สิ่งที่เกิดขึ้นหลังอ่าน Four Thousand Weeks ครบ 1 ปี

Four Thousand Weeks | Time Management for Mortals เป็นหนังสือที่เขียนโดย Oliver Burkeman ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์เมื่อปี 2021

Four Thousand Weeks ได้รับการแปลเป็นไทยโดยอมรินทร์ How to ภายใต้ชื่อ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” เมื่อปลายปี 2022 และติดอันดับ Bestseller อย่างรวดเร็ว

ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น เพราะตอนที่ผมคิดจะอ่าน Four Thousand Weeks ฉบับภาษาอังกฤษ ผมหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ ต้องสั่งออนไลน์จากเว็บ Book Depository และต้องรออยู่หลายเดือนกว่าหนังสือจะมาส่ง

ผมอ่าน Four Thousand Weeks จบภายใน 2 สัปดาห์เมื่อเดือนมีนาคม 2022 และใช้เวลาอยู่นานนับเดือนกว่าจะตกผลึกพอที่จะเขียนบทความ “17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

เวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว มีเวลาว่างช่วงหยุดสงกรานต์ จึงนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากเขียนรีวิว

ไม่ใช่รีวิวหนังสือ แต่รีวิวชีวิตตัวเอง เพื่อให้ผู้ติดตาม Anontawong’s Musings ได้พอเห็นภาพว่า Four Thousand Weeks นั้นได้เปลี่ยนมุมมองและการกระทำของผมไปอย่างไรบ้างในรอบ Fifty Two Weeks ที่ผ่านมาครับ

1.กระบวนการ “ถอนพิษ” ที่บังคับให้เราสบตากับความจำกัดของชีวิต

คนที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง คือคนที่หลงใหลหรือหมกมุ่นกับการเป็นคน productive เพื่อจะได้มี work-life balance ที่ดี

ถ้าคุณอ่านหนังสืออย่าง Eat That Frog, Getting Things Done, The 7 Habits of Highly Effective People, Atomic Habits คุณควรอ่าน Four Thousand Weeks มากกว่าใครเพื่อน

เพราะมันจะช่วย “ถอนพิษ” และ “ปรับสมดุล” ให้กับมายด์เซ็ตของคุณ

เพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์ของผมคนหนึ่งเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก ตอนที่เขามาเริ่มงานใหม่ๆ ผมเล่าให้เขาฟังว่าผมเพิ่งอ่าน Four Thousand Weeks จบ เพื่อนร่วมงานคนนี้บอกว่าเขาก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน

แล้วเขาก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม:

“He’s basically saying that everything you know about time management is wrong.”

อาจฟังดูโอเวอร์ไปนิด แต่ก็เป็นบทสรุปรวบยอดที่เหมาะสมสำหรับหนังสือ Four Thousand Weeks

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือชี้ให้เราเห็นว่า ที่เราพยายามจะ productive กันอยู่นี้ เพราะว่าเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตาย

ความจริงของชีวิตคือความจำกัดของมัน (finitude) แต่เราไม่สบายใจกับความจริงข้อนี้ เราเลยพยายามสร้างความไม่จำกัด (infinite) ด้วยการหาวิธีทำอะไรให้ได้เยอะที่สุด ภายในเวลาที่น้อยที่สุด

.

2.เกิดอาการ “ช็อคน้ำ”

ประเด็นที่ทำให้ผม “สลดใจ” ได้มากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ ก็คือเมื่อเราพยายามใช้เวลาให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็แล้วแต่ เราก็กำลัง “ใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้” อยู่

สำหรับคน productive ที่พยายามใช้เวลาไปกับ “สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” (Q2) ทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ ก็เพื่อให้เรามีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น เราทำงานเพื่อจะได้เก็บเงินสร้างอนาคต เราซ้อมวิ่งเพื่อจะทำลายสถิติเดิม เราอ่านหนังสือเพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง เราใช้เวลากับลูกเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

แต่เมื่อเราทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา เราก็กำลังตัดโอกาสที่ตัวเองจะได้มีความสุขในวันนี้เช่นกัน

เหมือนคนอดเปรี้ยวไว้กินหวานจนเคยตัว ทุกวันของชีวิตเขาเลยอดเปรี้ยวไปเรื่อยๆ พอวันสุดท้ายมาถึง คิดจะกินหวานก็ไม่ทันการแล้ว

ที่ผมสลดใจ เพราะว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด พยายามสร้าง routine/habits ที่ลงตัวที่สุด หา time management system ที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ทำงานอย่าง productive และจะได้สร้างอนาคตที่ดีอย่างที่วาดภาพเอาไว้

“วันนี้” จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสร้าง “วันพรุ่งนี้” ที่ดีกว่าเรื่อยไป – จนกว่าเราจะไม่มีวันพรุ่งนี้เหลืออีกแล้ว

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบใหม่ๆ ผมจึงมีอาการ “ช็อคน้ำ” อยู่ร่วม 2 เดือน – routine และ time management techniques ต่างๆ ที่ผมเคยมั่นใจ ผมทิ้งมันไปเกือบหมด

ถ้าจะเปรียบชีวิตช่วงนั้นให้เห็นภาพก็น่าจะเหมือนคนตกงานที่ไม่โกนหนวดโกนเครา ไม่ออกจากบ้าน นอนแฉะๆ สั่งจั๊งก์ฟู้ดมากินทุกมื้อ (อันนี้แค่เปรียบเปรยนะครับ ไม่ได้ทำจริงๆ) ทำงานแต่ละวันอย่างสะเปะสะปะ และความ productive ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาเป็นปกติ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมว่ามันเป็นกระบวนการหนึ่งที่ผมต้องผ่าน มันคือการถอนรากถอนโคนสิ่งที่ผมเคยยึดมั่นถือมั่น เป็นการทุบตัวเองทิ้งให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงเพื่อก่อร่างสร้างตนขึ้นมาใหม่

.

3.ทำเรื่อง “ไร้สาระ” มากขึ้น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสิ่งแรกๆ ที่ผมทำหลังอ่าน Four Thousand Weeks จบ คือโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกมนี้อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว มันคือการสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลที่สามารถซื้อ-ขายนักเตะ เพื่อสร้างทีมที่เราอยากเห็น แล้วให้เกมมัน simulate ว่าทีมเราชนะทีมคู่แข่งได้รึเปล่า คนที่เล่มเกมนี้จะรู้จักตัวเทพๆ อย่าง Maxim Tsigalko หรือ Arjen Robben เป็นอย่างดี

เหตุผลที่ผมกลับมาเล่นเกมนี้ใหม่ เพราะสำนึกได้ว่าผมห้ามตัวเองไม่ให้มีความสุขมานานเกินไป ก็เลยคิดว่าควรทำสิ่งที่เคยสร้างความสุขให้ตัวเองอีกครั้ง แม้มันจะไม่ค่อยมีสาระก็ตาม

อีกอย่างที่ผมเริ่มทำ คือดูซีรี่ส์เกาหลีในเน็ตฟลิกซ์กับแฟน ไม่ว่าจะเป็น Extraordinary Attorney Woo (อูยองอู ทนายอัจฉริยะ), Business Proposal (นัดบอดวุ่น ลุ้นรักท่านประธาน) รวมถึงเรื่องดังล่าสุดอย่าง The Glory

การทำสิ่ง “ไร้สาระ” หรือเรื่องไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Q4) คือการถอนพิษของคนที่พยายาม productive ตลอดเวลา

การเล่นเกมหรือการดูซีรี่ส์ ไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้น แต่เป็นการทำเพื่อความสุขในวันนี้ล้วนๆ

ไม่ได้หมายความว่าการเล่นเกมนานๆ หรือดูซีรี่ส์ติดกันหลายๆ ตอนเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับผมที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบมีสาระมานานเกินไปเท่านั้นเอง

.

4.ไม่รีรอที่จะทำความดี เล็กๆ น้อยๆ

แม้จะไม่ใช่หนังสือแนว How To ทั่วไป ในบทท้ายๆ ของหนังสือ Oliver Burkeman ก็ยังใจดีให้ tips & tricks สำหรับการจัดการเวลาในแบบฉบับ Four Thousand Weeks

เช่นการ ‘อย่า’ ทำทีละหลายโปรเจ็คพร้อมกัน (serialize, serialize, serialize) หรือการตัดสินใจล่วงหน้าไปเลยว่าเราจะล้มเหลวในเรื่องอะไร (decide in advance what you want to fail at) เช่นถ้าตอนนี้เรามีลูกเล็ก ก็บอกตัวเองเลยว่าเราจะไม่พยายามจัดบ้านให้เรียบร้อยแบบ KonMari (ขนาด Marie Kondo ยังทำไม่ได้เลย)

แต่คำแนะนำที่ดูผิดที่ผิดทางที่สุด คือคำแนะนำที่ว่า ถ้าอยากทำเรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ให้ทำมันตอนนี้เลย

เช่น เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบมาก ให้หาอีเมลหรือเพจของผู้เขียนและส่งข้อความสั้นๆ ไปขอบคุณเขาได้เลย

เพราะสิ่งที่เรามักจะทำกัน คือเราจะรอให้มีเวลาก่อน จะได้บรรจงเขียนข้อความอย่างตั้งใจให้สมน้ำสมเนื้อกับความรู้สึกขอบคุณที่เรามีต่อเขา

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะหาเวลาแบบนั้นไม่ได้ และข้อความขอบคุณของเราก็ไม่เคยถูกส่งหาผู้เขียนหนังสือเลย

ดังนั้น ถ้ารู้สึกอยากทำเรื่องดีๆ ที่เรารู้ว่าจะสร้างความชุ่มชื่นให้หัวใจ ก็จงทำมันเสียตอนนี้ อย่ารอให้พร้อม เพราะวันที่พร้อมมักไม่เคยมาถึง

ผมลองทำตามคำแนะนำนี้แล้วมันเวิร์คจริงๆ เขียนไปขอบคุณหรือชมคนหลายคนโดยที่เขาไม่ได้คาดหวัง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัว Oliver Burkeman ด้วย

.

5.จ้องหน้าลูกนานขึ้น

นิสัยอย่างหนึ่งของคน productive คือเราจะมีชีวิตที่ “มุ่งไปข้างหน้า” ตลอดเวลา

เมื่อสายตาจับจ้องที่จุดหมายเราจึงละเลยคนข้างกายอยู่เสมอ (แล้วก็มารู้สึกผิดทีหลัง)

เมื่อได้อ่าน Four Thousand Weeks มันทำให้ผมลดการ “ทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้” มาเป็นคนที่หัด “ทำบางอย่างเพื่อวันนี้-ตอนนี้”

เมื่อชีวิตไม่ได้เอาแต่รุดไปข้างหน้า ก็เลยสังเกตสังกามากขึ้น

พฤติกรรมหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือผมมีเวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตาของลูก

ทั้งดวงตา รูปหน้า คิ้ว ใบหู ขี้แมลงวัน หรือแม้กระทั่งโพรงจมูก

ดูแล้วก็เพลินดี ว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเองกับมือ

เมื่อเราหยุดมุ่งไปข้างหน้า เราอาจจะทำอะไรได้น้อยลงกว่าเดิมก็จริง แต่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราจะทำมันได้ “ลึก” กว่าเดิม

.

6.เลิกเขียนบล็อกทุกวัน

ผมคิดว่าการเขียนบล็อกทุกวัน หรือการตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านั้นเท่านี้ คือหนึ่งในอาการของการทำตัวให้ infinite เพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับ finitude ในตัวเรา

เราพยายามจะทำสถิติ เราพยายามจะ beat yesterday เพื่อบอกตัวเองว่าเราดีกว่านี้ได้ เราสามารถเป็นคนที่เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบกว่านี้ได้

การพยายามเขียนบล็อกทุกวัน ถ้ามองให้ลึกลงไปมันคือการพยายามสร้างความประทับใจให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก คือการโหยหาการยอมรับและคำชมเชย

แต่การทำอย่างนั้นมันสร้างความตึงเครียดให้ชีวิต วันไหนที่ผมคิดหัวข้อบล็อกไม่ออกผมจะอารมณ์ขุ่นมัวไปทั้งวัน และการคาดคั้นกับตัวเองมากเกินไปอาจจะนำไปสู่การ compromise สิ่งที่สำคัญกว่าสถิติ นั่นคือคุณภาพของงานที่เราผลิตออกมา

เมื่อตอนต้นปีนี้ ผมเลยประกาศไปว่า จะไม่เขียนบล็อกทุกวันแล้ว แต่จะเขียนบล็อก “เกือบ” ทุกวันแทน

การทำอะไรเกือบทุกวัน Oliver Burkeman เรียกมันว่า “dailyish”

เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะสร้างงานทุกชิ้นออกมาได้มาตรฐานแบบสายพานการผลิต

เราเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความไม่เพอร์เฟ็กต์ บางวันก็ทำได้ดี บางวันก็ทำได้แย่ เราจึงควรยอมรับ finitude ที่เรามี และล้มเลิกความคิดที่จะสร้างมาตรฐานอันสูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

Eigenzeit เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า “เวลาที่จำเป็นต้องใช้โดยธรรมชาติสำหรับงานหรือกิจกรรมนั้นๆ”

แทนที่จะคาดคั้นว่าจะต้อง “ได้งาน” ภายในเวลานั้นเวลานี้ หากเราเลือกได้ เราควรปล่อยให้สิ่งต่างๆ ใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็นน่าจะดีกว่า

เมื่อล้มเลิกความตั้งใจที่จะต้องเขียนบล็อกทุกวัน ผมสังเกตว่ามีความผ่อนคลายกว่าเดิม มีเรื่องที่อยากจะเขียนมากขึ้น และพอใจกับผลงานของตัวเองมากกว่าเดิมด้วย

ส่วนวันไหนไม่มีเรื่องจะเขียน หรือไม่มีเวลาจะเขียน ผมก็ถือโอกาสพักโดยไม่รู้สึกผิดเหมือนแต่ก่อน

.

7.มองผ่านเลนส์วิเศษ

หนึ่งในคุณูปการที่สำคัญที่สุดของหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind ของ Yuval Noah Harari ก็คือมันชี้ให้เราเห็นว่าอะไรเป็นของจริง และอะไรคือสิ่งสมมติ

คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นของจริง ส่วน เงิน บริษัท ประเทศชาติ เป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นเองจากจินตนาการร่วม

สิ่งสมมตินั้นมีประโยชน์ เพราะมันทำให้เราร่วมมือกันในระดับที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดทำได้มาก่อน แต่มันก็มีโทษหากเราเอาเป็นเอาตายกับมันมากเกินไป

การอ่าน Sapiens จึงทำให้เราได้เลนส์วิเศษ ที่ส่องเห็นความเป็นสมมติของสิ่งต่างๆ รอบตัว ทำให้เราไม่ take things too seriously.

หนังสือ Four Thousand Weeks ก็มีคุณูปการคล้ายๆ กับ Sapiens ในแง่ที่มันได้มอบเลนส์วิเศษที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งเดิมๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

“5 วิธีลดอาการผัดวันประกันพรุ่ง” “ทำให้น้อยลงแต่เสร็จมากขึ้น” “วิธีจดโน้ตที่ช่วยให้จำได้ไม่ลืม”

บทความเหล่านี้ล้วนมีเป้าประสงค์ที่ดี แต่เมื่อมองจากเลนส์ Four Thousand Weeks เราก็จะเห็นว่าบทความทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน

สมมติฐานที่ว่าหากเรารู้จักเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ มากพอ วันหนึ่งเราจะได้มาซึ่งชีวิตที่จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด ทำงานเสร็จแบบไม่มีอะไรค้างคา แถมยังมีเวลาเหลือให้ทำในทุกสิ่งที่อยากทำ

แต่สถานการณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเรื่องไม่คาดฝัน

เมื่อเราล้มเลิกความคิดที่จะ “เอาอยู่” ในทุกๆ เรื่อง เราก็จะปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ และกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ที่เขียนอย่างนี้ใช่ว่าจะให้ปฏิเสธทุกเรื่องราวของความ productive นะครับ เพียงแต่ถ้าเราเข้าใจเรื่อง finitude เราจะเห็นบทความเหล่านี้ในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เป็น ดังคำกล่าวที่ว่า

“ก่อนเรียนรู้เซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ

ขณะเรียนรู้เซน ภูเขาไม่ใช่ภูเขา แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ

หลังถ่องแท้ในเซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ”

กล่าวโดยสรุป – Four Thousand Weeks เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านในชีวิต และเชื่อว่าจะได้กลับมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้งในอีกประมาณ 2000 สัปดาห์ที่เหลือครับ

ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ผมกับภรรยาเพิ่งพาลูกๆ ไปเที่ยวหัวหินเมื่อวันจันทร์-พุธที่ผ่านมาครับ

เป็นสามวันที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่

“ปรายฝน” ลูกสาววัย 7 ขวบครึ่ง เริ่มมีความคิดความอ่านลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีคำถามที่ผมกับแฟนตอบไม่ได้ เช่นใครสร้างโลก ใครสร้างพระเจ้า

ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 5 ขวบครึ่งก็ถามเจื้อยแจ้วตลอดเวลา

หนึ่งในประเด็นที่ใกล้รุ่งชอบถาม คือความเชื่องช้าของทุกอย่างรอบตัว

“ทำไมถึงโรงแรมช้าจัง” (เพิ่งออกจากบ้านมา 20 นาที)

“ทำไมอาหารมาช้าจัง” (เพิ่งสั่งไป 3 นาที)

“ทำไมน้ำเต็มช้าจัง” (เพิ่งเปิดน้ำใส่อ่าง)

ได้ยินบ่อยๆ เข้า ผมก็เลยตอบไปว่า

“มันไม่ได้ช้าเกินไปหรอก แค่ใกล้รุ่งยังรอไม่เป็นเฉยๆ”


Oliver Burkeman เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ประเด็นเรื่องความใจร้อนของคนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ห้องกินข้าวที่บริษัทมักจะมีตู้ไมโครเวฟให้พนักงานเอาอาหารมาอุ่นได้

บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าหน้าปัดของไมโครเวฟไม่ได้ขึ้นเลข 00:00 แต่ขึ้นเลขหลักหน่วยหรือสิบวินาทีกว่าๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนก่อนหน้าเราเขาหยุดการทำงานไมโครเวฟก่อนที่เวลาที่ตั้งไว้จะหมดลง

ยกตัวอย่างเช่น เขาอาจจะตั้งเวลาอุ่นโจ๊ก 2 นาที พอถึงนาทีที่ 1:53 ก็เปิดตู้หยิบโจ๊กออกมา หน้าปัดเลยโชว์เวลา 00:07

มองมุมหนึ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ครบเวลาเพราะโจ๊กน่าจะอุ่นพอแล้ว

แต่มองอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นเพราะเขารออีก 7 วินาทีไม่ไหว

อีกตัวอย่างที่ Burkeman พูดถึงในหนังสือ ก็คือเราจะหงุดหงิดมากหากเว็บโหลดช้า

เว็บไหนที่ใช้เวลาเกิน 3 วินาทีเพื่อจะโหลด คนไม่น้อยจะปิดหน้านั้นทิ้งไปเลย

เราไม่มีปัญหากับการรอจดหมาย 3 วัน (หรือนานกว่านั้น) แต่เราหงุดหงิดเหลือเกินกับการรอเว็บโหลด 3 วินาที

เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้นก็จริง แต่ความคาดหวังของคนเราวิ่งไปเร็วกว่าเทคโนโลยีเสียอีก

เหมือนสมการความสุขที่บัญญัติไว้ว่า

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ไม่ว่าความจริงจะดีเพียงใดก็ตาม หากความคาดหวังยังสูงกว่าความจริง เราจะมีความสุขไม่ได้เลย


ในฐานะ HR ผมได้รับโอกาสไปบรรยายหรือร่วมเสวนาอยู่เนืองๆ

ตอนท้ายรายการ พิธีกรมักจะถามผมว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับเด็กรุ่นใหม่มั้ย

หนึ่งในคำตอบที่ผมให้อยู่บ่อยๆ ก็คือ “จงเป็นคนที่รอได้”

เพราะเด็กรุ่นใหม่โตมากับมือถือและ 4G อยากหาอะไร อยากซื้ออะไรก็ได้ทันที กล้ามเนื้อการรอคอยเลยไม่ค่อยได้รับการบำรุง

วัยรุ่น Y2K อย่างผมเกิดทันยุคที่คนยังเขียนโปสท์การ์ดหากัน ยังส่งข้อความผ่านแพ็คลิงค์ เริ่มหัดใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็ม 56K ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการรอคอยเป็นอย่างดี แม้ระยะหลังจะอ่อนซ้อมไปบ้างแต่ก็ยังมีวิชานี้ติดตัว

เมื่อเราเป็นคนที่รอได้ เราจะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ แล้วเวลาจะได้สำแดงคุณค่าแห่งประโยชน์ทบต้น

เพราะสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ – Good things take time.

ทุกอย่างในชีวิตจึงใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็น

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ขอแนะนำให้รู้จักกับ Slow Productivity

ผมได้ฟังพ็อดแคสต์ที่ Tim Ferriss สัมภาษณ์ Cal Newport เมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2022

Tim Ferriss เป็นผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek ส่วน Cal Newport เป็นผู้เขียนหนังสือ Deep Work

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจ คือคำว่า Slow Productivity

เทคนิค productivity ที่เราเห็นในตลาดมักจะเป็น “Fast Productivity” ที่สอนเรื่องการทำงานอย่างไรให้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในแต่ละวัน พวกแอปด้าน productivity ทั้งหลายก็พยายามช่วยเราทำสิ่งนี้ ด้วยการลดแรงเสียดทานในการเริ่มงานแต่ละชิ้น ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้น หรือลดจำนวนขั้นตอนในการทำงานเพื่อให้เสร็จได้เร็วขึ้น

หลักการใหญ่ของ Slow Productivity คือการปรับ timeframe ใหม่ จากรายวันเป็นรายเดือนหรือรายปีแทน

แทนที่จะถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำงานเสร็จได้มากที่สุดในสัปดาห์นี้ ให้ถามว่าต้องทำอย่างไรเราถึงจะสร้างผลงานที่มีประโยชน์จริงๆ ใน 5 ปีต่อจากนี้ – How do I maximize the amount of meaningful stuff I get done in the next five years?

เมื่อปรับเป้าให้ยาวขึ้น เกมก็จะเปลี่ยนทันที เราจะลดความหมกมุ่นกับการทำงานให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด เราจะคิดให้ดีก่อนที่จะลงมือทำโปรเจ็คอะไร เหมือนที่ Peter Drucker เคยกล่าวไว้ว่า

“There is nothing so useless as doing efficiently that which should not be done at all.”

ด้วยมายด์เซ็ตของ Slow Productivty หากวันนี้เราทำได้แค่นิดหน่อยเราก็จะไม่ตีอกชกตัว เพราะชีวิตมีฤดูกาลของมัน บางวันก็เก็บเกี่ยวได้เยอะ บางวันฟ้าฝนไม่เป็นใจก็เก็บเกี่ยวได้น้อย แต่ในภาพรวมเราจะยังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

สิ่งที่ต้องบอกไว้ก่อน คือ Cal Newport ทำงานเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ดังนั้นเขาอาจจะมีเวิร์คโหลดไม่เท่ากับคนที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือสตาร์ตอัป และอาจมีสิทธิ์มีเสียงในการ say no มากกว่าคนทำงานตัวเล็กๆ ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ หลายคนคงกังวลว่าถ้ามัวแต่ slow ก็อาจจะไปไม่รอดเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าคอนเซ็ปต์ Slow Productivity นั้นมีประโยชน์ และเป็นเรื่องที่เราควรได้ใช้เวลาเพื่อครุ่นคิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ครับ

ถ้ารู้ตัวว่าจะเทก็ทำมันตอนนี้เลย

เราอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราอยากทำให้เป็นนิสัย แต่ก็มักจะละเลย

ตัวผมเองมีอาการปวดหลังช่วงล่าง จึงเปิด YouTube ดูก็ได้ท่ายืดเส้นที่ช่วยให้อาการทุเลาได้ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ผมควรจะทำท่ายืดหลังนี้เป็นอย่างแรกตอนตื่นนอน แต่หลายครั้งก็ไม่ได้ทำเพราะเขียนบล็อกหรือต้องรีบไปวิ่งก่อนแดดออก พอผ่านพ้นช่วงเวลาเช้าตรู่ไปก็เริ่มวุ่นกับกิจกรรมอื่นๆ เช่นกินข้าว ส่งลูกไปโรงเรียน ทำงาน ฯลฯ แม้จะบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำๆ แต่แล้วก็ลืมประจำ สุดท้ายวันนั้นก็เลยไม่ได้ยืดเส้น พอวันถัดไปลืมอีกอาการปวดหลังก็กลับมาถามไถ่

ตอนนี้ก็เลยรู้ตัวแล้วว่า อย่ารอให้พร้อมหรือมีเวลา ถ้ารู้ตัวว่าเรามีแนวโน้มที่จะ “เท” กิจกรรมนี้ ก็ให้ “ทิ้งทุกอย่างแล้วทำสิ่งนั้นทันทีเลย” (ถ้าทำได้)

หลักการนี้ใช้ได้กับหลายกิจวัตรในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย กินยา อ่านหนังสือ เรียนภาษากับแอป คุยกับคนใกล้ หรือแม้กระทั่งสวดมนต์

เพราะแม้จะทำผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยครับ