ปล่อยของ

20150811_DieEmpty

“Don’t go to your grave with your best work inside of you. Choose to die empty”

“อย่าตายไปโดยที่ยังไม่ได้ปล่อยงานที่ดีที่สุดของคุณออกมา จงใช้ชีวิตให้หมดแม็กซ์”

– Todd Henry

—-

ผมได้ยินชื่อหนังสือ Die Empty ของ Todd Henry มาซักพักแล้ว

และแม้จะยังไม่เคยได้อ่านหนังสือ แต่คำว่า Die Empty ก็ดึงดูดผมอย่างประหลาด

ผมรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นการใช้ชีวิตที่เจ๋งดี

เท่าที่ดูจากคำโปรยในเว็บของผู้เขียน สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะสื่อก็คือ เราไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะงัดความรู้ความสามารถที่มีทั้งหมดที่เรามีออกมา เพื่อสร้างประโยชน์ต่อโลกใบนี้

เมื่อเราตายไปแล้ว จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ เพราะเราได้ “ปล่อยของ” ออกไปหมดแล้วนั่นเอง

ในบล็อกฉลองครบรอบ 35 ปีที่มีชื่อตอนว่า “ครึ่งทาง” ผมได้เล่าให้ฟังว่า

ในช่วง “ครึ่งแรก” ของชีวิต ผมสวมบทบาทผู้รับซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ รับการศึกษาจากครูบาอาจารย์ ร้บทักษะการทำงานจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน รับเงินจากองค์กร และรับความรู้ใหม่ๆ ผ่านหนังสือเล่มต่างๆ

ในช่วง “ครึ่งหลัง” จึงเป็นเวลาอันสมควรที่จะเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้ให้” ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะให้การดูแลทั้งบุพการี ภรรยา และบุตร รวมถึงให้ความรู้ที่ผมมีต่อคนอื่นๆ ที่เห็นคุณค่าและจะนำมันไปใช้ประโยชน์ได้

ผมตั้งใจมาตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมของปีนี้ว่าผมจะลองเขียนบล็อกทุกวัน ซึ่งตอนแรกก็มีคำถามในใจเหมือนกันว่าม้นจะมีเรื่องให้เขียนได้ทุกวันจริงๆ เหรอ แต่สุดท้ายก็ยังรอดมาได้เกินครึ่งปีแล้ว แม้หลายๆ วันจะต้องคิดจนหัวแทบแตกก็ตาม

การเขียนบล็อกทุกวันของผมก็คือการ “ปล่อยของ” ที่ผมมี กลับสู่โลกใบนี้วันละเรื่อง และคงจะเจ๋งดีถ้าผมจะเขียนบล็อกได้ทุกวันจนถึงอายุ 70 ปี

ถึงตอนนั้นคงจะได้ Die Empty สมใจ

เรื่องดีๆ อีกเรื่องที่ผมไม่เคยคิดว่าการเขียนบล็อก anontawong.com จะนำมาให้ คือมันได้ไปสะกิดให้เพื่อนๆ น้องๆ ที่รักและรู้จักกันมานานตั้งใจเขียนบล็อกเพื่อจะแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ณัฐสิรี ที่เล่าเรื่องการลาออกจากงาน QA Engineer เพื่อไปเรียนกีตาร์อย่างจริงจังที่ประเทศอังกฤษ และเก็บประสบการณ์โหดมันฮามาเล่าให้ฟังอย่างถึงพริกถึงขิง

2015-08-11_235130

หรืออัม อัมรินทร์ น้องอีกคนที่เคยอยู่รอยเตอร์และเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นได้แบบขั้นเทพ ที่เล่าประสบการณ์การเรียนด๊อกเตอร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ University of Illinois Urbana-Champaign และประสบการณ์ฝึกงานที่ Google (ยังไม่ได้เขียนถึง Google แต่คาดว่ากำลังจะพูดถึงในตอนถัดไป)

11241024_909897229054040_9090896652801768889_n

(จริงๆ ต้องบอกว่าอัมนี่ชั่วโมงบินสูงกว่าผมมาก เพราะน้องเขาเขียนบล็อกมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้อาจจะเน้นเขียนเพื่อเป็นบันทึกให้ตัวเอง มาสังเกตว่าโพสท์หลังๆ นี่เริ่มเขียนเพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญ อ้อน้องเค้าเพิ่งมี Facebook Page อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด ด้วยนะครับ )

ยังมีอีกสองคนคือเอก ผู้คิดค้นแคมเปญ I’m Farang กับรุ่นน้องชื่อเจที่พร่ำๆ ว่าเห็นผมเขียนบล็อกแล้วอยากจะเขียนบ้าง ซึ่งผมก็รอให้เขาลงมืออยู่เพราะสองคนนี้เป็นคนที่เล่าเรื่องสนุกมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เริ่มเขียนจริงจังปีนี้ (แม้ผมอาจจะไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก็เถอะ)

เช่นบอย ภัทราวุธ ผู้ร่วมก่อต้้งและ CTO ของ Wongnai.com ที่เล่าเรื่องการก่อเกิดของวงในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นค้นหาร้านอาหารและแบ่งปันรีวิวที่ดีที่สุดของเมืองไทย

2015-08-11_235233

หรือน๊อต Dithapong กับโบ๊ต WalkingTrail ซึ่งผมได้รู้จักสมัยอยู่รอยเตอร์ทั้งคู่ ทั้งสองคนได้ไปเปิดบ้านใน storylog.co และเล่าเรื่องราวที่ชวนให้คิดตามมาหลายสิบตอนแล้ว

14180280327458844531  14302171995886257214

—-
หลายคนคงมีคำถามว่า ตัวเองก็เป็นคนธรรมดาๆ ไม่ได้เก่งด้านใดเป็นพิเศษ มาเขียนเรื่องทั่วๆ ไปแล้วจะมีคนอ่านเหรอ?

แต่จากประสบการณ์เจ็ดเดือนที่ผ่านมาของผม ทำให้ผมเชื่อแล้วว่าเรื่องดีๆ นั้นมีคนรออ่านเสมอ

เราอยู่ในโลกนี้มาตั้งหลายสิบปี ย่อมมีแง่คิดและบทเรียนที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นแน่ๆ อย่าปล่อยให้มันตายไปกับเราเลยนะครับ เอาออกมาเล่าให้ฟังเถอะ

อยากเห็นทุกคนมา Die Empty กันเยอะๆ ครับ

—–
ขอบคุณคำพูดจาก ToddHenry.com 

ขอบคุณภาพจาก Public Domain Image

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

20150810_KonMari

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเขียนบล็อกเรื่องวิธีจัดบ้านแบบ KonMari (คอนมาริ) นะครับ

จริงๆ ตอนแรกผมกะจะรอเก็บบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาเขียนเล่าให้ฟัง แต่เนื่องจากว่าวันพุธนี้เป็นวันแม่ และทุกคนอยู่บ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา เลยจะถือโอกาสจัดบ้านแบบคอนมาริซะเลย ก่อนที่จะต้องเตรียมย้ายเข้าบ้านใหม่เดือนหน้า

และเจตนาของผมคือเขียนบล็อกตอนนี้ขึ้นมาให้ พ่อ แม่ น้อง และภรรยาได้อ่าน จะได้เข้าใจภาพตรงกันก่อนจะลงมือครับ ดังนั้นเนื้อหาอาจจะไม่ได้ครอบคลุมหนังสือทั้งหมดนะครับ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าวิธีเก็บบ้านแบบ KonMari นั้น อยู่ในหนังสือชื่อ The Life-Changing Magic of Tidying Up ซึ่งเขียนโดยสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นชื่อ Kondo Marie (คนโด มาริเอะ) ดูภายนอกเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่หนังสือของเธอได้สร้างปรากฎการณ์มาแล้วทั้งในญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป จนนิตยสารไทม์ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2015 (100 Most Influential people)

ผมเองได้รู้จักวิธีการนี้จากบล็อกเกอร์สามีภรรยาชื่อ James & Claudia Altucher ที่บอกว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเขาก็โยนของในบ้านออกไปเกือบหมด

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกลัวว่า เฮ้ย มันจะบ้ารึเปล่า อดทนอ่านต่ออีกสักนิดนะครับ ผมไม่ได้มาชวนให้ทุกคนโยนของทุกอย่างออกจากบ้านแน่ๆ

หลังจากเห็นฝรั่งหลายคนพูดถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยเข้า กอปรกับผมกำลังจะย้ายเข้าบ้านใหม่ด้วย เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะลองไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน โดยผมไปเดินดูที่คิโนะคุนิยะพารากอน และกว่าจะหาได้ก็ยากเย็นเพราะมันไม่ได้เป็นหนังสือแนะนำหรือติดอันดับขายดีอะไรทั้งนั้น (ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เมื่อตอนต้นเดือนกรกฎาคม 2558)

ปกหนังสือที่ผมได้มา ต่างจากที่เห็นในเว็บไซต์ tidyingup.com พอสมควร แถมชื่อยังขาดคำว่า “Up” ต่อท้าย เหลือเพียง The Life-changing Magic of Tidying เฉยๆ แต่คิดว่าคงไม่ใช่ของปลอมหรอกเนอะ!

ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือเรื่องการเก็บบ้าน แต่กลับไม่มีภาพประกอบเลย ผมเลยต้องใช้วิธีเปิด Youtube แล้วพิมพ์คำว่า KonMari ก็จะเจอวีดีโอที่คนเอามาแชร์กันเยอะแยะ

แค่เปิดหนังสือมาอ่านหน้าแรกๆ มาริเอะก็พูดถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ คือเธอบอกว่าวิธีจัดบ้านของเธอจะทำให้เราต้องจัดบ้านแค่ครั้งเดียว และใช้ได้กับทุกคนแม้ว่าจะเป็นคนขี้เกียจหรือไร้ระเบียบแค่ไหนก็ตาม

ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ราวหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็เริ่มลงมือทดลองด้วยการจัดถุงเท้าเมื่อตอนกลางเดือนกรกฎาคม จนบัดนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วถุงเท้าของผมก็ยังเรียบร้อยอยู่จริงๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากผมเขียนบทความเรื่อง จะรีบไปไหน น้องสาวที่ชื่อหญิงก็มาคอมเม้นท์บอกว่าทางสำนักพิมพ์วีเลิร์นกำลังจะวางแผงหนังสือเล่มนี้แล้วนะ โดยมีชื่อไทยว่า “ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านครั้งเดียว” ซึ่งแฟนผมก็ไปสอยมาให้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

จากนี้ไปผมจึงจะขอสรุปบทเรียนที่ได้มาจากหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ให้คุณผู้อ่านได้ตัดสินกันเอาเองนะครับว่ามันจะ Life-Changing จริงรึเปล่า

หลักการเก็บบ้านสไตล์ KonMari มีดังนี้

เก็บรวดเดียวให้เสร็จ ถ้าคุณเก็บบ้านวันละนิดวันละหน่อย คุณจะต้องเก็บบ้านไปตลอดชีวิต (ซึ่งดูจากชีวิตที่ผ่านมาของผมมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ) และวิธีการเก็บรวดเดียวให้เสร็จ จะสร้าง “ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด” กับชีวิตคุณ จนคุณจะไม่ยอมให้บ้านคุณรกอีกเลย ทั้งนี้ การเก็บรวดเดียวให้เสร็จไม่ได้หมายความว่าต้องเก็บวันเดียวเสร็จนะครับ แต่อาจจะทำสามวันติดต่อกัน หรือวันเสาร์สามเสาร์ติดต่อกันก็ได้ เพราะขนาดห้อง/บ้านแต่ละคนไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ให้ถือว่าการเก็บบ้านเป็นวาระพิเศษ เหมือนกับที่เราให้การไปเที่ยวต่างประเทศหรือการจัดงานวันเกิดเป็นเหตุการณ์พิเศษ (special occasion) ที่เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

ให้จัดบ้านตามหมวดหมู่ ไม่ใช่จัดตามห้อง เพราะมีความเสี่ยงสูงว่าของอย่างเดียวกันจะมีที่เก็บมากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งความยุ่งยากในภายหลังอย่างแน่นอน อย่างบ้านผมตอนนี้มีที่เก็บกระดาษทิชชู่อยู่สองที่คือห้องน้ำแม่และหลังตู้เย็นชั้นสอง ดังนั้นแทนที่จะเก็บห้องน้ำหนึ่งวันนี้ และเก็บห้องน้ำสองวันพรุ่งนี้ ก็ควรจะ “เก็บอุปกรณ์ในห้องน้ำ” ภายในคราวเดียวไปเลย

สองขั้นตอนหลักในการเก็บบ้านแบบ KonMari คือการคัดของออกและการจัดเก็บของเข้าที่ เพราะถ้าคุณไม่คัดของทิ้งซะก่อน รับรองเลยว่าบ้านคุณจะกลับมารกอีกครั้งแน่นอน เพราะสาเหตุหลักที่บ้านเรารกก็เพราะเรามีของเยอะเกินไป ไม่ใช่เพราะเรามีพื้นที่จัดเก็บน้อยเกินไป (และยิ่งคุณมีของมากเท่าไหร่ คุณจะซื้อของเข้าบ้านเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไม)

วิธีการคัดของออกควรจะเรียงตามนี้ คือเริ่มจากเสื้อผ้า ต่อด้วยหนังสือ ตามด้วยเอกสาร ต่อด้วยของจิปาถะ และจบท้ายด้วยของที่มีคุณค่าทางจิตใจเช่นจดหมายหรืออัลบั้มรูป เพราะถ้าเราคัดของโดยไม่เลือกประเภทเสียก่อน สิ่งที่เราจะเจอคือรูปเก่าๆ หรือจดหมายเก่าๆ แล้วเราก็จะใช้เวลามากมายไปกับการละเลียดความหลัง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำให้การเก็บของล่าช้าไปมาก ทางที่ดีคือถ้าเราเจอสมบัติอะไรที่มีคุณค่าทางจิตใจ ให้เราเอาไปกองรวมกันเอาไว้ แล้วค่อยมาจัดการทีหลังสุด เพราะพอถึงตอนนั้น “กระดูกเราจะแข็งพอ” เพราะเราได้ฝึกฝนผ่านการทิ้งของอื่นๆ ที่ง่ายกว่าอย่างเสื้อผ้า หนังสือและเอกสารมาแล้ว

วิธีการคัดของออก – อันนี้ถือเป็นหัวใจของวิธี KonMari เลยนะครับตั้งใจอ่านดีๆ

สมมติเราเริ่มต้นจากเสื้อผ้า เราต้องเอาเสื้อผ้าที่เรามีทั้งหมดมากองไว้ที่พื้นหรือบนเตียง และต้องให้แน่ใจว่านี่คือเสื้อผ้าทั้งหมดที่เรามีแล้วจริงๆ (อาจต้องเดินไปดูว่ามีเสื้อผ้าของเราตกหล่นอยู่ที่ห้องอื่น หรืออยู่ในกล่องอื่นๆ อีกรึเปล่า) วิธีการนี้จะช่วยให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วเรามีเสื้อผ้าอยู่เยอะแค่ไหน ซึ่งคำตอบที่คุณจะเจอก็คือ “เยอะกว่าที่คิด”

ยกตัวอย่างผมเป็นต้น ธรรมดาผมไม่ใช่คนชอบชอปปิ้งอยู่แล้ว เสื้อผ้าก็วิ่งไปซื้อที่แพลตตินัมแค่ปีละครั้ง และนานๆ ทีแฟนก็อาจจะซื้อเสื้อเชิ๊ตมาให้บ้าง แต่พอผมลองเอาเสื้อผ้ามากองรวมกันดูก็อดตกใจไม่ได้ว่า นี่เรามีเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้จริงๆ เหรอ?

20150730_091622

20150730_090654

2015-08-11_001417

20150712_152914

หลังจากเอาเสื้อผ้าทุกอย่าง มากองรวมกันแล้ว ก็ให้หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามตัวเองว่า Does it spark joy? (ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า Tokimeku)

Spark = จุดประกาย
Joy = ความสุข

แปลตรงตัวก็คือพอคุณหยิบเสื้อตัวนี้ขึ้นมาแล้วมันจุดประกายความสุขให้คุณรึเปล่า?

สำนวนของสำนักพิมพ์วีเลิร์นเขาใช้คำว่า “มันปลุกเร้าความสุขได้ไหม”

ส่วนถ้าจะใช้สำนวนผม ผมก็คงใช้ทับศัพท์ว่า “มันสปาร์คจอยรึเปล่า” หรือไม่ก็ “มันทำให้ชื่นใจรึเปล่า”

ขอย้ำว่า ก่อนที่คุณจะถามว่ามันทำให้คุณชื่นใจรึเปล่า คุณต้องหยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมา ห้ามตัดสินด้วยการดูเฉยๆ การจับเสื้อขึ้นมาดูจะทำให้เราตัดสินใจโดยใช้สัญชาติญาณได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับว่าเรายังอยากจะใส่เสื้อตัวนี้อยู่รึเปล่า

เสื้อหรือกางเกงตัวไหนที่ทำให้คุณชื่นใจ ก็เก็บมันไว้ ตัวไหนที่ไม่ได้สปาร์คจอย ก็จงปล่อยมันไปซะ

แต่ก่อนจะเอาเสื้อผ้าที่ไม่ได้สปาร์คจอยยัดลงถุงดำ อย่าลืมกล่าวขอบคุณมันด้วย “ขอบคุณที่ดูแลกันมานะ”

วิธีการคัดของแบบเก่าๆ ของเราไม่เวิร์คเพราะเราเลือกว่าจะทิ้งอะไร แทนที่จะเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้ วิธีสองแบบนี้ดูจะเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกันเลย

วิธีการเลือกของที่จะทิ้งจะทำให้เราไม่มีความสุข (เพราะเราไปโฟกัสแต่สิ่งที่ไม่อยากได้) แต่ถ้าเราเลือกว่าจะเก็บเฉพาะของที่ทำให้เราชื่นใจ เราจะมีความสุข ไม่เชื่อลองดูได้ครับ

อีกสาเหตุหนึ่งที่วิธีการแบบเก่าๆ ของเราต่างกับวิธีคอนมาริก็คือ พอเราเลือกว่าจะทิ้งของชิ้นไหนแล้ว เราจะโยนมันทิ้งอย่างไม่แยแส

แต่วิธีคอนมาริจะปฏิบัติกับสิ่งของทุกชิ้นด้วยความเคารพราวกับว่ามันคือสิ่งมีชีวิต ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถ “สะสาง” ความรู้สึกภายในใจของเราได้เวลาเราต้องอำลาจากของชิ้นนั้น

ผู้อ่านบางท่านอาจจะคิดว่าวิธีคิดอย่างนี้ดูเด็กๆ และเพ้อฝัน แต่ถ้าลองได้ทำดูจะรู้ว่ามันช่วยคลายปมบางอย่างภายในใจได้จริงๆ และการคัดเลือกของก็จะกลายเป็นการนั่งสนทนากับตัวเอง เป็นประสบการณ์แสนรื่นรมย์ที่วิธีการแบบเดิมๆ ไม่มีทางให้เราได้

อ้อ เวลาคัดเสื้อผ้าออก มันก็จะมีปัญหาบางอย่างเช่น เสียดาย เสื้อตัวนี้ยังไม่ได้ใส่เลย หรือกลัวว่าถ้าคัดเก็บแต่ของที่ spark joy เราจะมีเสื้อผ้าไม่พอใช้

มาริเอะก็บอกเราอีกว่า เมื่อเจอสิ่งของที่ไม่ได้สปาร์คจอยแต่ยังเสียดายที่จะทิ้ง ให้ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่า ตอนที่เราซื้อเสื้อตัวนี้มานั้น เราซื้อมาด้วยเหตุผลอะไร

เพราะของแต่ละชิ้นมีวัตถุประสงค์ของมันอยู่ ถ้าเสื้อตัวนี้คุณซื้อมาเป็นปีแล้วแต่คุณก็ยังไม่ได้ใส่ และตอนนี้พอคุณจับมันมาแล้วคุณไม่รู้สึกถึงความชื่นใจอะไรเลย แสดงว่าวัตถุประสงค์ของเสื้อตัวนี้ก็คือการสอนให้คุณรู้ว่า เสื้อสไตล์นี้ไม่เหมาะกับคุณและไม่ใช่เสื้อที่คุณอยากจะใส่อะไรมากมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่จังหวะที่ซื้ออาจเพราะเห็นว่าอยู่บนหุ่นแล้วดูดี หรือกำลังลดราคาเท่านั้นเอง เมื่อคุณรู้แล้วว่าเสื้อตัวนี้มันได้บรรลุวัตถุประสงค์ของมันแล้ว ก็จงกล่าวขอบคุณที่มันช่วยให้บทเรียนกับเราและลาจากมันไปด้วยดี

ส่วนเรื่องเสื้อผ้าไม่พอ มาริเอะบอกว่า ถ้าคุณเลือกเฉพาะเสื้อผ้าที่ทำให้คุณชื่นใจ คุณจะมีเสื้อผ้าเพียงพอแน่นอน เพราะลูกค้าหลายพันคนที่เธอเคยให้บริการเรื่องการจัดบ้าน ไม่เคยมีใครซักคนที่กลับมาบ่นกับเธอว่าเสื้อผ้าไม่พอใส่

แต่ถ้าคุณกลัวจริงๆ ว่าเสื้อผ้าจะไม่พอ ก็อาจจะลองเก็บไว้ในถุงแล้วทิ้งไว้ในห้องเก็บของซักพักก็ได้ (อันนี้ผมพูดเอง มาริเอะไม่ได้พูด)

ขอนอกเรื่องนิดนึง เคยมั้ยครับที่มีเสื้อผ้าหรือถุงเท้าอยู่เต็มตู้ แต่ก็รู้สึกว่าหาเสื้อที่ถูกใจใส่ไม่ได้เลย?

ปัญหาจริงๆ ก็คือ เรามีเสื้อผ้าที่ไม่ได้อยากใส่แล้วเยอะเกินไป เสื้อผ้าที่ไม่ได้ทำให้เราชื่นใจจึงมาเบียดบังเสื้อผ้าที่เราอยากใส่จริงๆ เกือบหมด นั่นคือเหตุผลที่เรารู้สึกว่ามีเสื้อผ้าเยอะแต่ไม่มีตัวไหนถูกใจ จิตใต้สำนึกของเราจึงคอยบอกให้เราซื้อเสื้อใหม่ตลอดเวลา และการซื้อเสื้อผ้าเข้ามาเพิ่มก็ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลงไปอีก

ก่อนจะจัดระเบียบถุงเท้า ผมก็รู้สึกเสมอๆ ว่าถุงเท้าที่ผมมีมีแต่คู่ที่มันพังๆ เวลาเดินผ่านร้านขายถุงเท้าผมจึงมักจะซื้อติดมือมาบ่อยๆ ซึ่งก็ช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะพอผ่านไปซักเดือนนึงปัญหาเดิมก็จะกลับมาอีก

แต่พอผมคัดถุงเท้าจนเหลือแต่ที่ยางยังดีและน่าใส่จริงๆ จำนวนถุงเท้าเหลือน้อยกว่าครึ่ง แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าผมขาดถุงเท้าอีกต่อไปแล้ว

ขอทวนกันอีกครั้งนะครับ

เอาเสื้อผ้าทั้งหมดมากองรวมกันเพื่อที่จะรู้ว่าเรามีเยอะแค่ไหน

แทนที่จะเลือกว่าจะทิ้งเสื้อผ้าตัวไหน ให้เลือกว่าจะเก็บตัวไหน โดยหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามว่า “มันทำให้เราชื่นใจรึเปล่า”

เสื้อผ้าตัวไหนที่มันไม่ได้ทำให้เราชื่นใจแล้ว ให้กล่าวขอบคุณมัน (อาจจะแค่ในใจก็ได้ถ้าเขิน) แล้วส่งมันไปตามทาง (อาจจะขนไปบริจาคหรืออะไรก็ตามแต่)

อ้อ แล้วก็ไม่ต้องเอาไปฝากไว้บ้านแม่ หรือบ้านญาตินะครับ เพราะการทำอย่างนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระให้ท่านเสียเปล่าๆ

มาริเอะเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ลูกค้าคนหนึ่งย้ายออกจากบ้านพ่อแม่มาแล้ว ก็ยังเอาสิ่งของต่างๆ ที่เธอไม่ได้ใช้แล้วกลับมาเก็บไว้ที่ห้องนอนเดิมของตัวเองที่บ้านพ่อแม่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่แม่ของเธอเขาปรารถนามาตลอดคือการมีห้องของตัวเองไว้ทำอะไรตามใจ แต่แม่ก็ทำไม่ได้เพราะต้องเอาไว้เก็บของที่ลูกสาวไม่ได้ใช้ ผมว่าถ้าเราทำให้แม่เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้มันก็ดูจะใจร้ายกับท่านไปหน่อยนะ

ขอเตือนอีกข้อหนึ่ง เวลาที่เราคัดว่าจะเก็บอะไร จะทิ้งอะไร อย่าให้คนในครอบครัวเห็นนะครับ เพราะอาจจะทำให้เขารู้สึกเสียดายแทนเรา และเขาจะขอเก็บเอาไว้เอง ซึ่งนั่นจะทำให้ปัญหาคาราคาซังครับ

—–

เมื่อเราคัดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวจัดเก็บเข้าที่

มาริเอะแนะนำว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเราควรจะใช้วิธีพับเก็บ ยกเว้นพวกเสื้อผ้าที่น่าจะแฮปปี้กว่าถ้ามันโดนแขวน (ใช้หลักปฏิบัติราวกับว่าเสื้อผ้ามีชีวิตอีกเช่นเคย)

ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะแขวนเสื้อเชิ๊ต กางเกงสแล็ก และชุดสูท ที่เหลือผมพับเก็บหมดเลย

อ้อ เวลาพับเก็บควรจะเก็บเป็นแนวตั้งนะครับ เพราะไม่มีเสื้อผ้าตัวไหนอยากโดนทับหรอก

ถุงเท้าก็เช่นกัน ไม่มีถุงเท้าที่ไหนอยากโดนมัดเป็นก้อนๆ หรือขมวดเป็นปมหรอก

อย่างที่บอกครับ ให้ปฏิบัติต่อสิ่งของราวกับว่ามันมีชีวิตจิตใจ แล้วคุณจะตอบได้เองว่าควรจะเก็บมันยังไง

วิธีการพับผ้า ก็ให้ลองไปดูใน Youtube ได้เลยนะครับ

https://www.youtube.com/results?search_query=konmari+folding

หลักการสำคัญคือควรจะพับเพื่อให้มันวางตั้งบนสันได้ ซึ่งขอเตือนไว้เลยว่าถ้าไม่ลองดูวีดีโอให้เข้าใจก่อน มีโอกาสสูงมากที่คุณจะพับผิดวิธีและพอจัดเสร็จแล้วผ้าจะล้มดูไม่งามตา

ส่วนตัวผมเองผมใช้กล่องรองเท้า (ซึ่งเป็นวัสดุที่มาริเอะแนะนำเพราะฟรีและมีกันเกือบทุกคน) โดยตอนแรกใช้กล่องกระดาษที่ได้มากับรองเท้า แต่ผมมีไม่พอเลยไป “ยืม” กล่องรองเท้าพลาสติกที่แม่ผมซื้อเอาไว้ (ไว้จะซื้อคืนให้นะครับแม่)

ผลลัพธ์ที่ได้คือตามนี้ครับ

20150730_162449

20150801_092452

20150712_162417

ตู้เสื้อผ้าใหม่ที่ผมจะย้ายเข้าไปคงจะมีชั้นมากกว่านี้ ซึ่งก็จะทำให้สามารถวางกล่องเหล่านี้ได้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น

ข้อดีของการพับเสื้อและถุงเท้าแบบนี้ก็คือแค่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่ามีเสื้อผ้าอยู่เท่าไหร่ และมีลายไหนบ้าง

ข้อเสียก็คือมันอาจจะขาดความยืดหยุ่น เพราะกล่องหนึ่งก็ใส่ได้แค่ไม่กี่ชิ้น ถ้ากล่องหมดก็ไปต่อไม่ได้แล้ว แต่นั่นก็อาจจะทำให้เรากลับมาทบทวนว่าเสื้อผ้าที่เราพยายามจะยัดลงกล่องอยู่นั้น มัน spark joy ทุกตัวแน่แล้วเหรอ

—–

เมื่อเราจัดการกับเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาจัดการกับหนังสือ เอกสาร ของจิปาถะ และของที่มีคุณค่าทางจิตใจตามลำดับ

วิธีการก็เหมือนเดิม คือเอาหนังสือทั้งหมดมากองรวมกันไว้ เพื่อให้รู้ (สำเหนียก/สำนึก) ว่าเรามีหนังสือเยอะแค่ไหน

หนังสือหลายสิบเล่มที่เราคิดว่าจะเก็บเอาไว้อ่าน “วันหลัง” ถ้าเราไม่หลอกตัวเองเราก็จะรู้ดีว่า “วันหลังไม่มีวันมาถึง”

แทนที่จะเก็บหนังสือที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าคงไม่ได้อ่าน สู้เราส่งต่อมันไปถึงมือคนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากมันดีกว่า เพราะหนังสือบางเล่มก็เลยเวลาที่เราจะอ่านมันมามากโขแล้ว

หนังสือประเภทเดียวที่เราจะเก็บคือหนังสือที่ทำให้เราชื่นใจ ซึ่งเมื่อเราใช้วิธีนี้ก็จะมีโอกาสสูงขึ้นที่เราจะได้อ่านหนังสือที่เราอยากจะอ่านจริงๆ

20150730_090554

20150730_191100

20150811_001839_resized

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะมีหนังสือเยอะแค่ไหน ผมก็จะซื้อเล่มใหม่เข้าบ้านตลอด แต่พอตื่นเช้ามาเห็นแต่หนังสือที่เรา “อยากอ่านไปหมดเลย” อยู่บนชั้น แม้จะมีเพียงไม่กี่เล่ม ผมก็ไม่มีความรู้สึกว่าอยากซื้อหนังสือเล่มใหม่เข้าบ้านเท่าแต่ก่อนแล้ว

——

ในแง่เอกสาร มาริเอะบอกว่า หลักการง่ายๆ คือ “ทิ้งเอกสารทุกชิ้น ยกเว้นที่ต้องใช้จริงๆ เท่านั้น”

ผมเองมีเก็บสลิปบัตรเครดิตไว้ร่วมสามปี ใบภงด. สลิปเงินเดือนเก่าๆ และใบเสร็จอีกนับร้อย  พอคัดเฉพาะที่ต้องเก็บจริงๆ ลิ้นชักผมก็เบาไปเยอะมาก ส่วนอันไหนผมไม่แน่ใจก็ถ่ายรูปเอาไว้แล้วก็ทิ้งตัวกระดาษไปซะ

พวกเอกสาร Manual ต่างๆ มาริเอะบอกให้ทิ้งไปได้เลย เพราะเรา google เอาได้อยู่แล้ว

ส่วนกล่องที่มากับของ (เช่นกล่องลำโพง กล่องโน๊ตบุ๊ค) มาริเอะก็บอกให้ทิ้งเช่นกัน บางคนเก็บกล่องเพราะหวังว่าจะช่วยให้ได้ราคาดีขึ้นเวลาเราเอาของไปขายต่อ แต่ถ้านับพื้นที่ที่เราต้องเสียไปกับการเก็บกล่องที่ไม่ได้ใช้ (โดยเฉพาะพวกเราที่เช่าห้องเป็นรายเดือน) จะเห็นได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับพื้นที่เหล่านั้น เยอะกว่าเงินที่จะได้มาในอนาคตจากการขายของโดยมีกล่องค่อนข้างแน่

ลูกค้าบางคนของมาริเอะทิ้งเอกสารบางอย่างไป แล้วพอต้องใช้อีกครั้ง เขาก็รู้ชัดว่าเอกสารพวกนี้ไม่มีแล้ว เขาจึงสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นต่อไปเลย ไม่ต้องมาเสียเวลางมหาเอกสารอยู่ (ใครเคยมีประสบการณ์ที่ใช้เวลาหาเอกสารตั้งนาน แล้วสุดท้ายไม่เจอบ้างมั้ยครับ?)

เสียดายผมไม่ได้ถ่ายรูป before/after ในการจัดเก็บเอกสาร มีแต่ตอนที่กำลัง in progress อย่างเดียวเลยไม่ขอเอามาลงนะครับ

—–

(ณ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ (10 ส.ค.) ส่วนตัวผมเองทำถึงแค่เรื่องจัดการเอกสารครับ ส่วนของจิปาถะกับของที่มีคุณค่าทางใจยังไม่ได้ทำ ดังนั้นจึงยังไม่มีรูปนะครับ)

เมื่อจบเรื่องเอกสารแล้ว ก็ค่อยลงมือกับของจิปาถะ เช่น ซีดี อุปกรณ์ครัว แบงค์+เหรียญ อุปกรณ์ในห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องเอาทุกอย่างมากองไว้ในที่เดียวเพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีของเหล่านี้เยอะเกินความจำเป็นแค่ไหน (และจะได้ไม่กลัวที่จะคัดบางอย่างออก)

อ้อ บางคนชอบแพ้ของลดราคา ซึ่งมักจะมาเป็นแพ็ค ซึ่งมาริเอะบอกว่าไม่คุ้มกันหรอก เพราะกว่าคุณจะได้ใช้ชิ้นหลังๆ ในแพ็ค ของก็เสื่อมคุณภาพ ไม่น่าชื่นใจอีกต่อไปแล้ว สู้ซื้อมาเท่าที่จำเป็นจริงๆ ดีกว่า จะได้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในการเก็บ และถ้าจำเป็นต้องซื้อใหม่จริงๆ แค่เดินไปปากซอยหรือขับรถไปนิดหน่อยก็หาซื้อได้แล้ว

—–

ของประเภทสุดท้ายที่เราต้องเจอ ก็คือสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เช่นอัลบั้มรูปหรือจดหมาย จงจัดการของพวกนี้ต่อเมื่อคุณจัดการที่เหลือหมดเรียบร้อยแล้ว เพราะอัลบั้มรูปและจดหมายนั้นเป็น “ตัวบอส” ซึ่งยากต่อการตัดใจอย่างมาก คุณจึงต้องผ่านด่านเสื้อผ้า หนังสือ เอกสาร และของจิปาถะก่อน

วิธีการก็เช่นเดิม เอามันมากองรวมกัน หยิบขึ้นมาทีละชิ้น แล้วถามว่าม้นยัง spark joy อยู่มั้ย (แม้กระทั่งภาพถ่าย มาริเอะก็บอกให้เอาออกมาจากอัลบั้ม)

ของพวกนี้มีคุณค่า และเราไม่อยากทิ้งมันไปเพราะมันช่วยให้เรานึกถึงอดีตอันหอมหวาน และเราก็กลัวว่าถ้าเราทิ้งรูปเหล่านี้ไป เราก็จะลืมเรื่องเหล่านี้ไปด้วย

แต่มาริเอะบอกว่า ความทรงจำอันล้ำค่าจริงๆ ของเรา ต่อให้ไม่มีรูปถ่ายเหล่านี้ เราก็ยังจะจำมันได้อยู่ดี

ถ้าเราอยากจะคัดรูปเก็บไว้ ก็ควรจะคัดแต่รูปที่ spark joy เท่านั้น สมมติการไปเที่ยวครั้งนี้มีรูป 36 รูป เราอาจจะคัดรูปที่ดีที่สุดเพียงสามสี่รูป ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้เรานึกถึงทริปคราวนี้ได้ (จะว่าไป สมัยเป็นกล้องฟิล์มเราถ่ายรูปเสียๆ เยอะจะตาย)

มาริเอะบอกว่าวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เราปล่อยวางได้มากขึ้นก็คือ จงให้ความสำคัญกับตัวเราในปัจจุบัน (cherish what you have become) แทนที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเคยเป็นในอดีต

ของอีกชนิดนึงที่เรามักไม่กล้าทิ้ง คือของที่คนอื่นให้มา อาจจะเป็นของขวัญจากผู้ใหญ่ ของฝากจากเพื่อนสนิท หรือรูปวาดของลูกสมัยเขายังเด็ก ถ้าเราทิ้งของเหล่านี้ เราก็จะรู้สึกผิดทันที

มาริเอะก็สอนอีกเช่นกันว่า จงดูให้ดีว่าเจตนารมณ์ของสิ่งของเหล่านี้คืออะไร

ของพวกนี้คือ “ของขวัญ” ดังนั้น วัตถุประสงค์ของมันคือการ “ถูกรับ”

ในเมื่อเราในฐานะ “ผู้รับ” ได้รับมันมาแล้ว ได้รู้สึกดีและรู้สึกขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ/ความใส่ใจของผู้ให้แล้ว ของขวัญชิ้นนั้นก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ เราก็ย่อมกล่าวอำลากับของขวัญเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร

—–

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างมาก และคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเจอกัน คือเราอยากเก็บบ้าน แต่คนอื่นในครอบครัวไม่สนใจ

มาริเอะก็เคยเจอสถานการณ์อย่างนี้ เพราะคนในครอบครัวไม่ได้บ้าการเก็บบ้านเหมือนเธอ มาริเอะรู้สึกหงุดหงิดมากที่คนในครอบครัวยอมอยู่กันแบบรกๆ และไม่ว่าเธอจะบ่นแค่ไหนก็ไม่มีใครขยับตัว เธอจึงเจ้ากี้เจ้าการเก็บห้องให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว แถมยังแอบเอาของบางชิ้นของคนในบ้านไปทิ้งด้วย (หลังจากสังเกตเห็นแล้วว่าไม่ค่อยได้ใช้)

ปรากฎว่ามาริเอะโดนจับได้ แม่เลยสั่งห้ามไม่ให้เธอไปเก็บห้องให้ใคร หรือไปยุ่งกับทรัพย์สมบัติของคนอื่นอีก

มาริเอะกลับมาที่ห้องด้วยความผิดหวัง เพียงเพื่อจะพบว่า ในขณะที่เธอเจ้ากี้เจ้าการเก็บห้องให้คนโน้นคนนี้ แต่จริงๆ แล้วห้องของเธอก็ยังรกอยู่มาก เธอจึงเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำได้ คือการจัดการกับข้าวของของเธอให้เรียบร้อย เธอจึงหันกลับมาสนใจแต่ข้าวของของตัวเองเท่านั้น

และเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น หลังจากมาริเอะจัดห้องเธอเสร็จไปเพียงสองสัปดาห์ น้องชายที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะทิ้งอะไรเลย กลับเริ่มจัดห้องของตัวเองและทิ้งหนังสือถึง 200 เล่มในวันเดียว

ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าเรากำลังหงุดหงิดกับความไร้ระเบียบของคนในบ้าน ผมแนะนำให้ลองจัดห้องตัวเองให้เรียบร้อยก่อนครับ แล้วคนอื่นๆ ก็จะเห็นและ (อาจ) รู้สึกอยากทำตามเอง

—–

การที่เราไม่ยอมทิ้งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ spark joy แล้ว มันมีเหตุผลเพียงสองข้อเท่านั้นคือ

1. ยึดติดกับอดีต (เลยยังเก็บของเก่าๆ ไว้อยู่)
2. กังวลกับอนาคต (เลยซื้อของมาตุนไว้เพียบ)

ซึ่งทั้งสองเหตุผลนี้จะเบียดบังไม่ให้เรามีความสุขกับปัจจุบันได้อย่างเต็มที่

ข้อความหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่กระทบใจผมมากก็คือ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่สิ่งของต่างๆ จะเข้ามาอยู่ในชีวิตเรา

เสื้อเชิ๊ตรุ่นนึงมีผลิตออกมาตั้งเป็นพันเป็นหมื่นตัว แต่เสื้อเชิ๊ต “ตัวนี้” ก็ยังอุตส่าห์ “หาเราจนเจอ” และมาอยู่กับเราในบ้านหลังนี้

โชคชะตาพาให้เราและสิ่งของต่างๆ มาเจอกัน และความปรารถนาสูงสุดของสิ่งของเหล่านั้น ก็คือการได้รับใช้เจ้านายของมัน ถ้ามันไม่ได้ถูกใช้งาน ชีวิตของมันก็ไม่มีคุณค่าอันใด

คำถามคือ เป็นเรื่องถูกต้องแล้วหรือที่เราจะเก็บมันเอาไว้เพียงเพราะว่า “อาจจะได้ใช้มันซักวันหนึ่ง” ทั้งที่จริงแล้ว เรากลับปล่อยมันเอาไว้ในส่วนลึกสุดของตู้ หรือวางไว้บนชั้นจนฝุ่นจับ นานจนกระทั่งเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามันเคยมีตัวตน

ไม่มีใครอยากถูกลืมหรอกนะครับ

ดังนั้น ถ้าสิ่งของชิ้นใดไม่ได้ทำให้เราชื่นใจอีกแล้ว จงปล่อยมันให้เป็นอิสระเพื่อให้มันได้ทำหน้าที่ของมันกับเจ้านายคนอื่นเถิด

และถึงแม้สุดท้ายแล้วมันจะถูกทำลาย แต่สิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่แปรเปลี่ยนเป็นสสารและเกิดใหม่เป็นสิ่งของชิ้นอื่นในอนาคตเท่านั้นเอง

จงปล่อยมันไป แล้วมันจะกลับมาหาคุณอีกครั้งในรูปแบบอื่นอย่างแน่นอน

—–

มาริเอะบอกว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับข้าวของที่เรามี

การจัดบ้าน คือการสบตากับความจริง ว่าตัวเราในปัจจุบันต้องการอะไร และเราต้องการจะใช้ชีวิตที่เหลือแบบไหน

การจัดบ้านให้เรียบร้อย จึงเป็นการเดินทางของจิตวิญญาณ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยความไว้ใจในชีวิตเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตกับปัจจุบันได้ดีที่สุด

ลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าของทุกชิ้นในบ้านคุณ spark joy มันจะดีแค่ไหน

เปิดตู้เสื้อผ้าก็เห็นแต่ชุดที่เราอยากใส่ มองไปที่ชั้นหนังสือก็เจอแต่หนังสือที่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน ดีวีดีทุกแผ่นล้วนแล้วแต่เป็นหนังในดวงใจ และรูปทุกใบทำให้เรายิ้มทุกครั้งที่เห็น

เมื่อนั้น “บ้าน” จะเป็นแหล่งพักพิงใจของเราอย่างแท้จริง

ผมไม่อาจการันตีได้ว่าวิธีนี้จะดีอย่างที่มาริเอะบอกไว้รึเปล่า ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือต้องลองทำดูครับ

ถ้าลองแล้วไม่เวิร์ค สถานการณ์ก็คงไม่แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

แต่ถ้ามันได้ผลจริงๆ มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณ เหมือนกับที่มันได้เปลี่ยนชีวิตหลายพันหลายหมื่นคนมาแล้ว

ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการจัดบ้านครับ

—–

ป.ล. แม้ผมจะอธิบายมาค่อนข้างยาว ก็ยังเทียบไม่ได้กับการซื้อหนังสืออ่านเต็มๆ นะครับ ฉบับแปลไทยราคา 180 บาทเท่านั้น (แฟนผมซื้อจากร้านนายอินทร์สาขาแม๊กซ์แวลูพัฒนาการ) ส่วนเล่มภาษาอังกฤษผมซื้อมาจากคิโนะคุนิยะสาขาพารากอน ราคา 521 บาทครับ

—–

ภาพจากกล้องมือถือของผู้เขียน เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่


UPDATE 06.04.2017

ผมเขียนบล็อกนี้ในเดือนสิงหาคมปี 2558 และได้แชร์บล็อกตอนนี้อีกครั้งผ่านเพจ Anontawong’s Musings  เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 มีผู้อ่านทักเข้ามาว่า “อยากรบกวนให้ช่วยอัพเดทรูปปัจจุบันหน่อยได้ไหมคะว่าหลังจากย้ายบ้านมาแล้ว และจัดเก็บของแบบนี้แล้วสามารถคงสภาพความเรียบร้อยได้นานแค่ไหน” ก็เลยถ่ายภาพมาให้ดู โดยพยายามคงสภาพเดิมให้มากที่สุดนะครับ (หากจะมี “จัดฉาก” บ้างก็อย่างเช่นรูปในห้องน้ำที่ต้องเอาผ้าที่ตากไว้ออกไปก่อน)

20170406_145848

ถุงเท้าและกางเกงขาสั้น

20170406_145901

เสื้อยืด

20170406_150237

เสื้อเชิ๊ต กางเกงแสล็ค และเสื้อยืดสีดำล้วน

20170406_145945

ชั้นหนังสือ

20170406_152231

ห้องน้ำ

20170406_150445

ห้องทำงาน

20170406_150641

โต๊ะกินข้าวแบบยังไม่ได้จัดระเบียบ

20170406_150735

ชั้นรองเท้า (มีสตั๊ดใส่ถุงแหลมอยู่มุมขวาบนด้วย)

20170406_150935

อุปกรณ์อิเลคโทรนิคทั้งหลาย

musicgroup

สุดสัปดาห์ มกราคม 2560 วันที่เพื่อนมาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้าน

จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยเรียบร้อยมากนัก แต่ถ้าเทียบกับตอนก่อนจัดบ้านแบบ KonMari ก็ยังดีกว่ามากครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt

(Updated: Jan 2020) [ขายของ] “Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n


(UPDATE: 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

ความเคารพ

20150809_Respect

“อย่างกองถ่ายซิตคอมของเรา พอลลาต้องต่อคิวกินข้าว ทุกคนต้องถือจานไปต่อคิว ถ้ามีขนมจีนวางอยู่จับเดียว แล้วพี่ช่างไฟไปต่อคิวก่อนพอลลา อันนี้จากเหตุการณ์จริงเลยนะคะ พี่เขาจะกิน เขาต้องได้กิน พอลลามาทีหลังไม่ได้กินนะจ๊ะ สิ่งที่สอนเรามาคือความเท่าเทียม กับความรับผิดชอบ ทุกคนมีโมเดลในชีวิตเหมือนกัน คือได้รับค่าจ้าง และมาทำงาน ไม่มีใครโดนจ้างมาเป็นขี้ข้าใคร ดังนั้นช่วยเคารพทุกคนให้เท่ากันด้วย ถ้าคุณเคารพผู้กำกับยังไง คุณต้องเคารพช่างไฟอย่างนั้น เราจะเจ็บปวดกับการดูถูก ดังนั้น เราจะไม่ดูถูกใคร”

– โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล (พิมพ์ปรุ)
a day BULLETIN ฉบ้บที่ 106 กรกฎาคม 2553

—–
ผมรู้จักคุณโอปอล์ ปาณิสรา จากหนังเรื่องเพื่อนสนิท

แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเคยทำงานเบื้องหลัง คือเป็นแคสติ้ง (คัดตัวนักแสดง) ให้บริษัทหับโห้หิ้น ซึ่งต่อมารวมตัวกับจีเอ็มเอ็มพิคเจอร์และไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์จนกลายมาเป็น GTH

คุณโอปอล์เล่าให้ฟังใน a day BULLETIN ว่า

“มันมีนางแบบคนหนึ่งนั่งไขว่ห้าง แล้วก็ยื่นปลายเท้าชี้ไปที่พื้น แล้วบอกว่า ‘หยิบรองเท้าคู่นั้นให้หน่อย’ เราก็เดินไปหยิบ พอจะยื่นให้ก็บอกอีกว่า ‘ใส่ให้ด้วย'”

ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่านางแบบคนนั้นเป็นใคร

และถ้าต้องเจอสถานการณ์แบบเดียวกับโอปอล์ ผมจะทำตัวยังไง

และถ้าแม่ของนางแบบมาเห็นกิริยาของลูกสาว คุณแม่จะอายแค่ไหน

—–

ผมรู้สึกว่าคุณธรรมพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขคือความเคารพซึ่งกันและกัน

เพราะหากเราไร้ซึ่งความเคารพซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาเล็ก-ใหญ่ย่อมตามมามากมาย

ปัญหาการกระทบกระทั่งกันของคนในครอบครัว มักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองคือผู้ถือคำตอบที่ต้องที่สุด

ปัญหาระหว่างลูกน้องกับเจ้านาย มักเกิดจากการที่เจ้านายไม่เห็นคุณค่าในตัวลูกน้องหรือปฏิบัติกับลูกน้องราวกับเป็นเพียง “ทรัพยากร” ไว้ใช้สอย ทั้งที่จริงแล้ว “ลูกน้อง” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เหนื่อยเป็น พลาดเป็น น้อยใจเป็น

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็เกิดจากการขาดความเคารพในตัวเอง ทั้งของผู้ซื้อและผู้ขาย

ปัญหาเรื้อรังอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อคนในพื้นที่เยี่ยงประชากรชั้นสองมาช้านาน (ไม่นับปัญหาในช่วงสิบปีให้หลังที่มีมิติด้านผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ปัญหาเรื่องโลกร้อน ก็เกิดจากการที่เราใช้ทรัพยากรอย่างไร้สำนึกสาธารณะและความเคารพต่อธรรมชาติ

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า การขาดความเคารพเป็นต้นเหตุเพียงอย่างเดียวของปัญหาทั้งหลายเหล่านี้

แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาและทำให้มันคาราคาซัง

ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการ “เคารพ” คู่กรณีเสียก่อน ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

—–

แล้วเราจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับสังคม ประเทศชาติ และระดับโลกได้อย่างไร?

เช่นเคย ผมว่าเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน

เพราะเท่าที่ผมสังเกต พวกเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าปัญหาทั้งหลายแหล่นั้น “เกิดจากคนอื่น” แล้วก็เรียกร้องให้คนอื่น “เปลี่ยน” โดยที่ไม่ยอมมองกลับมาที่ตัวเองเอง ทั้งๆ ที่เราเองก็เป็น “ตัวปัญหา” ไม่แพ้กัน

และการเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวเองอาจจะง่ายดายกว่าที่คิด

ผู้อ่านส่วนใหญ่ของ Anontawong’s Musings คงไม่ได้ทำงานในกองถ่ายเหมือนคุณโอปอล์ ดังนั้นคงไม่สามารถเคารพช่างไฟเหมือนที่เราเคารพผู้กำกับได้

แต่ผมเชื่อว่าชีวิตเรามี “ช่างไฟ” อยู่รอบตัว เพียงแต่อาจจะมาในเครื่องแบบอื่น เช่นชุดรปภ. ชุดบุรษไปรษณีย์ หรือชุดแม่บ้าน

ขอเพียงแค่เราเอ่ยทักทาย และขอบคุณคนเหล่านั้นบ้าง

ก็ถือว่าเราเข้าใกล้ “ทางออก” ขึ้นอีกหน่อยแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก TLC News

ขอบคุณบทสัมภาษณ์คุณโอปอล์จาก a day bulletin ฉบับที่ 106 กรกฎาคม 2553

 

(UPDATE: 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 5

20150808_India5

ผม หัวหน้า และน้อง HR ออกเดินทางจากโรงแรมตอน 19.50 คนขับแท๊กซี่เป็นคุณลุงอายุห้าสิบกว่าแล้ว พูดอังกฤษไม่ค่อยได้แต่ก็พยายามชวนผมคุยตลอด (พอดีผมนั่งเบาะหน้า) ไม่ว่าจะชี้ให้เห็นฐานทัพอากาศของอินเดีย (ซึ่งมีโชว์รูปเครื่องบินเจ๋งๆ เพียบเลย) หรือบอกว่าตรงไหนเป็นแหล่งซื้อทอง ซื้อเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งเสียดายที่ตลอดสามคืนที่ผ่านมาเราไม่มีโอกาสผ่านละแวกนี้เลย

ช่วงสองทุ่มรถในบังกาลอร์ติดมากยิ่งกว่าตอนเช้า เพราะอย่างที่บอกว่าเมืองนี้ต้องทำงานเพื่อรองรับลูกค้าในย่านอเมริกาและยุโรปเยอะมาก การทำงานกะดึกจึงเป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ กว่าจะผ่านจุดที่รถติดมาได้ก็ใช้เวลาชั่วโมงนึงพอดี จากนั้นก็วิ่งฉิวเลย 27 กิโลเมตรเจอไฟแดงแค่จุดเดียวเท่านั้น (อันนี้คนขับก็บอกกับผมเหมือนกัน)

ถึงสนามบินปุ๊บเราก็ต้องเตรียมตั๋วเครื่องบินที่ปริ๊นท์เอาไว้ตั้งแต่ก่อนมาจากเมืองไทย รวมถึงพาสปอร์ตเอาไว้โชว์รปภ.ที่รอตรวจอยู่ตรงประตูทางเข้า เพราะสนามบินที่นี่จะอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่กับคนที่เดินทางเข้าไปในตัวอาคารได้ ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ หัวหน้าผมอธิบายว่า เพื่อป้องกันไม่ให้คนมาเดินเร่ขายของในสนามบิน ส่วนจะเท็จจริงประการใดคงต้องรบกวนผู้รู้มาบอกผมด้วยนะครับ

ด้วยการสกรีนคนที่ค่อนข้างเข้มงวดนี่เอง ทำให้ในตัวสนามบินเองค่อนข้างจะเป็นระเบียบและไม่พลุกพล่าน ผมใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็เช็คอินเรียบร้อย เดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อผ่านตม. (ตรวจคนเข้าเมือง แต่จริงๆ มันคือตรวจคนออกนอกเมือง) ซึ่งลักษณะคล้ายๆ กับตอนขาเข้าเพียงแต่ไม่หรูเท่า (กลับไปอ่านได้ที่อานนฯ อินอินเดียตอนที่ 1) แถมข้อดีก็คือคนต่างชาติไม่ต้องกรอกใบขาออกด้วย เขาให้เฉพาะคนอินเดียเท่านั้นที่ต้องกรอกใบพวกนี้

20150806_212329

เมื่อผ่านตม.แล้วก็ถึงด่านตรวจสัมภาระและร่างกายว่าปราศจากสิ่งของที่จะเป็นอันตรายบนเครื่อง น่าสนใจมราเขามีแยกเลนชาย-หญิงด้วย ซึ่งก็สะดวกไปอีกแบบ แต่พอเลนผู้หญิงไม่ค่อยมีคน เจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณให้เราเอาสัมภาระ กระเป๋าสตางค์ มือถือ เข็มขัด ไปเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ของแถวของผู้หญิง แต่ตัวคนเองต้องกลับมาเข้าแถวของผู้ชายตามเดิม จึงเกิดเหตุการณ์ “คลาดสายตา” จากสมบัติของเราอยู่เกือบๆ ห้านาที โดยตอนที่เราเอาพวกกระเป๋าสตางค์ มือถือ เข็มขัด ใส่ถาดนั้น เจ้าหน้าที่จะให้ติ้วพลาสติกชิ้นนึงมาถือว่า คอนเซ็ปต์เดียวกับที่เราฝากของไว้ก่อนเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละครับ พอเราเดินผ่านเครื่องตรวจและให้เจ้าหน้าที่ตรวจร่างกายเราเสร็จแล้วว่าไม่มีอาวุธอะไร เขาก็จะประทับตราที่บอร์ดดิ้งพาสของเรา แล้วเราจึงค่อยเอาติ้วไปแลกทรัพย์สินของเราคืนมา

ภายในตัวสนามบินนั้นมีร้าน Duty Free น้อยมาก ผมก็ไม่ได้เดินดูอะไรยกเว้นร้านหนังสือซึ่งหนังสือฝรั่งก็ราคาพอๆ กับเมืองไทยครับ (ยกเว้นหนังสือที่เขียนโดยชาวอินเดียก็จะถูกกว่าหน่อย) สนามบินที่นี่ทำเก้าอี้ดูน่านั่งมากๆ แถมหลายๆ โต๊ะก็มีที่ชาร์จให้ด้วย แต่เท่าที่ลองชาร์จแล้วรู้สึกว่ามันช้าราวกับเราชาร์จผ่านสาย USB จากคอมพิวเตอร์เลย

20150806_215400

ผมแยกกับหัวหน้าและน้อง HR ตั้งแต่ตรง Duty Free เพราะหัวหน้าผมเขาเป็น Frequent Flyer เลยได้สิทธิ์ในการใช้เลาจ์ของการบินไทย และสามารถพาคนเข้าไปนั่งด้วยได้หนึ่งคน (ขามาหัวหน้าให้ผมได้ไปนั่งในเลาจ์ที่สุวรรณภูมิ ขากลับเลยเป็นตาของน้อง HR บ้าง) ผมก็ลองไปเดินหาอะไรกินดู ตอนแรกเห็นป้ายร้าน Noodle ก็คิดว่าได้กินบะหมี่น้ำซุปอุ่นๆ ก่อนเครื่องออกก็น่าจะดี แต่พอไปถึงเขามีขายแต่ผัดไทยกับผัดอะไรอีกซักอย่างจากมาเลเซีย ผมเลยไปเข้าร้านข้างๆ ชื่อ Mediterranean และได้กินไก่ย่างแทน

20150806_223107

อ้อ ที่นี่มี wifi ฟรีด้วยนะครับ แต่จะใช้ได้ก็ต้องใส่เบอร์โทรศัพท์ของเราให้เขาส่ง OTP (One Time Password) มาให้ ซึ่งมือถือผมไม่ได้เปิดโรมมิ่งไว้ก็เลยไม่สามารถจะรับ SMS จากระบบได้

ใกล้ๆ เที่ยงคืนผมเดินไปรอที่เกทสุดท้ายพอดี ก่อนขึ้นเครื่องก็เข้าห้องน้ำ ข้อดีของห้องน้ำที่นี่คือห้องน้ำใหญ่โต แถมยังมีที่วางกระเป๋าเดินทางให้ด้วย สะดวกดีทีเดียว

20150806_235749

สนามบินถือเป็นสิ่งแรกที่นักเดินทางจะเห็น และเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่เขาจะกลับไป เป็นที่รู้กันดีว่าคนเรามักจะจำสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายได้ดีเสมอ การทำสนามบินให้ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศครับ

เที่ยงคืนปุ๊ป เขาก็เรียกคนให้ทำการขึ้นเครื่อง เมื่อถึงที่นั่งแล้วผมก็หยิบผ้าห่มสีม่วงขึ้นมาห่มตัว (ทายสิว่าผมนั่งสายการบินอะไร?) เอาหูฟังเสียบหูและเปิดเพลง “ชีวิตยังคงสวยงาม” ของบอดี้สแลมขับกล่อมก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งทยานกลับเมืองไทย

และแล้วการเดินทางมาอินเดียครั้งแรกของผมก็ถึงฉากสุดท้ายครับ ขอราตรีสวัสดิ์ทุกท่าน แล้วพบกันใหม่วันพรุ่งนี้!

—–

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 4

20150807_India4

ตอนนี้ผมกลับถึงถึงเมืองไทยแล้วนะครับ จะขอเล่าเรื่องอินเดียอีกสองตอนแล้วกัน วันอาทิตย์ค่อยกลับเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง

เมื่อวานเป็นเวิร์คช็อปวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้าย ทุกอย่างเสร็จสิ้นตอนสี่โมงครึ่ง กลับถึงโรงแรมตอนหกโมง มีเวลาเกือบๆ สองชั่วโมงก่อนจะต้องไปสนามบิน ผมเลยใช้โอกาสนี้เดินสำรวจบังกะลอร์อีกซักรอบ

ตอนแรกไปเดินดูร้านขายของที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกับโรงแรมที่ผมอยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก (ส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้า พรม และพวกของแกะสลัก เหมาะแก่การซื้อของฝากกลับไปที่บ้าน) ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีก็เบื่อแล้ว ออกไป “ผจญภัย” บนถนนจริงดีกว่า

ออกมาหน้าโรงแรม สิ่งแรกที่เจอคือ “วินตุ๊กตุ๊ก”

20150806_182459
ได้เห็นจังหวะที่คนขับตุ๊กตุ๊กสตาร์ทรถด้วย ถึงได้เห็นว่าเขาสตาร์ทเครื่องด้วยการดึงเส้นดำๆ แรงๆ หลายๆ ครั้ง เหมือนที่เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ท้ายเรือในเมืองไทยน่ะครับ

อ้อ แล้วตุ๊กตุ๊กที่นี่มีมิเตอร์ด้วยนะ! (ภาพถ่ายจากคนละเวลา/สถานที่)

20150806_082241
ฝั่งตรงข้ามวินตุ๊กตุ๊กเป็นรถเข็นขายอาหารอะไรซักอย่างที่ต้องใส่จาน มีลูกค้ายืนถือจานกินกันตรงนั้นอยู่สี่ห้าคน อารมณ์คล้ายๆ บะหมี่ป๊อกป๊อกบ้านเราเหมือนกัน

มาคราวนี้ผมไม่ได้แลกเงินรูปีมาเลย ถ้าผมมีเงินสดติดตัวอยู่บ้าง ผมอาจจะเข้าไปซื้อของซักชิ้นนึง แล้วขออนุญาตคนขายถ่ายรูปร้านของเขา แต่เมื่อตัวเองไม่มีอะไรเลย จะเข้าไปขอถ่ายโต้งๆ ก็เขินไปหน่อย เลยได้แค่แอบถ่ายเท่าที่ทำได้นะครับ

ผมลองเดินกลับมาอีกทิศหนึ่ง จึงได้เห็นสิ่งต่างๆ ดังนี้

โปสเตอร์หนัง / คอนเสิร์ต

20150806_183914

ร้านขายน้ำผลไม้

20150806_183737 (1)

ร้านขายเสื้อผ้า (ไม่แน่ใจว่าเป็นมือสองรึเปล่า)

20150806_184531

Chicken Center – ด้านหน้าเป็นกรงไก่เป็นๆ มองเข้าไปในร้านมีไก่ย่างหมุนอยู่ เลยเดาว่าเค้าคงทั้งเลี้ยง-ฆ่า-ปรุง อยู่ใน Chicken Center นี่เลย

20150806_183920

การเลือกไก่จากหน้าร้านเพื่อเอาไปฆ่าหลังร้านแล้วมาทำไก่ย่างให้เรานี่ แว้บแรกที่เห็นก็อดคิดไม่ได้ว่าโหดร้ายจังเลย แต่สุดท้ายแล้วคอนเซ็ปต์ของเขาก็แบบเดียวกับร้านอาหารทะเลบ้านเราที่มีปูกุ้งปลาเป็นๆ มาให้ดูและเลือกได้เลยเพื่อรับรองความสดใหม่

วิธีการเดียวกัน ต่างกันแค่ชนิดของสัตว์

เหมือนที่บอกไปในตอนที่สองว่าที่นี่ไม่มีเซเว่นอีเลฟเว่น จึงยังมีร้านโชห่วยอยู่เยอะแยะ อารมณ์เหมือนเราย้อนยุคไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วตามต่างจังหวัด ร้านจะดูเก่าๆ โทรมๆ แต่ก็มีขนมมากมายให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว (เสียดายไม่มีจังหวะถ่ายรูปมาให้ดู)

เห็นสะพานลอยเลยลองข้ามดู จึงพบว่าสะพานลอยของที่นี่กว้างกว่าของเรามาก ทั้งทางเดินตรงบันได และทางเดินบนสะพาน

20150806_183728

20150806_184729

สะพานลอยที่กรุงเทพ เท่าที่เห็นจะมีสองแบบคือใช้โครงเหล็กและมีหลังคา หรือไม่ก็ใช้ปูนแต่ไม่มีหลังคา แต่สะพานลอยของบังกะลอร์เหมือนเอามารวมกัน คือใช้ปูนแต่มีหลังคาด้วย

เดินไปเจอร้านขายข้าวแกงยืนกินอีกร้านนึง เลยฟอร์มยืนหันหน้าทำท่าเหมือนจะถ่ายรถรา แต่จริงๆ แล้วเปิดกล้องหลังเอาไว้ (ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะรู้ตัวแฮะ)

20150806_184854

เดินได้ประมาณเกือบชั่วโมงก็ต้องรีบกลับโรงแรมเพื่อไปเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่า ผมเดินย้อนมาถึงสี่แยกที่โรงแรมอยู่แล้วพยายามเดินข้ามถนนข้ามฝั่งกลับมา ซึ่งเป็นอะไรที่ลำบากมาก เพราะรถวิ่งมาจากทุกทิศทาง ขนาดผมพยายามเดินเกาะกลุ่มกับคนอินเดียยังเกือบโดนรถชนอย่างเฉียดฉิว

ข้ามถนนเสร็จแล้วจึงเพิ่งสังเกตว่าตัวเองมีความไม่สบายทางร่างกายสามอย่าง

  • ระคายตา เพราะลมพัดฝุ่นเข้าตาตลอด
  • แสบจมูก เพราะหายใจเอาฝุ่นและควันเขม่าเข้าไปไม่น้อย
  • หูอื้อ เพราะเสียงแตรรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่ขนาดเราเดินแค่ 1 ชั่วโมงยังอาการขนาดนี้ แล้วคนที่นี่เขาจะไม่เป็นต้อลม / ภูมิแพ้ / หูหนวก กันบ้างหรือ?

อีกสามอย่างที่สังเกตได้ก็คือ

1. แม้การจราจรจะโกลาหลมากๆ แต่ที่ผ่านมาสามวันผมยังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยซักครั้งเดียว

2. แม้รถจะบีบแตรใส่กันแค่ไหน แต่รถจะไม่บีบแตรใส่คนเดินถนน อย่างมากก็แค่กระพริบไฟสูงใส่

3. ผมเดินอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ไม่เจอฝรั่งซักคนเดียว (อย่าลืมว่าบริษัทข้ามชาติมาตั้งที่นี่อยู่เยอะมาก และที่โรงแรมที่ผมอยู่ก็มีฝรั่งเต็มไปหมด) ถ้าให้เดาก็คือคงไม่ค่อยมีฝรั่งคนไหนกล้าลงมาเดินที่ถนนกัน

เนื่องจากเช็คเอาท์ไปตั้งแต่เที่ยงแล้ว (ทำ late check-out ไม่ได้ด้วยเพราะมีคนรอใช้ห้องต่ออยู่ถึง 22 คิว) จึงไม่สามารถอาบน้ำห้องตัวเองได้  แต่โชคดีที่ทางโรงแรมให้ใช้ห้องสปาอาบน้ำได้ ก็เลยได้ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศไทย

พรุ่งนี้จะมาเล่าตอนสุดท้าย ว่าด้วยเรื่องสนามบินเบงกาลูลู่ (Bengalulu) ครับ

—–

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่