พระเจ้าสองพระองค์ของผู้เขียน Sapiens

บริษัท Google จะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการมาร่วมพูดคุยให้พนักงานฟังภายใต้ชื่อ Talks at Google

หนึ่งในแขกรับเชิญคือ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens, Homodeus, และ 21 Lessons for the 21st Century

นี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาครับ

พิธีกร: คุณเขียนเอาไว้ในหนังสือ “21 Lessons” ว่าพระเจ้าตายแล้วหรือพระเจ้ากลับมาแล้ว และบทบาทของศาสนาที่มีต่อการพัฒนาของมนุษย์ คุณคิดว่ายังมีพื้นที่ให้พระเจ้าสำหรับความหมายและจุดมุ่งหมายของชีวิตอยู่รึเปล่า?

ฮารารี: มันก็แล้วแต่คำจำกัดความนะ เพราะพระเจ้ามีหลายรูปแบบมาก และแต่ละคนก็เข้าใจคำว่าศาสนาไม่เหมือนกัน

ในหัวของเรามักจะมีพระเจ้าสองพระองค์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

พระองค์หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นความลี้ลับของจักรวาล (cosmic mystery) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีการก่อเกิดของสรรพสิ่ง (we don’t understand why there is something rather than nothing) เราไม่รู้ว่าทำไมถึงมีบิ๊กแบง เราไม่รู้ว่าสติสัมปชัญญะของมนุษย์คืออะไร (what is human consciousness) มีหลายอย่างในโลกที่เราไม่เข้าใจและบางคนก็เรียกความลี้ลับนี้ว่า “พระเจ้า”

พระเจ้าคือผู้ให้การก่อเกิดของสรรพสิ่ง พระเจ้าคือผู้มอบสติสัมปชัญญะและความตระหนักรู้ให้มนุษย์ แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเลย (จะเรียกท่านว่า him, her, it หรือ they ก็ตาม) ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นรูปธรรม ทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์ล้วนเป็นความลี้ลับ และนี่คือพระเจ้าที่เรานึกถึงตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต

ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบท่านมาก (I have no problem with this God. I like him very much.)

[เสียงผู้ชมในห้องส่งหัวเราะ]

ส่วนพระเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิม (petty lawgiver)

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดสำหรับพระเจ้าองค์นี้คือเรารู้เกี่ยวกับท่านเยอะมาก เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรกับการแต่งตัวของผู้หญิง เรารู้ว่าพระองค์คิดอย่างไรในเรื่องรสนิยมทางเพศ (sexuality) เรารู้ว่าท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอาหารและการเมือง เรารู้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับพระองค์มากมาย และนี่คือพระเจ้าที่เราพูดถึงเวลาเราจับคนนอกรีตมาเผาทั้งเป็น – เพราะคุณได้ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงโปรด (และเราก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าองค์นี้) เราจึงจำเป็นต้องเผาคุณทิ้งเสีย

การพูดถึงพระเจ้าบางทีมันก็เลยเหมือนกับการเล่นมายากล พอเราถามว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าพระเจ้ามีอยู่จริง คุณก็จะตอบว่าก็เพราะมีบิ๊กแบงไง เพราะมนุษย์มีความตระหนักรู้ไง วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งก็จริง

แล้วก็เหมือนดังนักมายากลที่แอบสลับไพ่ ดึงไพ่พระเจ้าอันลี้ลับออกไปแล้วใส่ไพ่พระเจ้าผู้ออกกฎหยุมหยิมเข้ามา แล้วคุณก็ได้ข้อสรุปแปลกๆ อย่าง “เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันเอง”


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: 21 Lessons for the 21st Century | Yuval Noah Harari | Talks at Google นาทีที่ 18:20

นิทานสวดมนต์ภาวนา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ด็อกเตอร์อับราฮัมเป็นหมอที่มีชื่อเสียงด้านการรักษามะเร็งปอดมาก

องค์กรทางการแพทย์แห่งหนึ่งเพิ่งประกาศชื่อคุณหมอให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และได้เชิญเขาไปร่วมงานรับรางวัลซึ่งจัดในอีกรัฐหนึ่ง

ระหว่างที่คุณหมอเดินทาง เครื่องบินโดยสารเกิดเหตุขัดข้องและต้องลงจอดก่อนถึงที่หมาย

งานรับรางวัลจะเกิดขึ้นเย็นวันนั้น หากรอเที่ยวบินถัดไปจะไม่ทันการ เขาจึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อขับไปที่งาน

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก สมัยนั้นยังไม่มี Google Maps และโทรศัพท์มือถือ คุณหมอไม่คุ้นเส้นทางจึงหลงขับไปในทางชนบทที่แทบไม่มีบ้านเรือน

หลังจากขับรถฝ่าสายฝนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เจอกระต๊อบหลังหนึ่ง คุณหมอจอดรถและเดินไปเคาะประตูบ้าน มีหญิงวัยกลางคนออกมาเปิดประตู

“ผมต้องเดินทางเข้าเมืองแต่ขับรถหลงทาง พอจะให้ผมยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนได้มั้ยครับ”

“บ้านดิฉันไม่มีโทรศัพท์ค่ะ แต่ถ้าไม่รังเกียจ คุณอยากเข้ามาพักที่บ้านและรอให้ฝนซาก่อนมั้ยคะ”

คุณหมอตอบรับน้ำใจของผู้หญิงคนนั้น เมื่อเดินเข้ามาก็เห็นเปลเด็กอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้านหาชาร้อนกับขนมปังปิ้งมาให้คุณหมอที่กำลังหิวโซทานรองท้อง

“ดิฉันกำลังจะสวดมนต์ภาวนาให้ลูก คุณอยากจะสวดภาวนาพร้อมกับดิฉันมั้ยคะ?”

คุณหมอตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ จะได้มาก็ด้วยการลงมือลงแรงเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการการสวดมนต์

คุณหมอนั่งดูเจ้าของบ้านสวดภาวนาอยู่ข้างเปลเด็กเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเธอสวดภาวนาเสร็จแล้ว คุณหมอจึงเริ่มบทสนทนาต่อ

“ระหว่างสวดภาวนาคุณอธิษฐานขออะไรครับ และพระเจ้าได้ตอบรับคำอธิษฐานของคุณรึเปล่า?”

“ลูกของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งปอด ญาติๆ บอกให้ดิฉันพาลูกไปหาคุณหมออับราฮัมซึ่งเก่งเรื่องนี้มาก แต่เรายังไม่มีเงินค่าเดินทางและเงินค่ารักษา เลยกำลังรวบรวมเงินอยู่ แม้โอกาสจะมีไม่มากแต่ฉันก็ยังไม่สิ้นศรัทธานะคะ ยังไงฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าจะต้องได้ยินคำอธิษฐานของฉันแน่นอน”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน

คนที่ “เก่งแบบเป็ด” อ่านบทความนี้แล้วจะมีกำลังใจ

โลกคนทำงานอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ specialist และ generalist

Specialist คือคนที่รู้ลึกในด้านใดด้านหนึ่งเอามากๆ ตามสุภาษิตรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

Generalist คือคนที่ทำได้ทุกอย่าง ให้วิเคราะห์ก็ได้ ให้เขียนก็ได้ ให้พรีเซนต์ก็ได้ ให้ประสานงานก็ได้

แต่คนกลุ่มนี้มักจะมีปมลึกๆ ว่าตัวเองไม่เก่งอะไรจริงๆ เลยสักอย่าง ชอบเรียกตัวเองว่าเป็นเป็ด บินก็สู้นกไม่ได้ เดินก็สู้ไก่ไม่ได้ ว่ายน้ำก็สู้ปลาไม่ได้อีก

คนที่เก่งแบบเป็ดก็เลยขาดความมั่นใจ และพกความกังวลว่าตัวเองจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มั้ย

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นเป็ดตัวหนึ่งที่ไม่เคยทำงานตรงสาย ก็เลยอยากเชียร์ตัวเองและเพื่อนพ้องเป็ดให้มีความมั่นใจขึ้นสักเล็กน้อย

เพราะแม้ว่าคนที่เป็น specialist จะมีประสิทธิภาพและผลิตงานออกมาได้มาก แต่งานหลายอย่างของ specialist ก็กำลังถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทน

สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้ คืองานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ เพราะแม้ AI จะวิเคราะห์มะเร็งปอดจากภาพเอ็กซ์เรย์ได้เก่งกว่าคุณหมอ แต่ AI ไม่สามารถสรรหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อให้คนไข้ที่กำลังเสียขวัญมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาได้

พี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ เคยมา WeShare ไว้ว่า คนสมัยก่อนจำเป็นต้องรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวแบบตัว I พอยุคถัดมาก็ควรจะรู้แบบตัว T คือรู้กว้างในหลายๆ เรื่องและรู้ลึกหนึ่งเรื่อง แต่คนยุคถัดไปน่าจะต้องเก่งแบบตัว Y เหมือน Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami และนำสองศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ในอวกาศให้นาซ่า

การนำศาสตร์หลายๆ อย่างมาบูรณาการกันก็เป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้เช่นกัน Alpha Go อาจจะเล่นโกะเก่งกว่ามนุษย์คนใดบนโลกใบนี้ แต่ Alpha Go ไม่สามารถวาดรูปหรือแต่งเพลงได้ ต้องใช้ AI ยี่ห้ออื่นมาทำแทน

อีกจุดอ่อนหนึ่งของ specialist ก็คือเมื่อเขาใช้เวลากับด้านใดด้านหนึ่งมาก เขาก็จะมีความ “แหลม” ในตัวเอง อาจจะทำบัญชีเก่งมากแต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรืออาจจะเรียนจบด็อกเตอร์มาแต่ขาดความสามารถในการสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ

ซึ่ง generalist จะไม่เป็นแบบนี้ เพราะมีความ well-rounded จากการได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่าง มีคอมมอนเซ้นส์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความยืดหยุ่นกว่าในการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

ซึ่งความยืดหยุ่นหรือความ elastic เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากๆ สำหรับโลกหลังโควิดที่ขับเครื่องบินอยู่ดีๆ ก็อาจต้องมาเปิดร้านขายอาหารเดลิเวอรี่

กล่าวโดยสรุปก็คือการเป็นเป็ดนั้นไม่ใช่เรื่องแย่และอาจจะมีแต้มต่อกว่า specialist ด้วยซ้ำ สำคัญคือเราต้องขยันและหมั่นฝึกฝนตนเองโดยไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเราต้องทำงานกับมนุษย์และทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์

เราต้องหัดบูรณาการความรู้จากหลายแขนงเพื่อสร้างจุดแข็งที่คนอื่นหรือ AI ไม่อาจเลียนแบบ

แล้วเป็ดอย่างเราจะยังมีที่ยืนอย่างสง่างามในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนครับ

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

ไม่ต้องเล่นท่ายากก็ได้

นักวิ่งสายอุปกรณ์บางคนซื้อ gadget มาเต็มไปหมดเพื่อช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพขึ้น

คนทำงานบางคนจัดการอีเมลด้วยการตั้ง rules เสียมากมาย หากส่งมาจากคนนี้ให้เอาเข้าโฟลเดอร์นั้นและตั้งเมลให้เป็นสีนี้

ส่วนบางคนก็มีแอปในมือถือเป็นสิบๆ แอปที่ช่วยเพิ่มความ productive ในด้านต่างๆ

แต่ถ้าเราใส่พลังไปกับของเล่น เราจะละเลยเรื่องพื้นฐาน

จะวิ่งให้ดีก็แค่ต้องขยันซ้อม จะจัดการอีเมลให้ดีก็แค่ทำ inbox zero และถ้าอยาก productive จริงๆ ก็แค่ต้องกล้าลุยงานสำคัญ

วางของเล่นลง กลับมาที่เรื่องพื้นฐาน ลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าครับ