ที่ต้องเปลี่ยนตอนนี้ไม่ได้แปลว่าเราผิดมาตลอด

จริงๆ แล้วเราอาจจะถูกมาตลอดด้วยซ้ำ

แต่ที่เราต้องเปลี่ยน เพราะโลกมันเปลี่ยน อะไรที่มันเคยเวิร์คก็อาจจะไม่ได้เวิร์คอีกต่อไป

ยอดเขายังอยู่ที่เดิม เจตจำนงที่จะปีนเขาลูกนั้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เส้นทางในการขึ้นไปสู่ยอดอาจต้องเปลี่ยนไป และเครื่องมือที่เราต้องใช้ก็อาจต้องเปลี่ยนตาม

คำตอบที่ถูกต้องนั้นถูกต้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อบริบทเปลี่ยนคำตอบที่ถูกต้องก็ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

ละทิ้งความรู้สึกที่อยากเป็นคนถูก แล้วแสวงหาแนวทางที่ถูกและเหมาะสมกับบริบทกันดีกว่าครับ

กฎ 3 ข้อสำหรับการประชุมของ Elon Musk

ชั่วโมงนี้คงแทบไม่มีใครไม่รู้จัก Elon Musk เจ้าของ Tesla, SpaceX, และ Neuralink

เมื่อเดือนที่แล้วอีลอนได้ขึ้นแท่นเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกชั่วคราว แต่ตอนนี้ลงมาอยู่อันดับสองรองจาก Jeff Bezos แห่งอเมซอน (เช็คข้อมูลล่าสุดได้ที่ Real Time Billionaires ของ Forbes)

เมื่อปี 2019 อีลอนได้ส่งอีเมลหาพนักงาน และตอนท้ายข้อความได้ฝากข้อคิดเรื่องการประชุมเอาไว้ ซึ่งแตกออกมาเป็นกฎให้จำง่ายๆ ได้ 3 ข้อ

1. อย่าเชิญคนเยอะ
สำหรับอีลอน การประชุมที่ดีควรมีคนประมาณ 4-6 คนก็พอแล้ว ถ้าอยากจะเชิญคนเยอะกว่านั้นเราก็ต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เข้าประชุมจะได้ประโยชน์ และต้องทำให้ประชุมนั้นกินเวลาน้อยที่สุด

2. อย่าประชุมกันบ่อย
หลีกเลี่ยงการประชุมกันบ่อยๆ ยกเว้นว่าจะเกิดสถานการณ์เร่งด่วน และเมื่อแก้ไขสถานการณ์ได้แล้วก็ควรลดความถี่ลงมา

3. ถ้ารู้ตัวว่าประชุมต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ให้เดินออกจากห้อง
หลายครั้งหลายหนเราถูกเชิญให้เข้าประชุมทั้งๆ ที่เรื่องนี้แทบไม่เกี่ยวกับเราเลย เราจึงแทบไม่มีส่วนร่วมในการประชุมและมักจะหางานอื่นทำไปพลางๆ ระหว่างรอให้การประชุมนั้นสิ้นสุด

แต่อีลอนบอกว่า ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณไม่สามารถ add value ในที่ประชุมได้ ขอให้เดินออกจากห้องประชุมได้เลย ไม่ต้องกลัวเสียมารยาท

“It is not rude to leave, it is rude to make someone stay and waste their time.” – การเดินออกจากห้องไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ที่น่าเกลียดคือการรั้งเขาไว้ในห้องประชุมและทำให้เขาเสียเวลาทำงานทำการต่างหาก คุณพ่ออีลอน มัสก์ได้กล่าวไว้

เชื่อว่าคนทำงานหลายคนเคยต้องเข้าการประชุมที่ “ไม่สร้างการผลิต” มานักต่อนักแล้ว สิ่งที่เราพอจะทำได้คือนึกถึงกฎ 3 ข้อนี้ทุกครั้งที่เราเป็นคนจัดการประชุม

แต่ถ้าบริษัทเรามีผู้บริหารที่โปรดปรานการประชุมที่ทั้งถี่ ทั้งนาน ทั้งใช้คนเยอะ ก็ลองแชร์บทความนี้ลอยๆ เผื่อเขาจะผ่านมาเห็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Business Insider: Elon Musk tries to avoid having meetings at Tesla — and encourages people to leave if they’re not adding any value

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

สิ้นเดือนที่หนึ่งของปี 2021 แล้ว

ใครมี New Year’s Resolutions ที่กำลังหลุดลอยขอให้ยกมือขึ้น!

ทุกต้นปีเราจะมีเป้าหมายใหม่ๆ ที่แสนเร้าใจและชวนเราออกไปแตะขอบฟ้า

แต่เมื่อกลับมาเจอชีวิตจริงที่ต้องเข้าออฟฟิศ เจองานด่วนงานแทรก ไหนจะสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ลดน้อยถอยลง

ใครที่คิดว่าปีนี้จะเหมือนกับปีก่อนๆ ที่ฮึดได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ขอให้ท่องประโยคนี้เอาไว้:

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ตอนต้นปีเรามีความกระตือรือร้นมากมาย แต่ความกระตือรือร้นนั้นมาแล้วก็ไป พึ่งพาได้ไม่นาน

สิ่งที่พึ่งพาได้มากกว่าคือความสม่ำเสมอ

ถ้าอยากลดน้ำหนัก การเข้าฟิตเนสรวดเดียว 10 ชั่วโมงคงไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมาย แต่การเข้าฟิตเนสคราวละ 20 นาทีทุกวันตลอด 1 เดือน รวมเวลาออกกำลังกายก็ 10 ชั่วโมงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ย่อมต่างกันและมีโอกาสจะยืนระยะได้นานกว่า

ความสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้ motivation อะไรมากมาย แค่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เรารู้ว่าอยู่แก่ใจว่ากำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน หัดเป็นคนที่รอได้

แล้วขอบฟ้าไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

โลกจดจำคนที่ผลงาน

ลองมองไปที่อนุสาวรีย์ หนังสือชีวประวัติ หรือหนังที่สร้างจากชีวิตจริง

คนที่มีชื่ออยู่ในจดหมายเหตุเหล่านี้ ล้วนถูกจารึกเพราะผลงานที่เขาได้สร้างเอาไว้

อาจจะเป็นนวัตกรรมที่คิดค้น บริษัทที่ก่อตั้ง หรือแม้กระทั่งบ้านเมืองที่กอบกู้

ทุกคนที่ถูกประวัติศาสตร์จดจำ ล้วนถูกจดจำเพราะสิ่งที่เขาทำทั้งสิ้น ไม่ได้ถูกจดจำเพราะชาติตระกูล ฐานะ หรือหน้าตาแต่ประการใด

และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ดีที่เราไม่ควรหยุดทำงาน

เพราะนอกจากจะได้ยกระดับตัวเองและได้สร้างประโยชน์แล้ว มันยังเป็นโอกาสที่เราจะได้สร้างสิ่งที่มีอายุยืนยาวกว่าอายุขัยของเราครับ

นิทาน 6 แต้ม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีผู้รับเหมาชาวไต้หวันคนหนึ่งที่ทั้งฉลาดและขยัน แต่ไม่รู้เพราะโชคชะตาหรือเพราะอะไร ธุรกิจของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที

วันหนึ่ง ระหว่างที่เดินเซ็งๆ อยู่บนฟุตบาท เขาเดินผ่านแผงขายหนังสือพิมพ์เลยซื้อหนังสือพิมพ์มาฉบับหนึ่ง

เมื่อพลิกอ่านดูเร็วๆ เขาก็เจอบทความหนึ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง เขาตัดสินใจที่จะนำเงินก้อนสุดท้าย 10,000 หยวนมาลงทุนในธุรกิจของเขาอีกครั้ง

เหมือนมีมนต์เสก ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด ลูกค้าไหลมาเทมา ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี ธุรกิจของเขาเติบโตมีมูลค่าถึง 100 ล้านหยวน

นักข่าวต่างมาสัมภาษณ์เขาว่าความลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคืออะไร คำตอบของเขามีเพียงสี่พยางค์ “หกแต้มก็พอ”

และอีกไม่กี่ปีต่อมา ธุรกิจของเขาก็มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านหยวน

เขาได้มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาต่างถามคำถามว่าเขาทำยังไงถึงเปลี่ยนเงิน 10,000 หยวนให้กลายเป็น 10,000 ล้านหยวนได้ เขาจึงตอบว่า

“เพราะผมเอาน้อยกว่า 2 แต้มเสมอ”

เมื่อเห็นแววตาที่ยังไม่สิ้นสงสัยของนักศึกษา เขาจึงยอมบอกความลับ

บทความที่เขาได้อ่านในวันนั้น คือบทสัมภาษณ์ของริชาร์ด ลี ลูกชายของ ลี กา ชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง

นักข่าวถามริชาร์ด ลี ว่า พ่อของคุณสอนอะไรเกี่ยวกับการหาเงินบ้าง?

ริชาร์ด ลี ตอบว่า พ่อไม่เคยสอนผมเรื่องการหาเงิน พ่อสอนผมแค่เรื่องหลักการของชีวิต ว่าเวลาคุณทำงานร่วมกับใคร ถ้า 8 แต้มคือสิ่งที่คุณควรได้ 7 แต้มก็พอรับไหว ครอบครัวของเราควรจะเอาแค่ 6 แต้ม

“ผมอ่านบทสัมภาษณ์นั้นเป็นร้อยรอบ และผมก็เข้าใจความจริงที่ว่าจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือความเมตตา ดังนั้นจุดสูงสุดของความฉลาดก็คือความเมตตาเช่นกัน ลีกาชิงยอมให้คนอื่นได้มากกว่า 2 แต้ม ดังนั้นทุกคนเลยอยากทำธุรกิจกับลีกาชิงเพราะรู้ว่าตัวเองจะได้เปรียบ”

“ดังนั้น แม้ว่าคุณจะได้แค่ 6 แต้ม แต่คุณจะมีโอกาสเป็นร้อย ถ้าคุณพยายามจะเอา 8 แต้ม โอกาสนับร้อยอาจจะเหลือไม่ถึงสิบก็ได้”

“ความผิดพลาดของผมตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจเพราะว่าผมพยายามมากเกินไปที่จะไม่ยอมเสียเปรียบ ผมคำนวณทุกอย่างว่าดีลนี้ทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่าที่สุดและได้ประโยชน์มากกว่าอีกฝ่าย สุดท้ายแล้วผมเลยได้เงินมากขึ้นในวันนี้แต่กลับเสียโอกาสของวันพรุ่งนี้”

เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็หยิบหนังสือพิมพ์สีเหลืองซีดออกมาจากกระเป๋า มันคือหนังสือพิมพ์ที่เขาซื้อเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและพกมันติดตัวไม่เคยห่างกาย

ในพื้นที่ว่างตรงขอบกระดาษ มีลายมือขยุกขยิกเขียนเอาไว้ว่า

“7 แต้มพอรับไหว 8 แต้มคือที่เราควรได้ งั้นเราเอาแค่ 6 แต้มก็พอ”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน