นิทานลูกโป่ง

ในคลาสเรียนวิชาหนึ่ง เมื่อนักศึกษาเดินเข้ามาในห้องเล็คเชอร์ พวกเขาเห็นว่าทุกที่นั่งมีลูกโป่งกับปากกาเมจิกวางอยู่

อาจารย์บอกให้นักศึกษาเป่าลูกโป่ง เขียนชื่อตัวเองบนลูกโป่ง แล้วนำมารวมไว้ที่หน้าชั้นเรียนก่อนกลับไปนั่งที่

เมื่อทุกคนทำเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ก็กล่าวว่า

“ผมให้เวลา 5 นาที ลองมาหาลูกโป่งของตัวเองให้เจอ”

นักศึกษาร่วมร้อยคนกรูกันมาที่หน้าชั้นเรียนอีกครั้ง ตามหาลูกโป่งกันเป็นพัลวัน วิ่งชนกันวุ่นวาย แต่ผ่านไป 5 นาทีก็ยังไม่มีใครหาลูกโป่งของตัวเองเจอ

อาจารย์เคาะโต๊ะส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด

“เอาล่ะ มาลองกันใหม่ คราวนี้ถ้าคุณเจอลูกโป่งที่มีชื่อของใครก็ตาม คุณเดินเอาลูกโป่งไปให้เจ้าของคนนั้น”

ภายในเวลา 5 นาที ทุกคนก็ได้ถือลูกโป่งของตัวเอง

อาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ความสุขก็เป็นแบบนั้น ถ้าทุกคนต่างวิ่งหาความสุขของตัวเอง เราจะหามันไม่เจอ แต่ถ้าเราใส่ใจในความสุขของคนอื่น เราจะหาความสุขของตัวเองเจอเช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Triple OGs corner’s answer to Is there an image that made your day a little better?

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเอง

เคยนั่งเครื่องบินแล้วเจอแอร์สองคนที่บริการไม่เหมือนกันมั้ยครับ

คนหนึ่งอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่อีกคนดูขุ่นๆ ไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเดียวกัน ได้ค่าตอบแทนพอๆ กัน บินไฟลท์เดียวกัน เจอผู้โดยสารชุดเดียวกัน

สภาวะจิตใจที่แตกต่างของทั้งสองคนจึงไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่เป็นวิธีการที่เขาเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นมากกว่า

เหมือนคำกล่าวที่ว่าสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

แน่นอนว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ บางคนเกิดมาแล้วช่างขัดสน บางคนเกิดมาแล้วเพียบพร้อมไปหมด

แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และเราทำอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเรียนรู้ที่จะรับมือกับประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

หากเราเลือกที่จะมองให้เห็นว่าประสบการณ์นี้จะทำให้เราดีขึ้นได้อย่างไร ทุกเหตุการณ์ย่อมมีคุณค่า

แต่เราเอาแต่โทษฟ้าดินในความไม่แฟร์ เราก็จะยืนอยู่ที่เดิมหรือเดินถอยหลัง

การตอบสนองของเรานี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราต่อไป สิ่งที่เราคิด พูด ทำ มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่ฉลาดลงไป

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเองครับ

อย่าไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเอง

เวลาเราทำพลาด เราจะเสียเวลามากมายไปกับการด่าตัวเอง

ทำไมเรากระจอกขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราเลวขนาดนี้

อาการทับถมตัวเองนี่ยาวนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆได้เลย ทำราวกับว่ายิ่งทับถมตัวเองมากเท่าไหร่เราจะพลาดน้อยลงอย่างนั้นแหละ

เวลาที่พระท่านสอนเรื่องภาวนา ท่านจะบอกว่าถ้าเผลอก็แค่ให้รู้ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องต่อว่าตัวเองอะไรทั้งนั้น ยิ่งเผลอบ่อยยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะธรรมดาคนเราเผลอแล้วไม่เคยรู้ตัวว่าเผลอ

ถ้ากำลังกินข้าวแล้วเผลอ ก็แค่กลับมากินข้าว ถ้ากำลังเดินแล้วเผลอ ก็แค่กลับมาเดิน ถ้ากำลังอ่านบทความนี้แล้วเผลอ ก็แค่กลับมาอ่านบทความ

เผลอแล้วรู้ พลาดแล้วรู้ แล้วก็แค่กลับมา ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้

เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่องในชีวิต ทำงานพลาด ก็แค่เริ่มใหม่ ทะเลาะกันไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่ ตัดสินใจพลาดไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่

อย่ามัวไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเองอยู่เลย

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขเช่นกัน

ลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ

มันมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราผ่านอะไรที่เหนื่อยยากมาแล้ว

เช่นการต้องตื่นมาแต่เช้ามืดแล้วเดินบนเขาอีกหลายกิโล เพื่อมาดูทะเลหมอก

หรือการขายงานลูกค้าสำเร็จหลังจากที่ทำงานหนักอดหลับอดนอนมาหลายวัน

หรือแม้กระทั่งการตะโกนลั่นบ้านเมื่อทีมโปรดพลิกเกมกลับมาเอาชนะได้

กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งที่เติมเต็มจิตใจ ก็ต้องผ่านความลำบากหรือต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำ

สุขกับทุกข์คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน อยากได้ฝนต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง อยากได้คนที่แคร์เราก็ต้องยอมรับเสียงบ่นของเขา อยากมีชีวิตที่ตื่นเต้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

“To avoid pain, they avoid pleasure. To avoid death, they avoid life.”
– Osho

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขอยู่เช่นกัน

ถ้าเราวิ่งหนีความตาย เราก็กำลังวิ่งหนีชีวิตอยู่เช่นกันครับ

พิซซ่าถาดละ 10,000 ล้านบาท

วันที่ 22 พ.ค.ปี 2010 ถือเป็น Bitcoin Pizza Day เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการใช้บิตคอยน์ในการซื้อสินค้าในโลกแห่งความจริง

โดย Laszlo Hanyecz ซึ่งเป็น software developer ในฟลอริด้า และเคยเป็น contributor ในทีมงานหลักของ Bitcoin มาก่อนได้มาโพสต์ลงในเว็บบอร์ด Bitcointalk Community เพื่อหาคนที่สนใจจะหาพิซซ่าให้เขาในราคา 10,000 BTC


Pizza for bitcoins?

May 18, 2010, 12:35:20 AM
“ผมจะจ่าย 10,000 บิตคอยน์สำหรับพิซซ่าสองถาดใหญ่ จะได้เก็บไว้กินอีกวันนึงได้ด้วย คุณจะทำพิซซ่าแล้วมาส่งที่บ้านผมหรือโทรสั่งตามร้านให้มาส่งที่บ้านผมก็ได้ สิ่งที่ผมอยากจะทำคือหาอาหารมาส่งที่บ้านโดยแลกกับบิตคอยน์โดยที่ผมไม่ต้องโทรสั่งหรือทำพิซซ่าเอง คล้ายๆ กับสั่งอาหารเช้ารูมเซอร์วิสในโรงแรมอะไรประมาณนั้น เขาแค่เอาอาหารมาส่งแล้วคุณก็แฮปปี้

ถ้าคุณสนใจก็รบกวนแจ้งผมมา แล้วเราน่าจะตกลงอะไรกันได้”

ผ่านไปเกือบ 4 วัน Laszlo ก็มาทักอีกครั้งว่าไม่มีใครสนใจรับบิตคอยน์จริงๆ เหรอเนี่ย?

Anderson Dourado’s answer to Can Bitcoin cause regret?

May 21, 2010, 07:06:58 PM

“สรุปไม่มีใครอยากซื้อพิซซ่าให้ผมเหรอ ผมเสนอบิตคอยน์ให้น้อยเกินไปรึเปล่า?”

และอีก 24 ชั่วโมงต่อมา Laszlo ก็มารายงานว่าเค้าทำสำเร็จแล้ว

May 22, 2010, 07:17:26 PM

“ผมแค่อยากจะมารายงานว่าผมซื้อพิซซ่าด้วยเงิน 10,000 บิตคอยน์สำเร็จแล้ว!

ดูรูปได้ที่นี่: http://heliacal.net/~solar/bitcoin/pizza/

ขอบคุณนะ jercos!”


ก็ไม่รู้ว่าคุณ jercos ที่น่าจะเป็น user ในเว็บบอร์ดนี้ได้เอา 10,000 BTC ไปทำอะไรต่อรึเปล่า เพราะ ณ วันนั้นมันมีมูลค่าแค่ $40 เท่านั้น

แต่ถ้าเอา 10,000 BTC มาแปลงเป็นเงินบาทในวันนี้ – 8 พ.ย.2564 เวลา 6:33am – พิซซ่าสองถาดนั้นจะมีมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หรือตกถาดละ 10,000 ล้านบาทนั่นเอง

พิซซ่าที่ต่อมาจะกลายเป็นพิซซ่าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์นี้คือพิซซ่ายี่ห้อ Papa John’s ครับ

บทความนี้ไม่ได้จะชี้ชวนให้ลงทุนในคริปโตแต่อย่างใด เพราะผมเองก็ไม่เคยซื้อ แต่เผอิญไปอ่านเจอกระทู้ใน Quora ที่ถามว่า “Can Bitcoin cause regret?” – บิตคอยน์ทำให้ชีช้ำได้รึเปล่า เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก

Quora: Anderson Dourado’s answer to Can Bitcoin cause regret?

Yahoo Finance: Crypto Industry Celebrates 11th Anniversary of First Official BTC Transaction, Bitcoin Pizza Day

Bitcoin Forum: Pizza for bitcoins?