เราเป็นไม้ขีดไฟของกันและกัน

เมื่อวานมีน้องคนนึงที่เคยเข้า Writing Workshop กับผมทักมาทางเฟซบุ๊ค พอกลับไปอ่านที่เคยคุยกันไว้ก็เจอประโยคที่ผมเคยอ่านข้ามไป

“จะบอกว่า จากการเข้าคอร์สเรียนวันนั้น ถูกต่อยอดเป็นหนังสือเล่มนี้นะคะ”


เมื่อปี 2017 มีพี่คนนึงที่ขับรถจากกาญจนบุรีเพื่อมาเรียน Time Management กับผมถึงกรุงเทพ

3 ปีต่อมาพี่คนนี้ก็ส่งข้อความมาว่า

“วันที่พี่ไปเข้าคอร์ส Time Management ครั้งที่สองที่รุตม์จัด พี่เขียนว่าพี่อยากขายอาหารสุขภาพ ให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้ววันนั้นรุตม์ให้พี่เริ่มต้นจากการเขียนเมนูที่พี่อยากทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นโดยที่พี่ไม่เคยคาดฝันว่าวันนี้พี่จะมีร้านใหญ่โต”


เมื่อปลายปี 2014 ผมไปเที่ยวปีใหม่กับครอบครัวที่กาญจนบุรี พกหนังสือติดตัวไปสองเล่มคือ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ และ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ

อ่านจบผมก็ตั้งใจว่ากลับถึงกรุงเทพเมื่อไหร่จะลองเขียนบล็อกจริงจัง เบื้องต้นเอาซัก 3 ตอนก่อน พอทำได้ก็เขียนต่อมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็เขียนมา 6 ปีเศษและมีบทความสองพันกว่าตอนแล้ว


หนังสือมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม แต่ปิดปีใหม่ปีนั้นผมก็ดันได้อ่านหนังสือสองเล่มที่ทำให้มีบล็อก Anontawong’s Musings

เวิร์คช็อปมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่น้องกับพี่คนนั้นก็เลือกมาเรียนเวิร์คช็อปกับผมและได้ทำสิ่งที่เคยตั้งใจเอาไว้

โอเคล่ะ ถึงแม้ผมไม่ได้อ่านหนังสือพี่บอยกับพี่แท็ป ผมก็อาจจะได้เขียนบล็อกอยู่ดีก็ได้ หรือถ้าพี่คนนั้นไม่ได้มาเข้าเวิร์คช็อปกับผม เขาก็อาจจะได้เปิดร้านอาหารสุขภาพอยู่ดีก็ได้ แต่การที่มนุษย์สองคนได้โคจรมาพบกันจนเกิดสิ่งดีๆ ตามมา มองยังไงก็ต้องถือว่าเป็นความโชคดีและเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งอยู่ดี

เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เราพบวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไรบ้าง

และเราไม่มีทางรู้เช่นกันว่าสิ่งที่เราพูดและทำในวันนี้มันจะไปเปลี่ยนชีวิตของใครบ้าง

เราจึงเปรียบเหมือนไม้ขีดไฟของกันและกัน ที่พร้อมจะจุดประกายเล็กๆ ให้เกิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย

อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับคนหนึ่งคนครับ