เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

เรามีต้นทุนคนละ 219,000 ชั่วโมง

คนเรามีอายุขัย 75 ปี แต่ช่วงเวลาที่เราแข็งแรงทั้งกายใจและทำงานทำการได้อย่างเต็มที่นั้นมีประมาณ 40 ปี

เรานอนวันละ 7 ชั่วโมง อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเข้าห้องน้ำอีก 2 ชั่วโมง ดังนั้นเหลือวันละ 15 ชั่วโมง

15 ชั่วโมง x 365 วัน x 40 ปี = 219,000 ชั่วโมง

นี่คือจำนวนชั่วโมงที่เรามีไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่มากไปกว่านี้ แต่อาจน้อยกว่านี้ถ้าอายุเราไม่ถึงค่าเฉลี่ย

คำถามคือเราจะใช้สองแสนชั่วโมงเศษๆ ไปกับอะไรบ้าง?


ในหนังสือ “เงินหรือชีวิต” (Your Money or Your Life) ให้นิยามคำว่า “เงิน” ได้ถูกใจผมมาก

เขาบอกว่า เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้พลังงานชีวิตแลกไปเพื่อให้ได้มา

สำหรับพนักงานบริษัท เราใช้เวลาและพลังงานวันละ 8 ชั่วโมง หรือเดือนละ 176 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมการเดินทางด้วยก็ตีคร่าวๆ ว่า 200 ชั่วโมง

ถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินมาได้ 100 บาท

ถ้าเงินเดือน 40,000 บาท หนึ่งชั่วโมงของเราแลกเงินได้ 200 บาท

พอเรารู้ “ค่าตัว” ของเราแล้ว ก็ลองมองดูว่าเราจ่ายเงินกับเรื่องอะไรบ้าง

อาหารญี่ปุ่นมื้อละ 600 บาท = พลังงานชีวิต 3 ชั่วโมง

โทรศัพท์มือถือเครื่องละ 30,000 บาท = 150 ชั่วโมง

รถคันละ 800,000 บาท = 4,000 ชั่วโมง

คอนโด 2.4 ล้านบาท = 12,000 ชั่วโมง ซึ่งจริงๆ มากกว่านั้นเพราะเรากู้แบงค์มา ถ้ารวมดอกเบี้ยแล้วอาจจะต้องจ่ายถึงสองเท่าหรือ 24,000 ชั่วโมง

แล้วเรากินอาหารแพงๆ บ่อยแค่ไหน ซื้อมือถือไปแล้วกี่เครื่อง ซื้อรถไปแล้วกี่คัน

แน่นอนว่าเงินเดือนเราไม่ได้ 40,000 บาทตลอดไป และของที่เราซื้อมาบางอย่างก็เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราในอนาคต

แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนคือ 219,000 ชั่วโมงที่เรามีในวัยหนุ่มสาว

นอกจากซื้อของแล้ว เราเลือกจับจ่ายใช้สอยชั่วโมงที่เหลือไปกับอะไรบ้าง?

แค่ Social Media + TV วันละ 3 ชั่วโมง = 3 x 365 x 40 = 43,800 ชั่วโมงแล้ว

เมื่อรวบรวมข้าวของที่เรามี บวกเวลาที่เราเสียไปกับสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ นาๆ เราอาจจะพบว่าเราเป็นยาจกทางเวลาเลยก็ว่าได้

ไม่ได้จะบอกว่าอย่ากินอาหารอร่อยและอย่าซื้อมือถือใหม่

แค่จะบอกว่าให้เลือกให้ดีๆ เพราะถ้าเลือกไม่ดีมันคือการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดไปแลกกับของในโลกนี้ที่มันมีอยู่ไม่จำกัด

ข้าวของอะไรที่ซื้อมาแล้วเราไม่ได้ใช้คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลือง

กิจกรรมที่เราทำแต่ไม่ได้สร้างความสุขหรือความหมายให้กับเราก็คือพลังงานชีวิตที่เสียไปโดยเปล่าเปลืองเช่นกัน

คิดให้ถี่ถ้วนว่าสิ่งที่ได้ที่ควรซื้อ สิ่งใดที่ควรทำ

เพราะต้นทุนเดียวที่เรามีอย่างแท้จริงคือเวลาบนโลกใบนี้

และเรามีกันคนละ 219,000 ชั่วโมงเท่านั้นครับ

ฟีดแบ็คพนักงานด้วยเทคนิค SBI

การให้ฟีดแบ็คคนในทีมเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด

ถ้าเป็น negative feedback ก็กลัวจะทำให้เขาเสียใจหรือดูเราไปตัดสินตัวตนของเขา

ถ้าเป็น positive feedback เราก็มักจะปากหนัก ไม่ค่อยชมอะไรต่อหน้า หรือถ้าพูดก็พูดสั้นๆ จนเขาอาจไม่รู้ว่าเราชมเขาเพราะอะไรกันแน่

เทคนิค SBI ช่วยคุณได้ครับ

S = Situation สถานการณ์

B = Behavior สิ่งที่เขาทำลงไป

I = Impact ผลลัพธ์ที่ตามมา

ตัวอย่างเช่น

ในการประชุมทีมเมื่อเช้านี้ (situation) สไลด์ของคุณใช้ตัวอักษรเล็กเกินไป (behavior) คนหลังห้องน่าจะดูสไลด์ไม่ค่อยรู้เรื่องนะ (impact)

หรือจะเอาไว้ชมก็ได้

เมื่อวานที่เราพรีเซนต์งานให้ CEO ฟัง (situation) คุณตอบคำถาม CEO ได้ทุกข้อ (behavior) ผมเลยมั่นใจว่าโครงการของเราจะได้รับการอนุมัติ (impact)

สังเกตว่าการใช้ SBI จะไม่พูดถึง “คุณลักษณะ” ของตัวบุคคล เช่นเป็นคนขี้เกียจ ขยัน สะเพร่า ฉลาด ฯลฯ แต่จะเน้นไปที่การกระทำที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ทำให้การฟีดแบ็คของเราไม่ไปกระทบตัวตนหรืออีโก้ของผู้รับฟีดแบ็คมากจนเกินไป

ลองนำ SBI ไปปรับใช้ดู แล้วอาจจะพบว่าเรากล้าให้ฟีดแบ็คอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ไม่ควรนับว่าเป็นปัญหา

เราแก้เรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้ และหากเจอใครที่เอาแต่เครียดเรื่องแรงโน้มถ่วงเราคงคิดว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ๆ

แต่เราหลายคนก็ยังกังวลถึงปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่นจำนวนคนติดเชื้อโควิด นโยบายบางอย่างของรัฐบาล หรือความเลวร้ายของใครบางคน

แล้วเราก็โกรธ/เครียด/หวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะดีขึ้นมา แต่พลังงานที่เราเสียไปกับสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับปัญหาแรงโน้มถ่วงโลกที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้

เรื่องราวมากมายจึงไม่ควรเก็บมาเป็นปัญหา แต่เราสามารถรับรู้และเรียนรู้เอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อที่จะได้วางแผนป้องกันและดูแลตัวเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ครับ

เราเป็นไม้ขีดไฟของกันและกัน

เมื่อวานมีน้องคนนึงที่เคยเข้า Writing Workshop กับผมทักมาทางเฟซบุ๊ค พอกลับไปอ่านที่เคยคุยกันไว้ก็เจอประโยคที่ผมเคยอ่านข้ามไป

“จะบอกว่า จากการเข้าคอร์สเรียนวันนั้น ถูกต่อยอดเป็นหนังสือเล่มนี้นะคะ”


เมื่อปี 2017 มีพี่คนนึงที่ขับรถจากกาญจนบุรีเพื่อมาเรียน Time Management กับผมถึงกรุงเทพ

3 ปีต่อมาพี่คนนี้ก็ส่งข้อความมาว่า

“วันที่พี่ไปเข้าคอร์ส Time Management ครั้งที่สองที่รุตม์จัด พี่เขียนว่าพี่อยากขายอาหารสุขภาพ ให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้ววันนั้นรุตม์ให้พี่เริ่มต้นจากการเขียนเมนูที่พี่อยากทำ นั่นคือจุดเริ่มต้นโดยที่พี่ไม่เคยคาดฝันว่าวันนี้พี่จะมีร้านใหญ่โต”


เมื่อปลายปี 2014 ผมไปเที่ยวปีใหม่กับครอบครัวที่กาญจนบุรี พกหนังสือติดตัวไปสองเล่มคือ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ และ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ

อ่านจบผมก็ตั้งใจว่ากลับถึงกรุงเทพเมื่อไหร่จะลองเขียนบล็อกจริงจัง เบื้องต้นเอาซัก 3 ตอนก่อน พอทำได้ก็เขียนต่อมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ก็เขียนมา 6 ปีเศษและมีบทความสองพันกว่าตอนแล้ว


หนังสือมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม แต่ปิดปีใหม่ปีนั้นผมก็ดันได้อ่านหนังสือสองเล่มที่ทำให้มีบล็อก Anontawong’s Musings

เวิร์คช็อปมีเป็นร้อยเป็นพัน แต่น้องกับพี่คนนั้นก็เลือกมาเรียนเวิร์คช็อปกับผมและได้ทำสิ่งที่เคยตั้งใจเอาไว้

โอเคล่ะ ถึงแม้ผมไม่ได้อ่านหนังสือพี่บอยกับพี่แท็ป ผมก็อาจจะได้เขียนบล็อกอยู่ดีก็ได้ หรือถ้าพี่คนนั้นไม่ได้มาเข้าเวิร์คช็อปกับผม เขาก็อาจจะได้เปิดร้านอาหารสุขภาพอยู่ดีก็ได้ แต่การที่มนุษย์สองคนได้โคจรมาพบกันจนเกิดสิ่งดีๆ ตามมา มองยังไงก็ต้องถือว่าเป็นความโชคดีและเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งอยู่ดี

เราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เราพบวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไรบ้าง

และเราไม่มีทางรู้เช่นกันว่าสิ่งที่เราพูดและทำในวันนี้มันจะไปเปลี่ยนชีวิตของใครบ้าง

เราจึงเปรียบเหมือนไม้ขีดไฟของกันและกัน ที่พร้อมจะจุดประกายเล็กๆ ให้เกิดเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความหมาย

อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับคนหนึ่งคนครับ

นิทานบุหรี่ในห้องพระ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลกันนะครับ

มีสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา สมาชิกเป็นฆราวาสทั้งนั้น

กรรมการสถานปฏิบัติธรรมนี้มีความเห็นว่า ควรจัดให้มีการจัดอบรมสันติวิธีแก่สมาชิก เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ว่าในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม จึงเชิญวิทยากรคนหนึ่งมาฝึกอบรมสันติวิธีเป็นเวลาสองวัน โดยใช้ห้องสวดมนต์เป็นสถานที่จัดอบรม

วันแรกผ่านไปด้วยดี วันที่สองวิทยากรอยากจะฝึกให้ยากขึ้น จึงสร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้นมาว่า มีผู้ก่อการร้ายจับตัวประกันสองคน ให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย

เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ

ผู้เข้าฝึกอบรมคนหนึ่งประท้วงขึ้นมาทันทีว่า “ที่นี่ห้ามสูบบุหรี่ เพราะนี้เป็นห้องสวดมนต์”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจหรอก คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?”

ผู้เข้าอบรมก็บอกว่า “ถ้าคุณสูบบุหรี่ในนี้ เราก็ไม่เจรจากับคุณ”

ผู้ก่อการร้ายจึงพูดว่า “ก็ได้ หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วก็เดินไปที่แท่นบูชา แล้วขยี้ก้นบุหรี่บนตักพระพุทธรูป”

ทุกคนในห้องไม่พอใจมาก มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป นี่พระพุทธรูปนะ”

ผู้ก่อการร้ายตอบว่า “ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”

ตอนนี้ทุกคนโมโหจนลืมไปว่าตนกำลังสวมบทบาทสมมุติ มีคนหนึ่งบอกเขาว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม เรารู้ว่าคุณไม่ใช่ชาวพุทธ แต่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา คุณควรเคารพสถานที่แห่งนี้ด้วย”

วิทยากรซึ่งยังสวมบทผู้ก่อการร้ายอยู่จึงพูดว่า “คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น

เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ ต่างวิ่งไปทำร้ายเขา เตะต่อยสารพัด จนเขาล้มลง แต่ก็หนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย

คำถามคือ ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งใจฝึกสันติวิธี จึงลงเอยด้วยการเตะต่อยวิทยากร ทั้งที่หลายคนไม่เคยทำร้ายใคร ยุงก็ไม่ตบ บางคนกินมังสวิรัติด้วย

คำตอบก็คือ เพราะคนเหล่านั้นเห็นว่า วิทยากรทำไม่ถูกต้อง แต่เขาลืมไปว่า นี่เป็นการแสดง ไม่ใช่ของจริง และเป็นความตั้งใจของวิทยากรที่อยากให้โจทย์ยากๆ ว่าจะใช้สันติวิธีได้อย่างไรหากถูกยั่วยุหรือเจอเรื่องกระทบใจ แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเหล่านั้นกลับลืมตัวเมื่อถูกยั่วยุ หันไปใช้ความรุนแรงกับวิทยากร

ทำไมเขาเหล่านั้นลืมตัว ก็เพราะเขาเห็นความไม่ถูกต้อง และเนื่องจากยึดมั่นในความถูกต้องมาก พอเห็นคนอื่นทำสิ่งไม่ถูกต้อง ก็เลยลืมตัว ลืมไปว่า นี่คือเรื่องสมมุติ เป็นแบบฝึกหัดเพื่อใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ผลก็คือ ทุกคนสอบตกหมดเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากเพจ ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล