อย่ารอให้ใครมาเลือกเรา

20150203_Remarkable

“คุณกล้าดียังไงถึงมาใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม ในเมื่อทุกอย่างมันพร้อมให้คุณทำสิ่งที่โคตรเจ๋งแล้ว” – เซธ โกเดง

ผมว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

คำว่า “อัจฉริยะ” อาจจะดูเว่อร์ไป แต่คำว่า “ความถนัด” มันก็ดูธรรมดาไปหน่อย

เอาเป็นว่าเรามี “ความเจ๋ง” บางอย่างที่คนอื่นไม่มี

และโลกในตอนนี้ก็พร้อมแล้วที่จะให้คุณแสดงความเจ๋งนั้นออกมา

เมื่อก่อน ถ้าคุณอยากทำวงดนตรี คุณต้องไปเข้าห้องอัดเพื่อจะทำเทปเดโม

เสร็จแล้วก็ส่งเทปเดโมไปแกรมมี่หรืออาร์เอส

และสิ่งเดียวที่ทำได้ต่อจากนั้นก็คือ รอ รอ แล้วก็รอ

มาเดี๋ยวนี้ มีแค่กีต้าร์ นักร้อง และไมค์ดีๆ ก็อาจเพียงพอให้คุณได้แจ้งเกิดเหมือนวง Room39

แต่ก่อน ถ้าคุณอยากเขียนหนังสือ คุณต้องส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์ต่างๆ

และสิ่งเดียวที่ทำได้ต่อจากนั้นก็คือ รอ รอ แล้วก็รอ

มาเดี๋ยวนี้แค่บันทึกสิ่งที่คุณคิดลงใน Facebook ก็อาจจะมีคนตามอ่านหลายแสนคน

แล้วพอเขียนได้ระดับหนึ่งก็สามารถพิมพ์หนังสือเองก็ได้ ไม่ต้องรอสำนักพิมพ์ไหนมาพิจารณาต้นฉบับของเรา

นี่คือยุคที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเลือกเราอีกต่อไป (No more waiting to be picked)

นี่คือยุคที่เราจะเลือกตัวเอง (Pick yourself)

ซึ่งก็อยู่ที่ว่า คุณพร้อมที่จะเลือกตัวเองรึเปล่า

ถ้าเราเลือกตัวเอง แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างสุดความสามารถ

พร้อมกับบอกมันให้โลกทราบและได้รับประโยชน์จากความเจ๋งของคุณ

ผมเชื่อว่าโลกใบนี้มีพื้นที่ให้ทุกคนได้เปล่งประกายครับ

วิธีไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียว

20150202_Highlight

แต่ก่อนตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ Asian U ผมเห็นรุ่นน้องบางคนชอบไฮไลท์หนังสือมาก

คุณเธอจะมีปากกาไฮไลท์อยู่ 3-4 สี แล้วก็จะใช้แต่ละสีสลับกัน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าสีแต่ละสีของน้องเค้ามีความหมายรึเปล่า หรือแค่เปลี่ยนสีเพื่อให้มันดูสวยๆ เฉยๆ

ไฮไลท์ไปไฮไลท์มา ก็เลยมีสีไฮไลท์เกือบเต็มหน้า คล้ายๆ กับรูปประกอบด้านบนนี่แหละ

เพื่อ!?

ผมเองก็เป็นคนชอบปากกาไฮไลท์นะครับ

ติดอยู่อย่างเดียวคือมันแพง และพกพาไม่สะดวกด้วย

ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาผมก็เลยคิดวิธีไฮไลท์ตามสไตล์ของผมเอง

และวันนี้ก็เลยอยากมานำเสนอครับ!

หลักๆ ผมจะมีวิธีการไฮไลท์อยู่ 5 แบบดังนี้ครับ

HighlightSymbolsAll

มาดูกันนะครับว่าแต่ละอันหมายความว่าอย่างไร

HighlightSymbol_Word

อันแรกน่าจะเดาไม่ยาก ผมเอาไว้วงพวก keywords ที่พอมองผ่านๆ ก็จะพอรู้ว่าเนื้อหามันเกี่ยวกับเรื่องอะไร

ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ในบางครั้ง ผมก็อาจจะใช้วงรีอันนี้ไฮไลท์คำที่ผมไม่รู้จัก จะได้กลับมาเปิดดิคทีหลังได้

หรือถ้าเจอรูปประโยคภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ ผมก็อาจจะขีดเส้นใต้เอาไว้

ผมจะไม่พูดถึงการขีดเส้นใต้นะครับ เพราะมันเป็นการไฮไลท์ที่ทุกคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ขอไปอันถัดไปเลยดีกว่า

HighlightSymbol_Lines

ผมจะขีดเส้นนี้ไว้ใน margin ซึ่งก็คือช่องว่างระหว่างตัวหนังสือกับขอบกระดาษนั่นเอง

เครื่องหมายนี้ไว้ขีดบอกว่าบรรทัดต่อไปนี้ สำคัญ โดยความยาวของเส้นขึ้นอยู่กับจำนวนบรรทัดที่อยากกลับมาอ่านใหม่ ยิ่งบรรทัดเยอะ เส้นก็จะยาวยิ่งขึ้นด้วย

แต่ถ้ามันสำคัญหลายบรรทัดมากๆ เช่น 10 บรรทัดหรือครึ่งหน้าล่ะ?  ถ้าขีดเส้นยาวๆ คงดูเลอะเทอะน่าดู ผมเลยใช้เครื่องหมายนี้ครับ

Top

เครื่องหมายที่คล้ายๆ ตัว T แหว่ง แปลว่า ให้อ่านตั้งแต่จุดนี้ลงไปจนถึงบรรทัดล่างสุดของหน้านั้น

Bottom

ส่วนเครื่องหมายตัว L ก็คือให้อ่านจากบรรทัดนี้ขึ้นไปจนถึงบรรทัดแรกของหน้านั้น

และถ้าหากใช้คู่กันแบบนี้

Top

Bottom

ก็แปลว่าให้อ่านจากบรรทัดของหัวตัว T ลงไปจนถึงบรรทัดที่เป็นท้ายตัว L ครับ

ตัว T แหว่งกับตัว L นี่ ถ้าไปเขียนอยู่บนหน้าขวา (หน้าเลขคี่) ก็จะดูไม่ธรรมชาติเท่าไหร่ ดังนั้นมันจะกลายร่างนิดหน่อย กลายเป็นแบบนี้ครับ

HighlightSymbol_ToBottom_Right

HighlightSymbol_ToTop_Right

ส่วนเครื่องหมายสุดท้ายที่คล้ายเครื่องหมายบวก +

HighlightSymbol_Essentialก็คือเครื่องหมายดอกจัน * แต่เขียนแบบคนขี้เกียจนั่นเอง  มันแปลว่าสองสามบรรทัดนี้ เป็นประโยคสำคัญมาก ถ้าจะกลับมาพลิกอ่านหนังสือนี้แค่แป๊บเดียว ก็อ่านเฉพาะที่มาร์คว่าเป็นดอกจันนี้ก็พอ

พอเอามาใช้งานจริงก็จะได้ประมาณนี้ครับ อันนี้ผมเปิดเอาจากที่เคยไฮไลท์ไว้จริงๆ ในหนังสือ The Buddha Said ของ Osho นะครับ จะเห็นได้ว่าขาดเครื่องหมายแรก (วงรี) ไป แต่ที่เหลือก็มีหมดครับ

Highlight_Example

ก็เป็นอันจบวิธีการไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียวด้วยประการฉะนี้

ใครอยากเอาไปใช้ก็เชิญได้เลยนะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์

แต่ถ้าใครคิดเอาไปต่อยอด หรือมีวิธีการที่ดีกว่าก็มาบอกกล่าวกันด้วยนะครับ!

เปลี่ยนไปไม่รู้ตัว

20150201_EverythingIsDifferent

คนเราขี้เบื่อ

แต่คนเราก็กลัวการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

พวกเราส่วนใหญ่ จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบไม่โลดโผนมากนัก

ทำงานที่เดิม เดินทางด้วยเส้นทางเดิม  กินข้าวร้านประจำ และใช้มือถือเครื่องเดิม

แต่พอมองกลับไป หลายๆ สิ่งในชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

ส่วนตัวของผม ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมแต่งงาน มีหนังสือของตัวเองที่พิมพ์แจกในงานแต่งงานหนึ่งเล่ม และเขียนหนังสือวางแผงอีกหนึ่งเล่ม นอกจากนั้น ยังกำลังจะมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง (และภรรยา) อีกด้วย

ทั้งๆ ที่ผมก็ยังทำงานที่เดิม เดินทางเส้นเดิม กินข้าวร้านประจำ และใช้มือถือเครื่องเดิม

โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้

ก็อยู่ที่เราว่าพร้อมจะโอบกอดความเปลี่ยนแปลงนั้นแค่ไหน

และจะเลือกผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางใด

Sharing from Quora: What are the best tricks to keep yourself motivated?

Answer by Jaideep Gottapu:

การอยู่ใน Comfort Zone จะว่าไปก็สบายดี

เหมือนทุกอย่างถูก optimized ไว้แล้ว

เรารู้แล้วว่าแต่ละวันจะเจออะไร และจะต้องทำอะไรบ้าง

ซึ่งย่อมทำให้เรามีชีวิตแบบไม่เครียด เรื่อยๆ ชิลล์ๆ

แต่บางทีชีวิตก็ต้องการสีสัน

ซึ่ง comfort zone ไม่สามารถมอบให้เราได้

หากอยากสนุก และอยากสร้างประสบการณ์พิเศษ

ก็อาจเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องออกจาก comfort zone เพื่อเจอกับประสบการณ์แปลกใหม่ สิ่งใหม่ๆ และคนใหม่ๆ

อาจต้องเหนื่อยมากขึ้น อาจต้องเสี่ยงมากขึ้น อาจมีการกระเพื่อมในใจระลอกใหญ่

แต่นั่นแหละคือโอกาสให้เราได้เรียนรู้ และได้เติบโต

อยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ คุณว่าอย่างนั้นมั้ย?

Source: Quora What are the best tricks to keep yourself motivated?

Pic & Pause: Segregated Water Fountains

ColoredDrink

ภาพนี้ถูกถ่ายโดย Elliot Erwitt ในรัฐนอร์ธแคโรไลนา (North Carolina)

เมื่อปี 1950 หรือ 65 ปีล่วงมาแล้ว

ภาพนี้มีชื่อว่า Segregated Water Fountains

Water Fountains ก็คือที่ดื่มน้ำ

Segregated/Segregation คือการแบ่งแยกพื้นที่ระหว่างคนผิวดำและคนผิวขาว

ซึ่งเป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนั้น

ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหาร ห้องน้ำ หรือรถบัส

คนผิวดำจะถูกกีดกันไม่ให้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกับคนผิวขาวเลย

—–

เมื่อเห็นรูปนี้ คำหนึ่งก็ลอยมา

“อำมาตย์”

ไม่ได้คิดจะยึดโยงอะไรกับการเมืองไทยนะครับ

แต่ภาพนี้มันแสดงความเป็นอำมาตย์-ไพร่ ได้ชัดเอามากๆ

อเมริกา ชาติที่่ภูมิใจในอุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียม

ครั้งหนึ่งก็เคยกระทำกับ “คนอื่น” ได้ขนาดนี้

จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนนั้นเขาคิดอะไรกันอยู่

—-

ถึงชาติไทยเราจะมีวัฒนธรรมแบบอำมาตย์-ไพร่มาช้านาน

แต่ในความรู้สึกของผม เราก็ยังได้รับความเคารพในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมากกว่าที่คนผิวดำเคยได้รับ

ลองคิดว่าถ้าเมืองไทยเรามี Segregation

แล้วผมมาเดินห้างพารากอน

แต่พอจะเข้าห้องน้ำแล้วถูกยามไล่ให้ไปเข้าชั้นใต้ดิน

เพียงเพราะหน้าตาผมมันบ่งบอกว่าผมมาจากอีสาน

มันคงจะเจ็บปวดน่าดูเนอะ

—–

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมสงสัย

ตอนที่มี Segregation ในอเมริกานั้น

คนผิวขาวส่วนใหญ่ก็อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เป็น “เรื่องธรรมดา” (normal) ที่ต้องกีดกันคนผิวดำ

หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็น “เรื่องธรรมชาติ” (natural) ด้วยซ้ำไป

ก็อดคิดไม่ได้ว่่าสังคมไทยในตอนนี้

มีประเด็นหรือปัญหาอะไรที่ยังหมักหมม ไม่ได้รับการแก้ไข

เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหารึเปล่า?

คนที่กำลังอ่านบล็อกนี้ของผม

จะว่าไปก็อาจจะเทียบเท่าได้กับคนผิวขาวของอเมริกา

เพราะว่าเรามีอินเตอร์เน็ตใช้ มีรายได้เป็นอันดับ Top 20% ของประชากรในประเทศนี้

แล้วชาวไทยอีก 80% ที่เหลือ เขากำลังประสบชะตากรรมอย่างคนผิวดำในปี 1950 รึเปล่า

อำมาตย์อย่างพวกเรากำลังทำให้เขา “ดื่มน้ำจากก๊อกของคนผิวดำ” โดยที่เราไม่รู้ตัวรึเปล่า

หวังว่าจะไม่นะครับ

แต่ก็ไม่แน่…

เพราะอีก 65 ปีต่อจากนี้ เมื่อตอนที่รุ่นหลานเรามองกลับมา

เขาอาจจะเห็นปัญหาที่เรา “ทำเป็นมองไม่เห็น” อย่างแจ่มชัดก็ได้

และเขาอาจจะอดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนนี้พวกเราคิดอะไรกันอยู่