โรงงานผลิตข้ออ้าง

มาสายเพราะรถติด (ออกจากบ้านช้า)

เช็คเมลเพราะเผื่อมีงานสำคัญ (เคยชิน)

เข้าเฟซเพื่อคลายเครียด (ทุกสิบห้านาที)

ไม่มีเวลาทำงานสำคัญเพราะงานแทรก (งานสำคัญมันยาก งานแทรกมันง่ายดี)

ทำงานผิดเพราะหัวหน้าสั่งไม่เคลียร์ (สงสัยแล้วเราไม่ถาม)

เพื่อนร่วมงานทำตัวแย่เราเลยต้องทำตัวแย่กลับ (เหรอ?)

เราจึงเป็นโรงงานผลิตข้ออ้าง

เปิดทำการตั้งแต่ฟ้าสางยันหลับไหล

มันคือกลไกของกิเลสที่ช่วยให้เราไม่ต้องสบตากับความจริง

ความจริงที่ว่าเราเองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก ของ The Arbinger Institute

4 เหตุผลที่หัวหน้าควรมี 1:1 กับลูกน้องทุกเดือน

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดสำหรับหัวหน้าทีมคือการพูดคุยแบบ 1:1 (อ่านว่า One on One)

1:1 คือการคุยแบบตัวต่อตัวของหัวหน้ากับลูกน้อง โดยจะคุยกันในห้องประชุมหรือที่ร้านกาแฟก็ได้

แต่ 1:1 ก็เป็นเครื่องมือที่ถูกละเลยบ่อยที่สุดเช่นกัน เพราะหัวหน้ามักจะคิดว่า “ไม่มีเวลา” หรือ “ไม่รู้จะคุยอะไร” ทั้งๆ ที่มีเรื่องให้คุยมากมายและถ้าคุยเป็นก็จะสามารถประหยัดเวลาจากเรื่องปวดหัวที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ตัวผมเองพยายามจะนัดคุย 1:1 กับน้องในทีมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โดยผมเห็นประโยชน์ของมันดังนี้

  1. ทำความรู้จักในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เจ้านายเก่าคนหนึ่งของผมเคยพูดไว้ว่า หัวหน้าไม่ได้มีฐานะสูงกว่าลูกน้อง แค่มีหน้าที่ต่างกันเท่านั้นเอง

เราต่างก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนๆ กัน มีความหวัง ความต้องการ ความกังวลเหมือนกัน

หัวหน้าจึงควรทำความรู้จักว่าลูกน้องเป็นคนยังไง มีพื้นเพแบบไหน ช่วงนี้สนใจเรื่องอะไร และมีเป้าหมายอะไรในอนาคต

เมื่อเราเข้าใจตัวตนของลูกน้องและสิ่งที่ขับเคลื่อนเขา เราจะเกาได้ถูกที่คันกับน้องคนนี้มากขึ้น และเราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นเวลาที่ต้องมอบหมายงานใหม่ๆ ให้ลูกน้องคนนี้

  1. คุยในสิ่งที่คุยในที่ประชุมอื่นไม่ได้

หลักการง่ายๆ หรือ Rule of Thumb ของการคุย 1:1 ก็คือให้โฟกัสไปในสิ่งที่คุยในการประชุมอื่นๆ ไม่ได้

เรื่องอย่างการติดตามงานว่าไปถึงไหนแล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรคุยใน 1:1 เพราะเราใช้การประชุมทีมหรือการประชุมโปรเจ็คทำได้อยู่แล้ว

จุดแข็งของ 1:1 คือความ private เราจึงควรเน้นไปที่เรื่องที่เราทั้งสองสบายใจที่จะพูดคุยกันในยามที่ไม่มีสายตาอื่นจับจ้องอยู่

เช่นถามเขาว่าตอนนี้กังวลใจเรื่องอะไรบ้าง มีเพื่อนร่วมงานคนไหนที่ทำงานด้วยแล้วยังติดขัดรึเปล่า มีใครในทีมที่เราเป็นห่วงหรือไม่

รวมถึงเรื่องส่วนตัวว่าที่บ้านเป็นยังไงบ้าง มีแผนจะไปเที่ยวที่ไหน ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่องอะไร

หลังจากฟังน้องแล้ว เราก็ใช้โอกาสนี้ในการฟีดแบ็คลูกน้องเรื่องที่เขาทำได้ดีและยังทำได้ไม่ดี รวมถึงสิ่งที่เราอยากให้เขาโฟกัสในช่วงนี้

การชวนคุยเรื่องที่ “กึ่งความลับ” เช่นนี้จะช่วยสร้างพื้นที่แห่งความสบายใจและความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ แต่ยั่งยืน

3. โอกาสที่เขาจะบอกว่าเราควรปรับปรุงอะไร
ถึงแม้เราจะเป็นหัวหน้าที่เปิดกว้างต่อการรับฟีดแบ็ค ลูกน้องก็คงไม่กล้าบอกกับเราในห้องประชุมที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเยอะๆ

แต่ใน 1:1 เราสามารถถามเขาได้ว่า อยากให้พี่ปรับอะไรตรงไหนมั้ย มีอะไรที่พี่ควรจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้น้องทำงานได้ดีขึ้นรึเปล่า

ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าน้องอาจจะยังไม่กล้าพูดอยู่ดี ก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย และหมั่นทำข้อ 1 & 2 ให้เยอะๆ เพื่อให้เขาพร้อมเปิดอกคุยกับเรามากขึ้นในครั้งต่อไป

  1. การนัดแบบอื่นไม่สามารถทดแทนได้

แน่นอนว่าองค์กรอาจจะสร้างโอกาสให้เรามีสถานการณ์ 1:1 อยู่แล้ว เช่นการพูดคุย Performance Review แต่การคุยแบบนี้เกิดขึ้นแค่ปีละหนึ่งหรือสองครั้ง ซึ่งไม่เพียงพอและไม่อาจทดแทน 1:1 ได้เลย

เพราะแม้เราจะไปหาหมอฟันทุก 6 เดือน แต่ช่วงที่ไม่ได้ไปหาหมอฟันเราก็ยังจำเป็นต้องแปรงฟันอยู่ทุกวัน ไม่อย่างนั้นต่อให้หมอฟันเทพแค่ไหนก็ดูแลไม่ไหว

หัวหน้าจึงควรมี 1:1 กับลูกน้องบ่อยๆ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และสร้างโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นครับ

หัดสงสัยในความดีของตัวเอง

โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกดังต่อไปนี้

  • ทำไมเราต้องทุ่มเทอยู่คนเดียว
  • ทำไมคนอื่นดูไม่รับผิดชอบงานของตัวเองเลย
  • ทำไมทุกคนจ้องแต่จะเอาเปรียบ
  • ทำไมเขาไม่เห็นใจเราบ้าง
  • ทำไมเขาทำตัวแย่อย่างนี้

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก” จบ เป็นหนังสือที่ลึกซึ้งและถึงอกถึงใจมาก

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกตามที่กล่าวไปด้านบน นั่นแสดงว่าเรากำลัง “เข้าไปอยู่ในกล่อง” ความคิดของเราจะถูกบิดเบือนและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราจะพยายาม “ยกตัวเองขึ้น” โดยการบอกตัวเองว่า เราทุ่มเทกว่า เราเสียสละมากกว่า และเราก็จะพยายาม “กดคนอื่นลง” เพื่อให้รู้สึกสบายใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเรา

ถ้าไม่พาตัวเองออกจากกล่อง เราก็จะชวนคนอื่นเข้าไปอยู่ในกล่องของตัวเองด้วย และต่างฝ่ายจะต่างโทษกันไปโทษกันมา เป็นวงจรอุบาทว์ที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายและครอบครัวล่มสลาย

หากเรากำลังติดอยู่ในความคิดลบๆ มองคนอื่นเป็นเพียงตัวปัญหาและตัวก่อกวน ขอให้รู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในกล่อง และวิธีออกจากกล่องที่รวดเร็วที่สุด คือการมองให้เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความหวัง ความต้องการ ความใส่ใจ และความกลัวเหมือนๆ กัน

เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แสดงว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

หัดสงสัยในความดีของตัวเองแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็กLeadership and Self-Deception:Getting Out of the Box by The Arbinger Institute (ฉบับแปลไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

เมื่อ Google เลือกคนโดยดูใบปริญญา

หนึ่งในคุณลักษณะขององค์กรที่ดีคือการเปิดกว้างให้พนักงานได้ลองย้ายแผนกเพื่อทำอะไรใหม่ๆ (job rotation)

แม้ว่า Google จะเป็นองค์กรที่ใครๆ หลายคนชื่นชม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเดินหมากผิดเลยในเรื่องการบริหารจัดการคน

ทีม Product Management คือทีมที่ทำงานร่วมกับ software developers โดยมี PM หรือ Product Managers เป็นคนคอยตัดสินใจว่าซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นถัดไปจะมี features อะไรใหม่และจะต้องแก้ปัญหา (bug fixes) อะไรบ้าง

กูเกิ้ลเคยมีกฎเหล็กว่าคนที่จะเข้ามาอยู่ในทีม Product Management จะต้องเรียนจบสาขา Computer Science มาเท่านั้น ทำให้พนักงาน Google หลายคนหมดสิทธิ์ที่จะย้ายเข้าทีมนี้แม้จะมีไอเดียดีๆ ที่อยากทำให้บริษัทมากมายก็ตาม

เมื่อไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ หลายคนจึงเลือกที่จะลาออกจากกูเกิ้ลเพื่อไปทำสิ่งที่เขาวาดไว้ในหัวให้เป็นจริงขึ้นมา

Biz Stone ลาออกไปก่อตั้ง Twitter

Ben Silbermann ลาออกไปก่อตั้ง Pinterest

และ Kevin Systrom ลาออกไปก่อตั้ง Instagram

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าสามคนนี้ได้ย้ายไปทำ Product Management และได้ลองสร้างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ Google บริษัทจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้ Google ไม่ได้มีกฎที่บังคับให้คนสมัครทีม Product Management ต้องจบ Computer Science อีกแล้ว

เรื่องการรับคนโดยดูปริญญาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าพื้นฐานไม่แน่นพอก็ทำงานลำบาก

แต่นี่คือยุคที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเรียนในระบบ หากพนักงานได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าน่าจะทำงานนี้ได้ องค์กรก็ควรให้โอกาสเขาได้ลองดูสักตั้ง

ถ้าทำไม่ได้ก็คงไม่เสียหายมากนัก

แต่ถ้าทำได้ขึ้นมา เขาอาจกลายเป็น game changer ของเราก็ได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

อย่า Copy & Paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนสำเร็จ เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น

แต่ภาพที่เราเห็นอยู่ในฟีดของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมเป็นเพียง 1% เป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

ของมียี่ห้อและงานการที่ดูโก้หรูมีต้นทุนที่เราไม่อาจหยั่งรู้แอบแฝง

มันคือเวลาและสุขภาพที่เสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง

เงินทองที่ผ่านมือเราเพียงแค่เดี๋ยวเดียวก่อนไหลกลับเข้าระบบที่ออกแบบมาให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจเอาชนะ

ไม่ผิดที่จะมีความฝัน แต่ขอให้เดินตามฝันนั้นด้วยเท้าที่ติดดิน

อย่า copy & paste ชีวิตในฝันของคนอื่น

เพราะชีวิตแบบนั้นไม่ยั่งยืน และอาจพังครืนลงมาง่ายๆ ครับ