วก็มีพื้นที่ว่างด้านบนด้วย

ทำไมถึงมีที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอล่ะ? อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (The International Convention for the Safety of Life at Sea) ระบุว่าต้องมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ แถมยังต้องมีบัฟเฟอร์อีก 25% ด้วย!

ผู้โดยสายคนที่ 11 จะมีที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วบนเรือชูชีพอีกลำนึง แล้วทำไมเค้าถึงต้องมาอยู่บนเรือผม? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดผมคงนำผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือแล้วให้เค้ารอที่จุดรวมพล ผมจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อหาว่าเรือลำไหนยังมีที่ว่าง จากนั้นก็ส่งเขาขึ้นเรือลำนั้น

แล้วทำไมต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย? สมมติว่าผมมีอาหารเพียงพอสำหรับ 10 วันสำหรับผู้โดยสาร 10 คน นั่นแปลว่าเราอยู่ได้ถึง 9 วันสำหรับผู้โดยสาร 11 คน การที่เราอยู่กลางทะเลได้น้อยลงหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เรือสำราญทุกลำจะมีระบบติดตาม และจะแล่นอยู่แต่ในเส้นทางที่มีเรือผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ยังไงต้องมีเรือลำอื่นผ่านเส้นทางนี้ภายใน 9 วันแน่นอน

เรามีวิทยุสื่อสารและเครื่องส่งสัญญาณ และเส้นทางเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากนัก เรือชูชีพมีเครื่องยนต์ดังนั้นผมอาจตัดสินใจขับเข้าชายฝั่งก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเรือชูชีพสีเหลืองสดมาผูกรวมกันเพื่อให้ทีมช่วยเหลือพบเห็นพวกเราได้โดยง่าย

คำถามที่คุณถามจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีระบบฉุกเฉินที่ถูกออกแบบโดยไอ้งั่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากอุบัติเหตุทางท้องทะเลในอดีต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองนี่แหละที่จะขอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผมจะไม่ยอมขึ้นเรือแบบนั้นโดยเด็ดขาด

เอาล่ะๆ ผมเดาว่าเจตนารมณ์ของคำถามคือ “ไม่มีทางเลือกอื่น หนึ่งใน 11 คนนี้ต้องตาย และคุณต้องเลือกว่าใครจะต้องตาย” ผมมองว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ creative เอาซะเลย ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้ไงที่คุณจะมีของพร้อมทุกอย่างที่จะช่วยเหลือคนได้ 10 คน แต่กลับไม่มีทางออกที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารคนที่ 11


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: James Abbgy’s answer to The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?