โกรธหนึ่งครั้งภูมิคุ้มกันลดไป 6 ชั่วโมง

วันนี้ผมหยิบหนังสือเล่มเก่ามาอ่าน ชื่อว่า “เสียงในความทรงจำ” ของคุณวรพจน์ พันธุพงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด

เลยขอนำบางช่วงตอนของบทสนทนาระหว่างคุณวรพจน์และน.พ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ที่เคยตีพิมพ์ลงนิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2546 มาให้ได้อ่านกันครับ


ดูเหมือนคุณจะเน้นย้ำเรื่องความเครียดบ่อยๆ ความเครียดน่ากลัวยังไงกับมนุษย์ยุคนี้?

อันตรายที่สุด คุณรู้ไหมว่าโรคที่หมอทั้งโลกกำลังรักษาอยู่ 70-80% เป็นโรคอันสืบเนื่องมาจากความเครียด โรคความดัน หัวใจ เบาหวาน ภูมิแพ้ ข้อ เกาต์ ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความเครียดทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โรคกระเพาะ มะเร็ง ก็โดยตรง เพราะเซลล์ถูกสร้างขึ้นอย่างผิดปกติทุกวัน ถ้าระบบภูมิคุ้มกันดีก็สามารถฆ่าเซลล์ผิดปกติเหล่านั้น เม็ดเลือดขาวไปจัดการ แต่เครียดปุ๊บ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี เซลล์ผิดปกติก็โตขึ้นสร้างปัญหา

ที่ร้ายคือคนเครียดมักไม่รู้ตัว คุณลองหายใจลึกๆ ดู หายใจเข้าท้อง แล้วลองเอาใจจับความคิดตอนนี้ว่าคิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไร แค่เฝ้าดูตัวเองก็สนุกแล้ว ง่ายๆ แค่นี้เราเคยรู้กันบ้างไหม คำว่าเครียดมันเป็นคำรวม คนจะปฏิเสธว่าฉันไม่เครียด จริงๆ คือรวมถึงความโกรธ หงุดหงิด อิจฉา สิ่งที่เป็นอารมณ์ลบทุกอย่าง

.

อะไรทำให้คนเครียดมากที่สุด?

ความโกรธ

.

คนทุกวันนี้โกรธกันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ?

ใช่ ความโกรธทำลายมนุษย์เยอะมาก โกรธ โผงผาง พวกนี้มีสิทธิ์เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง แล้วทำไมเราให้ยาที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่ดูแลหัวใจให้ดีตั้งแต่ก่อนจะเป็นโรคหัวใจ นี่คือประเด็น โกรธครั้งหนึ่ง ไอจีเอ ภูมิคุ้มกันในน้ำลายลดลงไป 6 ชั่วโมงทันที อาจจะลดลงไปต่ำกว่านั้นเป็นวันก็ได้ เขาวิจัยมาขนาดนั้น ไอจีเอตัวเดียวนะ ไม่นับอย่างอื่น ฮอร์โมนในร่างกายของเรามีเป็นพันๆ หมื่นๆ เอาแค่ตัวเดียวภูมิคุ้มกันลดไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง บางครั้งทั้งวันยังไม่ขึ้นมาเหมือนเดิม บางทีหายไปเลย

.

แล้วมันมีผลยังไง?
ภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์มะเร็งก็งอกขึ้นมาอีกเม็ดหนึ่ง คนที่เป็นเอดส์ เชื้อไวรัสก็จะโตขึ้น ภูมิคุ้มกันสำคัญมาก แทนที่คุณจะไม่เป็นหวัดก็อาจเป็นหวัด


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เสียงในความทรงจำ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สำนักพิมพ์ openbooks

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่

นิทานวัยเด็กแทบทุกเรื่องจะต้องมีตัวร้าย และมักจะหนีไม่พ้น

แม่มด แม่เลี้ยง หมาป่า หมาจิ้งจอก จระเข้

ตัวร้ายมักจะก่อให้เกิดความเสียหายและมีคนเดือดร้อน จนเราอดคิดไม่ได้ว่าอยากจะหลีกเลี่ยงคนหรือสัตว์เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

แต่จริงๆ แล้วตัวร้ายเหล่านี้จำเป็นมาก หากไม่มีตัวร้าย นิทานก็จะแทบไม่เป็นนิทาน และคงไม่มีบทสรุปว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร

ดังนั้น หากเราเจอหมาป่าในชีวิตจริง ก็อย่ารังเกียจเดียดฉันท์ เขาคือครูผู้ปลุกให้เราได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์

ไม่มีฟ้าร้องก็ไม่มีฝน

ไม่มีอุปสรรคก็ไม่มีการเติบโต

ไม่มีความมืดมิดก็มองไม่เห็นดวงดาว

ไม่มีความทุกข์ก็ไม่เห็นค่าของความสุข

ไม่มีความตายชีวิตก็ไม่มีความหมาย

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่ครับ

ลูกเต๋าของเราออกได้กี่หน้า

จะว่าไปแล้ว ทุกการกระทำของเราก็เป็นการ bet หรือเดิมพันกับอะไรบางอย่างในอนาคต

เราเลือกเรียนสายนี้ เพราะ bet ว่าจบออกมาแล้วน่าจะมีงานทำ

เราเลือกทำงานกับบริษัทนี้ เพราะ bet ว่าจะมีงานที่ดีและมีความมั่นคง

เราเลือกตั้งบริษัทกับหุ้นส่วนคนนี้ เพราะ bet ว่าเขาเป็นคนเก่งและไว้ใจได้

การเดิมพันส่วนใหญ่ของเรามักจะออกมาโอเค แม้จะไม่ได้ถูกรางวัลที่หนึ่งบ่อยๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ากำไร

สิ่งที่ต้องระวังก็คือการเดิมพันกับผลลัพธ์อะไรบางอย่างมากเกินไปทั้งที่โอกาสจะเกิดสิ่งที่เราหวังนั้นเป็นไปได้ยาก

เหมือนการทอยลูกเต๋า ที่เราคาดคั้นว่าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั้น ถ้าออกหน้าอื่นแผนทุกอย่างที่เราวางเอาไว้จะพังทลายหมด

เช่นการ bet ด้วยเอาเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนในคริปโตแล้วจะหวังว่าจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี หรือ bet ว่าถ้าได้ลูกค้าเจ้านี้แล้วจะสบายไปทั้งชาติ

แม้หลายครั้งลูกเต๋าจะออกหน้าที่ภาวนาเอาไว้ แต่คนเราไม่อาจโชคดีไปได้ตลอด

เราจึงไม่ควรเอาชีวิตและความหวังไปแขวนไว้กับการที่ลูกเต๋าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่ง เพราะมันจะทำให้เราชอบคิดเข้าข้างตัวเองและไม่ค่อยมี Plan B

อย่าคิดว่าที่เรียนจบมาจะได้ใช้ อย่าคิดว่าบริษัทนี้จะจ้างเราไปตลอด อย่าคิดว่าหุ้นส่วนจะใสสะอาดเสมอ

ไม่ว่าจะเดิมพันเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เราควรออกแบบการเดิมพันเหล่านั้นให้ผลลัพธ์มันโอเคไม่ว่าลูกเต๋าจะออกหน้าไหนก็ตามครับ

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

เป็นการยากที่จะเอาชนะ biology หรือกระบวนการชีววิทยาในตัวเรา

เป็นเวลานับแสนนับล้านปีที่สมองถูกวิวัฒนาการให้หาเส้นทางที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเอาตัวรอดจะถูกมองเป็นเรื่องรองเสมอ

สมองของเราจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับโลกโซเชียลที่เปิดทางและเชียร์ให้เราทำได้มากกว่าแค่เอาตัวรอด ให้เราลงทุนเพื่ออนาคต แถมยังโชว์ตัวอย่างให้เห็นว่ามีคนมากมายที่ทำได้

ในหัวจึงเกิดความตึงเครียด (tension) ระหว่างเสียงของสังคม (social) ที่บอกว่าเราดีได้กว่านี้ กับเสียงของวิวัฒนาการทางชีววิทยา (biology) ที่บอกว่าเท่านี้ก็เกินพอ

ถ้าเราอยากมีสิ่งที่เรายังไม่มี จึงจำเป็นต้องฝืนธรรมชาติของสมองไม่มากก็น้อย

ไม่อยากตื่นเช้าไปวิ่ง แต่ก็ต้องตื่นไปวิ่ง เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง

ไม่อยากอดชาไช่มุก แต่ก็ต้องอด เพื่อจะได้มีหุ่นที่ดี

ไม่อยากกู้แบงค์ไปซื้อคอนโด แต่ก็ต้องกู้ เพื่อจะได้มี passive income

ไม่อยากเขียนบทความวันอาทิตย์ แต่ก็ต้องเขียน เพื่อจะสร้างบล็อกที่เราอยากเห็น

ในทางกลับกัน ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะไม่มีสิ่งที่เราอยากมี

ถ้าเราดูเน็ตฟลิกซ์จนไม่มีเวลาออกกำลังกาย เราก็ไม่คงไม่อาจมีหุ่นดีๆ ได้

ถ้าเราชอบกินอาหารดึกๆ เราก็คงไม่อาจมีสุขภาพที่ดีได้

ถ้าเราเห็นของอะไรแล้วเป็นอันต้องเอฟตลอด เราก็คงไม่มีวันหยุดวิ่งได้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าคนเราควรฝืนใจทำสิ่งที่ไม่อยากทำเพื่อไขว่คว้าอะไรมากมาย และไม่ได้คิดว่าเราควรจะใช้ชีวิตเพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไปจนไม่เหลือความสุขในปัจจุบัน

แต่ในเมื่อเป้าหมายทางโลกบางอย่างก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย แถมการเดินตามเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยบ่มเพาะให้เราเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เราจึงควรฝึกสมองให้คุ้นเคยกับการฝืน biology ของตัวเองบ่อยๆ

ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วเราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

นิทานภรรยาช่างสังเกต

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

มีสามีภรรยาอยู่คู่หนึ่ง เพิ่งย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งใหม่

ในวันแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่นั่นเอง อยู่ดีๆ ภรรยาก็ตกอกตกใจตะโกนเรียกสามี

“พี่ๆ มาดูนี่เร็ว ดูบ้านข้างๆ เราสิ ไม่รู้อยู่กันได้อย่างไร สกปรกมากๆ บ้านช่องไม่รู้จักเก็บจักกวาด คนอะไรไม่รู้สกปรกจริงๆ”

สามีก็พอมองไปยังบ้านหลังนั้นแล้วก็เงียบ มิได้พูดอะไร

วันที่สอง ภรรยาก็ตะโกนเรียกสามีด้วยน้ำเสียงตกใจอย่างเดิมอีก

“พี่ๆ มาดูนี่อีก ดูบ้างข้างๆ เราสิ ไม่รู้เขาใช้อะไรซักผ้า ทำไมผ้าบ้านเขาช่างสกปรกสิ้นดี ไม่มีความขาวสะอาดเลย”

สามีก็พอมองไปยังบ้านหลังนั้นแล้วก็เงียบ มิได้พูดอะไรเช่นเคย

วันที่สาม ภรรยาก็ตะโกนเรียกสามีเช่นเดิม แต่คราวนี้ตะโกนเสียงด้วยน้ำเสียงที่แสดงความตกใจเป็นอย่างยิ่ง

“พี่ๆ มาดูนี่เร็วเข้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว วันนี้บ้านข้างๆ ไม่รู้เขาไปทำอะไรมาบ้านเขาสะอาดมากๆ เลย ผ้าผ่อนต่างๆ ก็ขาวสะอาดไม่มีที่ติ ไม่รู้เขาไปจ้างใครมาทำหรือเปล่า”

สามีก็มองกลับมายังหน้าของภรรยาตนเองแล้วพูดว่า

“เขาไม่ได้ไปทำอะไรหรือจ้างใครมาทำความสะอาดอะไรหรอกน้องเอ๋ย แต่เมื่อเช้าพี่แค่เช็ดกระจกบ้านของเราเอง”


ขอบคุณนิทานจากเว็บ GotoKnow | ปภังกร: นิทานเรื่อง “กระจกใจ”