100 ถ้อยคำล้ำลึกจากหนังสือ The Little Book of Stoicism

เดือนนี้ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือที่ดีมากๆ เล่มนึงจบไปครับ ให้คะแนน 9 เต็ม 10 เลย

หนังสือมีชื่อว่า The Little Book of Stoicism โดย Jonas Salzgeber ชาวสวิตเซอร์แลนด์ มีฉบับภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Be(ing) ภายใต้ชื่อ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน”

คุณวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม บรรณาธิการของ a day BULLETIN แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างหมดจดงดงาม ผมไฮไลท์ไว้หลายประโยคมากจนน่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมไฮไลท์มากที่สุดในชีวิตนักอ่าน

เลยขอนำบางถ้อยคำจากหนังสือเล่มนี้มาให้ได้ชิมลาง หากประทับใจก็ตามไปอุดหนุนกันนะครับ เล่มนี้ผมแนะนำเลย

  1. หากไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จงอย่าทำ ถ้าไม่ใช่ความจริง จงอย่าพูด
  2. สนใจในสิ่งที่ควบคุมได้: ยอมรับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และทำมันให้ดีที่สุด
  3. เราจำเป็นต้องปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราสามารถทำได้กับสิ่งที่เราทำจริงๆ
  4. ลองจินตนาการถึงตัวตนที่ดีที่สุดของตัวเองดู และแสดงตัวตนสูงสุดของตัวเองออกมาในทุกขณะ
  5. จงเป็นคนรับผิดชอบและกำจัดข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงที่จะไม่ยอมใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  6. เราไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว แล้วเรายังจะผัดผ่อนอีกหรือ จากนี้ไปให้ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ที่เติบโตแล้ว
  7. พอเราต้องออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง เราจะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็เป็นเรื่องที่รับได้ เพราะนั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ตรงนี้
  8. ไม่มีต้นไม้ใดมีรากหยั่งลึกหากไม่เคยผ่านพายุที่โถมเข้าใส่
  9. บอกตนเองเสียก่อนว่าท่านอยากเป็นอย่างไร จากนั้นจึงทำในสิ่งที่ท่านต้องทำ
  10. “นักปรัชญา” แปลว่า “ผู้รักในปัญญา”
  11. ปรัชญาไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับเฒ่าชราปัญญาเลิศ แต่มันเป็นงานฝีมือที่สำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิต (และคววามตาย)
  12. ศิลปะการใช้ชีวิตนั้นเหมือนมวยปล้ำมากกว่าการเต้นรำ
  13. เพียงเพราะชีวิตตบหน้า เตะ ถ่มน้ำลายใส่ และสาดหมัดจนร่วงลงไปกอง ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะยอมแพ้และเดินหนีไป
  14. คนที่ผ่านความทุกข์มานับครั้งไม่ถ้วนจะมีผิวหนังที่ด้านทนต่อความทุกข์ยาก
  15. ไม่ใช่สถานการณ์ที่ทำให้เรามีความสุขหรือทุกข์เศร้า แต่เป็นเพราะการตีความสถานการณ์เหล่านั้นของเราต่างหาก จุดนี้เองที่หอคอยแห่งความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้
  16. เหมือนกับที่องุ่นมีชีวิตที่ดีเพราะมีผลผลิตออกมาเป็นลูกองุ่น มนุษย์เราก็จะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เแสดงตัวตนสูงสุดของตัวเองออกมาในแต่ละขณะสู่อีกขณะและต่อไปอีกยังขณะหนึ่งนั่นเอง ไม่ได้มีปัจจัยภายนอกใดๆ เลยที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่วิลล่าริมทะเล ไม่แหวนเพชรเม็ดงาม และก็ไม่ใช่อะไรอื่นที่ไม่ได้ถูกฝังอยู่ภายในตัวเราให้เป็นศักยภาพตามธรรมชาติ
  17. คุณธรรมหลัก 4 ประการของชาวสโตอิก ประกอบไปด้วยปัญญา ความยุติธรรม ความกล้าหาญ และวินัย ไม่ว่าจะมาจากศาสนาหรือวัฒนธรรมไหน ก็ย่อมให้คุณค่ากับคุณลักษณะที่ว่านี้
  18. สิ่งใดที่ไม่ได้นำประโยชน์มาให้กับรวงรัง ก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับตัวผึ้งเอง สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นก็ย่อมจะดีที่สุดสำหรับเราเช่นกัน
  19. การมอบอำนาจให้กับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือบ่อเกิดของความทุกข์ใจ
  20. เราสามารถตัดสินใจได้ว่าเหตุการณ์ใดมีความหมายกับเรา และเราจะตอบสนองกับมันอย่างไร
  21. ใครที่ไหนจะมาห้ามเราจากการเป็นคนดีและจริงใจได้
  22. มีแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่จะทำลายชีวิตตัวเองได้
  23. หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นราวกับโชคร้าย เราทำได้เพียงแบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่ง
  24. ทันทีที่ได้ไพ่มา เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ มันสายเกินไปที่จะเปลี่ยนไพ่ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่มีไพ่ดีที่สุด แต่คือคนเล่นไพ่ของตัวเองได้ดีที่สุดตลอดเกมการแข่งขัน หรือตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาต่างหาก
  25. ความดีงามสูงสุดหรืออาเรเต้ (areté) เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีชีวิตที่ดี และเพราะว่ามันอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา จึงทำให้เราต้องรับผิดชอบต่อความเจริญงอกงามของตัวเอง
  26. ความรับผิดชอบนี้จะทำให้เราไม่มีข้ออ้างในการมีชีวิตที่มีความสุข เพราะเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะหยุดตัวเราเองจากการบ่มเพาะพฤติกรรมที่ดีงามได้ เราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่หยุดยั้งตัวเองไม่ให้มีชีวิตที่ดี
  27. ขณะที่ผลลัพธ์อาจจะถูกยับยั้งจากเหตุการณ์ภายนอกได้ แต่กระบวนการและความตั้งใจของเราล้วนสำเร็จเสร็จสิ้นในปัจจุบันขณะ
  28. “ผู้มีปัญญามองไปที่เป้าประสงค์ของทุกการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ตามมา การเริ่มต้นอยู่ในอำนาจของเรา แต่โชคชะตาจะตัดสินสิ่งที่ตามมา และข้าพเจ้าก็ไม่ยินยอมให้มันตัดสินตัวข้าพเจ้า” – เซเนกา
  29. การเปลี่ยนเหตุการณ์ภายนอกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อเหตุการณ์นั้นเป็นไปได้
  30. เมื่อความหลงเข้าควบคุมพวงมาลัย เหตุผลก็ถูกจับมัดและโยนเข้ากระโปรงท้ายรถไป
  31. เป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดีที่เราจะกลัวในสิ่งที่ไม่มีอันตราย
  32. ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ้องตากับความกลัวและกล้าลงมือทำไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  33. “ให้ปรัชญาขัดเกลาความผิดของท่าน ดีกว่าใช้มันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของผู้อื่น” – เซเนกา
  34. “เราคล่องแคล่วและชำนาญยิ่งในห้องเรียน แต่ทดสอบเราด้วยการปฏิบัติจริงสิ ท่านจะพบว่าพวกเราคือเรืออัปปางอันน่าเวทนา” – เอพิคเตตัส
  35. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความสุขสบาย ชีวิตไม่ควรจะมีแต่เรื่องง่ายๆ
  36. “ท่านคิดว่าเฮอร์คิวลีสจะกลายเป็นอะไรหากไม่มีสิงโต ไม่มีอสูรไฮดร้า กวางไพร หรือหมีป่า และไม่มีอาชญากรเถื่อนให้กำราบ เขาจะได้ทำอะไรบ้างหากปราศจากความท้าทายเหล่านั้น” – เอพิคเตตัส
  37. “ข้าพเจ้าบอกได้ว่าท่านนั้นไร้โชคอย่างยิ่ง เพราะท่านไม่เคยใช้ชีวิตผ่านความโชคร้ายมาก่อน ท่านผ่านพ้นชีวิตมาโดยปราศจากคู่ต่อสู้ จึงไม่มีใครเคยรู้ว่าท่านมีความสามารถอะไรบ้าง แม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่รู้” – เซเนกา
  38. อย่าโยนผ้ายอมแพ้ตั้งแต่เห็นเค้าลางของความยากลำบาก
  39. ไม่ใช่อุปสรรคหรอกที่น่ากลัว แต่เป็นวิธีที่เรามองมันต่างหาก
  40. “อันตรายก็คือคุณจะใช้วันคืนไปกับการตามหาสิ่งที่ไร้ค่า ดังนั้นจึงทำให้ชีวิตคุณไร้ค่า” -วิลเลียม เออร์วิน
  41. วินัยในตนเองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งเราใช้มันเท่าไหร่ เราก็แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
  42. ถ้าเราทำมันในวันนี้ ก็เป็นไปได้ว่าเราจะทำอีกในวันพรุ่งนี้ ถ้าเราไม่ได้ทำมันตั้งแต่วันนี้ ก็มีโอกาสน้อยมากที่เราจะทำในวันรุ่งขึ้น
  43. จงย้ายฝั่งจากเหยื่อที่เอาแต่พร่ำบ่นมาเป็นผู้กำหนดที่มีความรับผิดชอบ
  44. “เมื่อท่านจุมพิตบุตรและภรรยา จงบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า ‘ข้ากำลังจูบผู้ต้องจากไป'” -เอพิคเตตัส
  45. เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับผู้คนและสิ่งของโดยไม่ยึดติดและอาลัยอาวรณ์
  46. Memento mori – จำไว้ว่าสักวันเราต้องจากไป
  47. ให้คิดว่าทุกอย่างที่เรามีเป็นของที่ยืมมา เพื่อนสนิท คู่ชีวิต ลูกๆ เจ้าแมวเหมียว สุขภาพ สถานภาพ รถยนต์ แล็ปท็อป เขาให้เรายืมมาทั้งนั้น เราต้องตระหนักสิ่งนี้ไว้ และรู้ว่าสักวันผู้ยืมจะอยากได้ของคืน เมื่อนั้นโชคร้ายจะเล่นงานเราเบาลง
  48. “ชะตากรรมจะร่วงหล่นลงมาอย่างหนักหนาสำหรับคนไม่คาดหวัง แต่คนที่จับตาดูอยู่เสมอจะรับมือได้อย่างง่ายดาย” – เซเนกา
  49. ใช้เวลาห้านาทีทุกคืนนั่งทบทวนอย่างมีสติถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้และมองย้อนถึงการกระทำของคุณ อะไรที่คุณทำได้ดี อะไรที่ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แล้วคุณจะปรับตัวเองในครั้งหน้าอย่างไร
  50. จำสิ่งนี้ไว้ให้ขึ้นใจ – จงมีเมตตากับตัวเองเสมอ
  51. “จำไว้ว่าท่านคือนักแสดงในบทละครที่ถูกกำหนดมาโดยผู้ประพันธ์ ถ้าเรื่องนั้นสั้น มันก็สั้น ถ้าเรื่องนั้นยาว มันก็ยาว ถ้าหากเขาต้องการให้ท่านเล่นเป็นขอทาน ก็จงเล่นบทนั้นให้ดีเลิศ…แสดงบทบาทที่ได้รับมอบหมายมาให้ดี แต่การเลือกบทเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับผู้อื่น” – เอพิคเตตัส
  52. เป็นไปได้ว่าคุณอาจเป็นลูกสาวที่ดี แต่พ่อของคุณไม่ใช่พ่อที่ดี เขาอาจจะเล่นบทของเขาได้ไม่ดี แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ ทำหน้าที่ของการเป็นลูกสาวให้สมบูรณ์แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่พ่อที่ดี เพราะท้ายที่สุดก็คือความพ่ายแพ้ของเขา เขาทำลายตัวเองด้วยการทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ถ้าคุณพยายามทำให้พ่อเจ็บปวดบ้าง คุณก็จะไม่บรรลุหน้าที่ของการเป็นลูกสาว เล่นบทบาทของตัวเองให้ดี แม้คนอื่นจะไม่ทำแบบนั้นก็ตาม
  53. เราไม่เคยตระหนักถึงเม็ดทรายของเวลาในขวดแก้วชีวิตที่กำลังร่วงไหลลงมา
  54. “แม้แต่สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดที่เราทำก็ควรจะรู้ว่าจุดหมายที่ทำคืออะไร” – มาร์คัส ออเรเลียส
  55. “คนที่ตื่นเต้นดีใจกับการมีชื่อเสียงโด่งดังลืมเลือนไปว่า คนที่จะจดจำเขาได้ย่อมจากไปในอีกไม่ช้า และคนที่อยู่หลังจากนั้นก็จะตายตามไปเช่นกัน” – มาร์คัส ออเรเลียส
  56. เราไม่ควรมองหาคำขอบคุณหรือการยอมรับสำหรับการทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการทำสิ่งที่ถูกต้องย่อมเป็นรางวัลในตัวมันเองอยู่แล้ว
  57. “รับมาโดยไม่แยแส ปล่อยไปอย่างไร้ผูกพัน” – มาร์คัส ออเรเลียส
  58. มากไม่ได้หมายความว่าดีกว่า การได้มาเปล่าๆ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีราคาต้องจ่าย
  59. “ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่พวกเขามีอำนาจมากพอที่จะไม่ต้องการในสิ่งที่พวกเขาไม่มี” – เซเนกา
  60. อย่าใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ เพราะยิ่งเราใช้เวลากับสิ่งไหนมากเท่าไหร่ มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญกับเรามากเท่านั้น ในขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง เช่นครอบครัว เพื่อนฝูง คำมั่นสัญญา การเผยตัวตนที่ดีงามสูงสุดของเราออกมา จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราใช้เวลากับมันน้อยนั่นเอง
  61. ถ้าท่านอยากพัฒนาตัวเอง จงทำตัวเป็นคนโง่ในเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญ
  62. ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดคือคุณลักษณะของตนเอง
  63. เวลาว่างของเราก็หมดไปกับกิจกรรมที่เราทำไปเรื่อยเปื่อยเพื่อจะทำให้ตัวเองด้านชาไม่รับรู้อะไร
  64. “ไม่ใช่ว่าเรามีเวลาของชีวิตสั้นเกินไปหรอก แต่เพราะเราเสียเวลาเปล่าๆ มากไปต่างหาก” – เซเนกา
  65. ระวังที่จะกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีเครื่องพิสูจน์คุณวุฒิอะไรนอกจากอายุและผมหงอกขาว
  66. “มันเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ยาวนานแต่ใช้ชีวิตได้น้อยเหลือเกิน” – เซเนกา
  67. “เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเรียนรู้สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว” – มาร์คัส ออเรเลียส
  68. สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อทำร้ายเรา มันก็แค่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง
  69. เราถูกฉุดรั้งด้วยความกลัว เราถูกทำให้พิกลพิการด้วยสิ่งที่ไม่จริง
  70. คนที่ไม่อยากได้อะไรนอกเหนือความควบคุมของตัวเองจะไม่มีความกังวลเลย
  71. ความกลัวจะเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเราไม่มองมันตรงๆ
  72. สิ่งที่เป็นสาเหตุของความกลัวไม่ใช่เรื่องจริง แต่ผลที่ตามมามันจะจริงเอามากๆ และขวางทางเราไว้ เราคือคุณที่กำลังฉุดรั้งตัวเองอย่างแท้จริง
  73. จงเป็นจักรพรรดิของชีวิตตัวเอง คนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่ทำในสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จไม่ว่าเขาจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม
  74. “เหตุผลเท่านั้นที่จะทำให้น้ำตาของเราหยุดไหล เพราะโชคชะตาจะไม่ทำเช่นนั้น” – เซเนกา
  75. “แตงกวาขมไปหรือ โยนมันทิ้งไปเสีย มีขวากหนามขวางทางหรือ ก็เดินอ้อมมันไป นั่นคือทั้งหมดที่ท่านจำเป็นต้องรู้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น อย่าเรียกร้องต้องรู้ให้ได้ว่า ‘ทำไมสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น’ คนที่เข้าใจโลกจะหัวเราะเยาะ เหมือนที่ช่างไม้หัวเราะถ้าคุณประหลาดใจที่เจอขี้เลื่อยในโรงไม้ของเขา หรือแปลกใจกับเศษหนังเหลือใช้ที่กระจายเกลื่อนไปทั่วในโรงผลิตรองเท้า” – มาร์คัส ออเรเลียส
  76. ผู้มีปัญญาย่อมมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เกิดจะไม่มีอะไรอยู่เหนือความคาดหมาย เราไม่ควรประหลาดใจกับอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
  77. “อันตรายใหญ่หลวงนั้นคือการพูดถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้มา เพราะท่านอาจสำรอกในสิ่งที่ยังไม่ได้ย่อย” – เอพิคเตตัส
  78. โรคภัยไข้เจ็บเป็นอุปสรรคต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่ต่อความมุ่งมั่น
  79. แรงลมจะช่วยโหมกองเพลิง แต่จะดับเปลวเทียน
  80. “ถ้ามีใครโยนร่างกายของท่านไปให้ใครสักคนที่เดินผ่านไป ท่านก็คงโกรธมาก แต่ท่านกลับยกจิตใจของตัวเองใส่มือใครก็ตามที่ผ่านมา เพื่อให้เขาทำร้ายท่าน ทำให้ท่านคับข้องและสับสน ท่านไม่อายบ้างหรือ” – เอพิคเตตัส
  81. ในชั่วขณะที่แสนโกลาหล มักเป็นเรื่องง่ายที่เราจะหลุดความสนใจจากงานที่อยู่ตรงหน้า และหลงใหลไปในความมหาศาลของชีวิต
  82. “ไม่มีใครสูญเสียอดีตหรืออนาคตได้ เพราะคนเราจะถูกพรากจากสิ่งที่ไม่ใช่ของเขาได้อย่างไร” – มาร์คัส ออเรเลียส
  83. “ปัจจุบันขณะไม่อาจทำให้คุณทุกข์ทรมานได้” – เซเนกา
  84. จำเอาไว้ว่าชีวิตเอื้อเฟื้อแก่เราแค่ไหน เราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของมากขึ้น เราต้องมีน้อยลงเราถึงจะเป็นอิสระ
  85. “อย่าเอาใจของท่านไปผูกอยู่กับสิ่งที่ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของ…แต่ให้ขอบคุณสิ่งที่เป็นของท่านจริงๆ และคิดดูว่าท่านจะปรารถนามันมากเพียงใดหากมันไม่ได้เป็นของท่านในตอนนี้” – มาร์คัส ออเรเลียส
  86. “เมื่อสิ่งใดถูกพรากไป จงพร้อมที่จะปล่อยมือทันที และจงขอบคุณช่วงเวลาที่ท่านเคยมีมัน” – เอพิคเตตัส
  87. ครั้งต่อไปหากมีสิ่งที่ไม่สบายใจเกิดขึ้นกับคุณ ลองจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นกับคนอื่นดู ถามตัวเองว่าคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับชารอน เพื่อนร่วมงานของคุณ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาตตายเมื่อมันเกิดขึ้นกับชารอน มันก็ย่อมจะไม่คอขาดบาดตายกับคุณเช่นกัน
  88. เตือนตัวเองเอาไว้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราไม่ใช่เรื่องพิเศษ คนนับร้อยเคยประสบมันมาก่อนเรา และคนอีกนับร้อยก็จะเจอแบบเดียวกันเมื่อเราจากไป
  89. “ความหยาบคายที่สุด ความใจร้ายที่สุด และความโหดร้ายที่สุด ล้วนแต่เป็นหน้ากากปิดบังความอ่อนแอที่อยู่ลึกที่สุด” – ไรอัน ฮอลิเดย์
  90. สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกใจ ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ
  91. “เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านตำหนิการกระทำผิดของผู้อื่น จงย้อนกลับมาดูความล้มเหลวแบบเดียวกันนั้นของท่านทันที…เมื่อเราคิดได้แบบนี้เราจะลืมความโกรธเคืองไปอย่างรวดเร็ว” – มาร์คัส ออเรเลียส
  92. จงเป็นผู้ให้อภัย แม้ว่าคนอื่นจะไม่ให้อภัยเราก็ตาม
  93. จงอดทนและอ่อนโยนกับคนอื่นๆ เพราะคุณเองก็อยู่ในจุดเดียวกับเขามาก่อนเมื่อไม่นานมานี้เอง
  94. อย่าหวังให้ผู้คนไม่ทำผิด แต่จงขอความแข็งแกร่งในการอดทนอดกลั้นและให้อภัยเขา
  95. ปล่อยคนอื่นให้อยู่กับความผิดพลาดของเขาไป ไม่มีข้อใหนในปรัชญาสโตอิกที่ให้เราหาญกล้าไปตัดสินพวกเขา เราทำได้เพียงยอมรับและรักพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น ใส่ใจในสิ่งที่อยู่ภายในตัวเอง แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะพัฒนาตัวเราเอง
  96. ท่านจะรออีกนานเพียงใดกัน จึงจะเรียกร้องสิ่งที่ดีที่สุดจากตัวเอง
  97. ถามตัวเองดูว่า “ฉันอยากจะเป็นคนแบบไหนในโลกใบนี้” แล้วก็ใช้ชีวิตแบบนั้นเสีย
  98. ก็แค่ทำสิ่งที่ดีไปทีละเรื่อง
  99. หนึ่ง อย่าหงุดหงิด สอง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เท่านั้นเอง
  100. ถึงเวลาที่จะเป็นในแบบที่คุณอยากเป็นแล้ว วันนี้เลย ไม่ใช่พรุ่งนี้

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

รักคนรู้ทัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งเปิดคอร์ส “สติ 101” ให้กับพนักงานที่บริษัท

เนื้อหาไม่ได้มีอะไรมาก แค่ให้ฝึกความรู้เนื้อรู้ตัวเอาไว้

ใจเรารู้สึกอย่างไรให้รู้ทัน สมองเราคิดอะไรให้รู้ทัน

ที่เครียดกันมากมาย ที่ฆ่าตัวตาย ก็เพราะเราไม่รู้ทันนี่แหละ

ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราทุ่มเทเวลาและเงินทองไปมากมายเพื่อจะรู้ทุกอย่างในโลก แต่เรากลับละเลยที่จะเรียนรู้สิ่งที่จะให้คุณให้โทษกับเราได้มากที่สุด

ดังนั้นเราจึงต้องฝึกและรักที่จะรู้ทันความคิด

เป็นคนรู้ทันได้เมื่อไหร่ จะลดปัญหาชีวิตลงได้ไม่น้อยครับ

Pic & Pause: ส่งน้อง

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีภาพถ่ายมาให้ดูกันครับ

ภาพเด็กญี่ปุ่นคนนี้ถูกถ่ายโดยช่างภาพข่าว (photojournalist) ชื่อ Joe O’Donnell ในปี 1945 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2

O’Donnell เล่าถึงที่มาที่ไปของภาพไว้ดังนี้

“ผมเจอเด็กชายอายุราว 10 ขวบเดินผ่านมา บนหลังแบกเด็กทารกเอาไว้

ญี่ปุ่นในยุคนั้นเด็กที่โตหน่อยจะแบกน้องเล็กไว้บนหลัง เพื่อจะพาไปไหนต่อไหนและเล่นด้วยกัน แต่เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ต่างจากเด็กคนอื่น

ผมคิดว่าเขาน่าจะมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ร้ายแรง

เขาไม่ได้ใส่รองเท้า หน้าตาของเขาตึงเครียด

ทารกบนหลังคอพับคออ่อนเหมือนกำลังหลับลึก เด็กชายยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราว 5-10 นาที

แล้วเหล่าชายฉกรรจ์สวมหน้ากากสีขาวก็เดินมาที่เด็กชาย ก่อนจะค่อยๆ แกะเชือกที่ผูกเป้ที่อุ้มเด็กทารกนั้นออก

นั่นคือตอนที่ผมตระหนักว่าเด็กทารกเสียชีวิตแล้ว

พวกเขาอุ้มเด็กทารกที่แขนและขา และวางร่างนั้นบนกองเพลิง

เด็กชายยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาจับจ้องไปที่เปลวไฟ

เขากัดริมฝีปากล่างอย่างแรงจนเลือดไหล

เปลวเพลิงมอดลงไปราวกับอาทิตย์อัสดง

เด็กชายคนนั้นหันหลังกลับ แล้วเดินจากไปอย่างเงียบงัน


ขอบคุณภาพจาก WW2 Wrecks: Japanese boy bringing his dead brother to a cremation pyre, 1945.

มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มทำ Knowledge Sharing ในการประชุมประจำเดือนของทีม โดยจะให้ระดับหัวหน้าทีมผลัดกันมาแชร์เรื่องที่น้องๆ น่าจะได้ประโยชน์ และผมก็เบิกโรงด้วยการพูดเป็นคนแรก

หัวข้อที่ผมหยิบมาคุยก็คือ มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด – what are we looking for?

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย นี่อาจเป็น 3 คำตอบที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด

ความสำเร็จมีมาตรวัดอะไรบ้าง ก็คงหนีไม่พ้นการมีเงินมีทองใช้ (Money) การมีหน้าที่การงานที่ดี (Status) และการมีคนชื่นชมนับหน้าถือตา (Praise)

ผมมีข้อสังเกตมาตรวัดต่างๆ ดังนี้

Money

เงินอาจซื้อความสุขไม่ได้ก็จริง แต่การไม่มีเงินซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

การมีเงินใช้เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่มันไม่ได้ดีอย่างที่เราจินตนาการไว้หรอก ตอนที่เราเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนหมื่นเศษ เราเคยจินตนาการว่าถ้าเงินเดือนห้าหมื่นคงจะสบายน่าดู พอเราเงินเดือนถึงห้าหมื่นแล้ว เราก็จินตนาการว่าถ้ามีเงินเดือนแสนนึงชีวิตคงไม่ต้องการอะไรอีก

แต่เมื่อเงินเดือนเหยียบแสน เราจะพบว่ามันไม่ได้ฟินอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเงินเดือนมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ:

  • ความคาดหวังจากคนรอบตัวเราที่มีมากขึ้น และเราเองก็คาดหวังที่จะทำอะไรให้คนอื่นมากขึ้นด้วย
  • เราเริ่มมีครอบครัว เริ่มวางแผนที่จะมีลูก เงินที่หามาได้ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนเดียวอีกต่อไป
  • ภาษีที่จ่ายแพงขึ้นแบบเห็นแล้วเครียดว่ารัฐบาลเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
  • Lifestyle Inflation เมื่อเงินเดือนมากขึ้น เราก็จะอัปเกรดตัวเอง ซื้อรถ ซื้อคอนโด กินข้าวนอกบ้าน เที่ยวเมืองนอก ดังนั้นค่าใช้จ่ายจึงพุ่งทะยานจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “เงินเดือนก็เยอะนะ หายไปไหนหมด?”

ข้อดีที่สุดของการมีเงินคือเราจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องเงิน

เมื่อเราจัดการอะไรได้ดี เราจะเลิกคิดถึงสิ่งนั้น ถ้าจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยบ่นว่าไม่มีเวลา ถ้าเราจัดการแฟนได้ดีเราจะไม่โดนแฟนโทรจิก และถ้าเราจัดการเงินได้ดีเราจะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

ถ้าเราคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ ไม่ปล่อยให้ lifestyle inflation พุ่งเกินไป เราจะมีเงินเหลือในบัญชีมากเพียงพอที่จะไม่ต้องมาคอยลุ้นทุกวันที่ 25 ว่าเงินเข้าแล้วหรือยัง


Status

นอกจากแข่งกันเรื่องทรัพย์สินเงินทองแล้ว มนุษย์เรายังแข่งกันเรื่องสถานะทางสังคมด้วย

สถานะทางสังคมบอกได้ด้วยตำแหน่งแห่งหนและองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่

แต่ฐานะที่ว่าก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น ตอนอยู่ในบริษัทผมอาจจะเป็นผู้บริหารมีลูกน้องหลายสิบคนก็จริง แต่พอออกจากบ้านไปกินก๋วยเตี๋ยวผมก็เป็นคนธรรมดา และเมื่อเกษียณแล้วผมก็จะอัปเกรดเป็นคุณลุงธรรมดา

ดังนั้นอย่าคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ อย่ายึดติดกับหัวโขนที่เราได้จากการงานมากเกินไป ไม่อย่างนั้นในวันที่เราถอดหัวโขนออก (หรือโดนคนอื่นถอดให้) เราจะสูญเสียตัวตนของเราไปเช่นกัน

เครื่องแสดงสถานะทางสังคมอื่นๆ ก็เช่นเสื้อผ้าที่เราใส่ รถที่เราขับ และมือถือที่เราใช้ ทุกอย่างล้วนเป็น lifestyle inflation เป็นหางนกยูงที่เรากางไว้อวดคนอื่น แต่ถ้ามันทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลังก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการใช้เงินซื้อสถานะนี้มันคุ้มค่ากันรึเปล่า


Praise

คำชื่นชมและความยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่เราถวิลหาอยู่ลึกๆ มาโดยตลอด

หลายคนใช้เวลาค่อนชีวิตเพื่อที่จะพิสูจน์ให้พ่อแม่พอใจและภูมิใจ

ส่วนคำชมจากเจ้านายก็มีความหมาย แค่หัวหน้าตอบเมลมาสั้นๆ ว่า “Well done.” ก็ทำให้เรายิ้มได้ไม่หุบแล้ว

คำชมที่เราต้องระมัดระวัง คือคำชมของคนแปลกหน้า

ในโลกโซเชียลที่เปิดให้มีผู้ติดตามได้ เราอาจจะเผลอให้คุณค่าการกดไลค์กดแชร์ของคนแปลกหน้ามากเกินไป ตัวผมเองยังเข้ามาเช็คเรตติ้งโพสต์ในเพจนี้วันละหลายครั้ง ถ้าคนกดไลค์เยอะใจก็พองฟู ถ้าคนกดไลค์น้อยใจก็แฟบๆ กลายเป็นว่าเราเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่นเสียหมด

อีกคำชมที่ต้องระวัง คือการชมตนเอง

ชื่นชมตัวเองในใจนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่การชื่นชมตัวเองออกสื่อมันไม่ค่อยน่าดู และมักจะให้ผลตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้

พูดเรื่องความสำเร็จที่ประกอบด้วยเงินทอง สถานะ และคำชมไปแล้ว มาพูดเรื่องความสุขบ้าง


Happiness

ความสุขนั้นได้มาจากการเสพและการสร้าง

การเสพนั้นให้ความสุขเราได้ก็จริง แต่เป็นความสุขที่หมดอายุเร็วมาก

ส่วนความสุขจากการสร้างนั้นต้องออกแรงมากกว่าแต่ก็จะมอบความสุขที่ลึกซึ้งและยาวนานกว่าเช่นกัน

ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะเป็น creator – เขียนบล็อก ทำคอนเทนท์ นัดหมายเพื่อนฝูงกินข้าว – ทำอะไรก็ได้เพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง “เกิด” ขึ้นมา

อีกคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าสนใจเรื่องความสุข คือผลลัพธ์ขั้นที่หนึ่งและผลลัพธ์ขั้นที่สอง (first-order and second-order consequences) ซึ่งในหลายครั้งสองอย่างนี้จะขัดกัน

ถ้าตอนที่เราทำเราไม่ค่อยมีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะเป็นความสุข

เช่นวิ่งออกกำลังกาย ตอนวิ่งอาจจะเหนื่อย อาจจะปวดน่อง แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่ามีพลังงานดีไปทั้งวัน

ถ้าตอนที่เราทำเรามีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะทำให้เราไม่มีความสุข

เช่นกินชานมไข่มุก ตอนกินอาจจะฟินมากๆ แต่กินเสร็จแล้วจะหนักๆ หน่วงๆ ร่างกายไม่ค่อยมีแรง ยังไม่นับว่าต้องไปลุ้นค่า LDL ตอนตรวจร่างกายประจำปี

ความสุขมีความแปลกประหลาดของมัน วินาทีที่เราเริ่มออกตามหาความสุข ความสุขจะหายไปทันที

เพราะเมื่อเราวิ่งเร็วเกินไป บางทีความสุขก็วิ่งตามเราไม่ทัน แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหัดนิ่งๆ บ้าง ความสุขอาจจะตามหาเราเจอ

บางสำนักก็บอกว่า ความสุขไม่ควรเป็นเป้าหมายของชีวิต

เช่นการมีลูก ซึ่งอาจนำพาความทุกข์มามากกว่าความสุขเสียอีก ช่วงสามเดือนแรกในการดูแลทารกนี่เหนื่อยนรก พอลูกเริ่มโตแล้วก็ต้องคอยเป็นห่วง และยังต้องเก็บเงินส่งเสียให้เรียนอีก ถ้าความสุขคือสิ่งที่เราตามหากันจริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะอยากมีลูกกันหรอก

หรือมองไปยังคนที่เราชื่นชมก็ได้ อาจจะเป็น คานธี / Elon Musk / ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบัน เขามีความสุขเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตรึเปล่า ผมว่าอาจจะไม่ใช่เพราะทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาก แบกรับภาระและความทุกข์ไว้มหาศาล ถ้ามีความสุขเป็นจุดหมายก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนี้

Money – Status – Praise – Happiness

เงินทอง สถานะ คำชื่นชม และความสุข

หรือถ้าใช้ภาษาธรรมะหน่อยก็คือโลกธรรม 8 ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ที่มนุษย์ปุถุชนล้วนแสวงหา


Meaning

อีกหนึ่งคำตอบที่ฝรั่งมักชอบใช้ คือการหาความหมายของชีวิต – finding a meaning of life.

เราอยากให้ชีวิตของเรามีความหมาย ทั้งที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

ก่อนที่เราจะเกิดมา จักรวาลและโลกใบนี้ก็อยู่มาได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราจากไป โลกก็ยังคงหมุนต่อไปโดยไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด

ต่อให้เราสร้างความสำเร็จไว้แค่ไหน สุดท้ายพวกเราส่วนใหญ่ก็จะถูกลืมไปราวกับว่าไม่เคยได้เกิดมา จะมีก็เพียงคนส่วนน้อยที่จะได้เป็น footnote ในหนังสือเรียน

เมื่อชีวิตไม่มีความหมายในระดับ macro สิ่งที่พอจะทำได้คือการมีความหมายในระดับ micro

เราต้องสร้างความหมายของชีวิตเราขึ้นมาเอง ผ่านงานที่เราทำ ผ่านกิจกรรมที่เราร่วม ผ่านคนที่เรารัก


ผมคิดว่าคนเราจะยึดอะไรเป็นเป้าหมาย คงอยู่ที่ว่าเขาอยู่ในวาระไหนของชีวิต

อายุ 20 กว่าๆ เราอาจจะอยากได้มาซึ่งความสำเร็จ

อายุ 30 ปลายๆ ได้ลิ้มลองความสำเร็จไปบ้างแล้ว เราน่าจะอยากได้ความสุขที่ยั่งยืนขึ้น

อายุ 40 กว่าๆ เมื่อค้นพบว่าเลข 4 มาไวกว่าที่คาด ความสุขอาจไม่ใช่ทุกอย่าง และความตายไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป คนวัยนี้อาจะเริ่มแสวงหาความหมายของชีวิต

แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเจออีกช้อยส์นึงที่ชอบมากๆ และคิดว่าอาจเป็นคำตอบและเป็นเป้าหมายที่ดีเช่นกัน

“People say that what we’re all seeking is a meaning for life. I don’t think that’s what we’re really seeking. I think that what we’re seeking is an experience of being alive.”
-Josheph Campbell

เราอยากรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา

เรามีลูก ทั้งๆ ที่อาจนำทุกข์มาให้มากมาย เพราะการมีลูกทำให้เรามีชีวิตชีวา

Elon Musk รวยระดับที่ว่าไม่ต้องทำงานก็สบายไปทั้งชีวิต แต่ที่เขายังทำอะไรอยู่มากมายเพราะมันทำให้เขามีชีวิตชีวา

คนวัยเกษียณหลายคนจะอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ แต่หลายคนก็ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อความหมาย แต่เพื่อให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา

มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย ความมีชีวิตชีวา

ขอให้คุณผู้อ่านได้พบคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเองนะครับ

เมื่อเล็งผลเลิศจึงมักไม่เกิดอะไร

หนังสือที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านในปีนี้คือ Four Thousand Weeks – Time and How To Use It ที่เขียนโดย Oliver Burkeman

หนึ่งในคำแนะนำในหนังสือที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ คือคำแนะนำที่ว่า ถ้าคิดอยากจะทำดีกับใครขึ้นมา ให้ลงมือทำเลย แม้ว่ามันจะไม่ค่อยเรียบร้อยหรือเพอร์เฟ็กต์นักก็ตาม

ที่น่าประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคำแนะนำแบบนี้ในหนังสือด้าน Time Managment และที่น่าประหลาดใจขึ้นไปอีกก็คือคำแนะนำนี้ยังคงวนเวียนกลับมาในหัวผมอยู่เสมอแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเดือนแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น เวลาใครทำให้เรารู้สึกดีแล้วเราอยากรู้สึกขอบคุณเขามากๆ เราก็อาจจะอยากซื้อของขวัญหรือซื้อการ์ดสวยๆ ให้เขา และก็อยากบรรจงเขียนข้อความดีๆ เพื่อแสดงถึงความตั้งใจว่าเราเห็นคุณค่าเขาแค่ไหน

แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้เวลา เราก็เลยทดเอาไว้ก่อน รอให้มีเวลามากพอที่จะทำออกมาให้ดี มารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว

น่าจะเป็นการดีกว่า ที่เราจะส่งอีเมลหรือยกหูโทรหาแล้วกล่าวขอบคุณเขาง่ายๆ มันอาจจะไม่ได้ดูน่าประทับใจเท่ากับการ์ดสวยๆ พร้อมข้อความที่เราบรรจงเขียนก็จริง แต่ความแตกต่างก็คือเราได้กล่าวขอบคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่เก็บเอาไว้ในใจที่อีกฝ่ายไม่มีทางได้รับรู้

ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกอยากทำสิ่งที่มีน้ำใจ อย่ารอให้มีเวลาที่จะทำให้ดี ให้ทำตอนนี้เลย แม้ว่ามันจะห่างไกลจากความเพอร์เฟ็กต์แค่ไหนก็ตาม


อีกประเด็นนึงที่คล้ายคลึงกัน คือการทำสิ่งที่เราอยากสร้างให้เป็นนิสัยอย่างการออกกำลังกายหรือการนั่งสมาธิ

คนที่วิ่งจะมีปัญหาที่คล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง คือถ้าวันนี้ตื่นสายหน่อย จะไม่ค่อยอยากวิ่งแล้วเพราะว่าแดดมันร้อน

ผมตั้งใจว่าจะวิ่งสัปดาห์ละ 3 ครั้งคือวันอังคาร พฤหัสฯ และเสาร์ ธรรมดาผมจะตื่นตีห้าครึ่งเพื่อจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย วอร์มอัพ และวิ่งอย่างน้อย 5 กิโลเมตร วิ่งเสร็จมีเวลาคูลดาวน์ อาบน้ำแต่งตัว และไปส่งลูกที่โรงเรียน

แต่เมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ผมตื่นหกโมงสี่สิบ อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องออกไปส่งลูกแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่วิ่งเพราะกลัววอร์มได้ไม่ดีวิ่งได้น้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนชุดไปวิ่งอยู่ดี ได้วอร์มเร็วๆ และได้วิ่งแค่ 3 กิโลเมตร แต่ก็คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง


ฝรั่งจะมีคำขวัญหนึ่งที่เรียกว่า No More Zero Days – จะไม่ปล่อยให้มีวันที่ฉันจะไม่ได้ทำสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะ Zero Days คือวันที่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นเลย

ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจว่าจะออกกำลังกายทุกวัน เราก็ควรพยายามทำสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

ถ้าวิ่งไกลไม่ได้ ก็วิ่งสั้นๆ ถ้าวิ่งเร็วไม่ไหว ก็วิ่งเหยาะๆ ถ้าวิ่งเหยาะๆ ไม่ไหว ก็แค่เดินก็ยังดี

เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ ถ้านั่งสมาธิ 15 นาทีไม่ไหว ก็นั่ง 5 นาที ถ้านั่ง 5 นาทีไม่ได้ก็นั่ง 1 นาที ถ้านั่ง 1 นาทีก็ยังไม่มีเวลา ก็อยู่กับลมหายใจเข้า-ออกซัก 3 ครั้งก็ยังดี

เพราะหากเรายึดติดกับเป้าหมายมากเกินไป – it’s all or nothing ส่วนใหญ่เราจะได้ nothing

แทนที่จะตั้งเป้าหมายให้ไกลแล้วไปให้ถึง เราตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้จะได้มีกำลังใจลงมือทำในวันนี้ เพราะการได้ลงมือทำต่างหากที่มีความหมายอย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะจิ๊บจ้อยและไม่เพอร์เฟ็กต์แค่ไหนก็ตาม

เมื่อเล็งผลเลิศจึงมักไม่เกิดอะไร

แต่เมื่อเล็งที่การกระทำ เราจะได้ทำสิ่งนั้น และวันนี้ก็จะไม่สูญเปล่าครับ